เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 611 ความตื้นตันของหญิงสาวสองวัย
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 611 ความตื้นตันของหญิงสาวสองวัย
บทที่ 611 ความตื้นตันของหญิงสาวสองวัย
หวังชุ่ยผิงบอกว่าเธอทำงานกวาดถนน แต่หวังเซิ่งหลันไม่เชื่อ เธอกลั้วหัวเราะแล้วพูดว่า “เธอนี่ล้อเล่นเก่งจริง ๆ อย่างเธอเนี่ยนะจะเป็นแค่คนกวาดถนนธรรมดา”
“ฉันไม่ได้โกหกนะคะ ตอนรู้ว่าจะได้กลับบ้านเกิดกับจื้อกัง ฉันถึงกับยอมจ่ายค่าดัดผม คุณไม่เห็นหรือว่ามือของฉันเต็มไปด้วยรอยด้าน”
หวังชุ่ยผิงทำงานกับจักรเย็บผ้ามาเป็นเวลานาน นิ้วของเธอจึงเสื่อมความนุ่มนวลอย่างที่ผู้หญิงควรจะเป็น พอเธอแบมือให้หวังเซิ่งหลันดู หวังเซิ่งหลันก็เห็นฝ่ามือหยาบกร้าน จึงเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา
ผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะดัดผมได้ไม่นานจริง ๆ ทั้งยังสวมเสื้อโค้ทเนื้อดีทรงสวยงาม แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีอะไรดูพิเศษมากไปกว่านี้เลย
หวังชุ่ยผิงเอนหลังพิงผ้าห่มนวม พูดอย่างเกียจคร้านว่า “ฉันหาเงินได้ไม่มากนัก ก็เลยคาดหวังว่าในอนาคตจื้อกังจะพอสนับสนุนฉันได้บ้าง แต่ฉันมาเห็นว่าสภาพครอบครัวของพวกคุณไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แถมยังเป็นหนี้จำนวนมาก ฉันก็ล้มเลิกความคิดที่จะพึ่งพาเงินของเขาแล้ว สมาชิกในครอบครัวคุณกระจัดกระจายไปคนละทาง คงไม่มีใครช่วยเหลือเขาได้ ตอนนี้ฉันจะลองตัดสินใจใหม่ว่าควรแต่งงานกับเขาดีไหม แต่ถ้าไม่มีฉันสักคน เขาจะยังแต่งงานกับใครได้อีก…”
หวังชุ่ยผิงแสดงความรังเกียจต่อสถานการณ์ภายในครอบครัวของเจียงจื้อกังทั้งทางสีหน้า ทุกคำพูดล้วนแฝงไปด้วยนัยบางอย่าง
หวังเซิ่งหลันถึงกับตกตะลึง พยายามเกลี้ยกล่อมเธอทันที
“อย่าเลย ชุ่ยผิง เธออย่าตัดสินใจเลิกกับเขาเลย ไม่สำคัญหรอกว่าเธอจะทำงานอะไร เราไม่ได้เรื่องมากขนาดนั้น ไม่ง่ายเลยกว่าจื้อกังจะมีคนรักสักคน เธอจะทอดทิ้งเขาไม่ได้เด็ดขาดนะ”
หวังเซิ่งหลันร่ายต่อ “ไม่ต้องห่วง ฉันสัญญาว่าจะไม่ขอเงินเขาเพื่อเข้าโรงพยาบาล ฉันมีเงิน ยังพอมีที่ดินอยู่บ้าง ไม่มีทางปล่อยให้เธอต้องอยู่อย่างอดอยากแน่ ฉันจะบอกให้จื้อกังทำงานหาเงินมาซ่อมแซมเรือนหอให้ใหม่นะ”
ถึงแม้หวังเซิ่งหลันจะเคยดูถูกเจียงจื้อกังขนาดไหน แต่เธอไม่อาจปล่อยให้ลูกชายพลาดความรักครั้งนี้
ก่อนหน้านี้เธอต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการหาผู้หญิงมาแต่งงานกับเขา เขาสามารถหาคนรักได้ด้วยตัวเองทั้งที ฉะนั้นต้องรักษาหวังชุ่ยผิงไว้
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนกวาดถนนหรือเจ้าคนนายคนก็ตาม ขอแค่มีลูกและคอยปรนนิบัติเธอได้ก็พอแล้ว
แน่นอน ถ้าหวังชุ่ยผิงเป็นเจ้าคนนายคนคงดีกว่า แต่ด้วยเงื่อนไขของเจียงจื้อกังแล้ว คงไม่มีเจ้านายสาวที่ไหนมาชอบเขาจริง ๆ
ทัศนคติของหวังเซิ่งหลันทำให้หวังชุ่ยผิงแอบรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่สูญสิ้นความเป็นแม่ซะทีเดียว อย่างน้อยเธอก็ยังให้ความสนใจเกี่ยวกับชีวิตของลูกชายอยู่บ้าง
หวังชุ่ยผิงเองก็เป็นแม่คนเหมือนกัน เมื่อได้ยินว่าหวังเซิ่งหลันยินดีประนีประนอมเพื่อเจียงจื้อกัง ความประทับใจที่มีต่ออีกฝ่ายก็บังเกิดขึ้นเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ
ถึงอย่างนั้นหวังชุ่ยผิงก็ไม่คิดจะมองผ่านบางเรื่อง
เธอมองไปที่หวังเซิ่งหลัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความไม่พอใจ “ฉันไม่คิดว่าคุณจะยอมอ่อนข้อง่าย ๆ แบบนี้ ฉันได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้คุณเคยทำร้ายน้องสาวของจื้อกัง ฉันเลยกลัวว่าแม่สามีแบบคุณจะทำให้ชีวิตของฉันแย่ลง ฉันยังต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของฉันกับจื้อกังอีกครั้งอยู่ดี”
หวังเซิ่งหลันไม่คาดคิดว่าหวังชุ่ยผิงจะรู้เรื่องนี้ด้วย เธอกลอกตาด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะกระแอมไอสองครั้งแล้วอธิบายว่า “อย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของคนอื่นสิ น้องสาวของเขาไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของฉัน แล้วฉันก็ไม่ได้ทำร้ายหล่อน แค่จัดแจงเรื่องการแต่งงานให้ก็เท่านั้น อีกอย่างชีวิตหลังแต่งงานของหล่อนก็เป็นไปด้วยดี ได้สามีเป็นหมอ แถมยังได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ฉันทำให้หล่อนมีชีวิตที่สุขสบายด้วยซ้ำไป”
แววตาของหวังเซิ่งหลันวูบไหว เธอมองไปที่หวังชุ่ยผิง ถามหยั่งเชิงดูว่า “จริงสิ เธอกับจื้อกังเจอกันที่หลันเฉิงใช่ไหม แล้วเธอเคยเจอน้องสาวของเขาที่ชื่อกู้หนานหรือเปล่า?”
ครั้งล่าสุดที่หวังเซิ่งหลันได้เจอกับเจียงจื้อกังในหลันเฉิง เขากำลังเล่นกับเด็กชายตัวน้อยอยู่ที่สะพานเหล็ก หวังชุ่ยผิงคนนี้ก็น่าจะเป็นคนหลันเฉิงเช่นเดียวกัน
เมื่อได้ยินคำถามที่เกี่ยวกับกู้หนาน หวังชุ่ยผิงก็พยักหน้า “เคยค่ะ”
“จื้อกังกับกู้หนานคงติดต่อกันอยู่บ่อย ๆ สินะ?” หวังเซิ่งหลันถามต่อ
จู่ ๆ เจียงจื้อกังก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก หวังเซิ่งหลันอดคิดไม่ได้ว่ากู้หนานต้องมีส่วนช่วยเหลือเขาในครั้งนี้ไม่มากก็น้อย
มิฉะนั้น ในช่วงเวลาสั้น ๆ เขาไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ขนาดนี้หรอก คนอย่างเขาจะทำงานได้เงินสักเท่าไหร่เชียว?
ในเมื่อเขาบอกว่าตัวเองติดหนี้ค่าผ่าตัด หมายความว่าต้องไปหยิบยืมเงินใครบางคนมาจ่ายก่อนน่ะสิ
แน่นอนว่าหวังชุ่ยผิงรู้เจตนาที่แท้จริงของหวังเซิ่งหลัน เธอรีบปฏิเสธทันที “ไม่เลยค่ะ หล่อนไม่ต้อนรับจื้อกังด้วยซ้ำ ครั้งหนึ่งจื้อกังเคยพาฉันไปเจอ แต่สุดท้ายก็ถูกหล่อนไล่ออกมา”
หวังเซิ่งหลันสาปแช่งด้วยความโกรธ “นังสารเลวนั่น ทำไมถึงได้ใจร้ายใจดำแบบนี้กัน? ถึงก่อนหน้านี้ฉันจะเคยปฏิบัติกับหล่อนไม่ดี แต่จื้อกังไม่เคยปฏิบัติกับหล่อนไม่ดีมาก่อน ตอนนี้หล่อนกลายเป็นหงส์ไฟเกาะคบไม้สูง คงลืมกำพืดเดิมไปหมดแล้วมั้ง”
หลังจากที่หวังเซิ่งหลันสาปแช่งเสร็จแล้ว เธอก็หรี่ตาลง ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ลองเสนอหวังชุ่ยผิงดู “ครั้งนี้ถ้าพวกเธอกลับไปในเมืองแล้ว ลองไปตามหาหล่อนอีกครั้งสิ ฉันได้ยินจากย่าเจี๋ยว่าตอนนี้กู้หนานทำงานอยู่ในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของพ่อตัวเอง ชีวิตดีมาก จื้อกังเคยทำดีกับหล่อน เข้าหาไปก็ไม่น่าอายหรอก สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหล่อนเข้าไว้ ชีวิตในอนาคตจะได้ราบรื่น แค่เศษเงินเพียงหยิบมือของหล่อนก็เพียงพอที่จะใช้ในการสร้างบ้านหลังใหม่แล้ว”
ทุกวันตอนที่หวังเซิ่งหลันนอนอยู่บนเตียงคนเดียว เธอเอาแต่นึกเสียใจว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ปฏิบัติต่อกู้หนานให้ดี ถ้ารู้แต่แรกคงทำดีกับอีกฝ่ายไปนานแล้ว ขอแค่ความสัมพันธ์อันดีเพียงเสี้ยวก็ได้
ในอดีตเธอลุ่มหลงมัวเมาในความผิด เจียงต้าหมิงก็อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง ทำให้เธอไม่ทันได้เก็บเกี่ยวความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกกับกู้หนาน
หวังชุ่ยผิงได้ยินคำพูดของหวังเซิ่งหลันแล้วก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก เธอเพียงตัดบทอย่างหมดความอดทน “คุณป้า ออกไปก่อนเถอะค่ะ ฉันอยากนอนพักแล้ว”
เมื่อเห็นว่าหวังชุ่ยผิงดูไม่คล้อยตาม หวังเซิ่งหลันจึงลังเลอยู่สองสามวินาที ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้อง
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา เจียงจื้อกังก็กลับมาที่บ้าน เสียงไอของเขาดังมาจากสนามด้านหน้า หวังชุ่ยผิงจึงรีบลุกขึ้นนั่งบนเตียง
เมื่อเห็นเจียงจื้อกังเดินเข้ามา เธอก็ถามว่า “เป็นยังไงบ้าง ได้จดหมายแนะนำตัวแล้วหรือยัง?”
“ได้มาแล้ว” เจียงจื้อกังหยิบจดหมายแนะนำตัวออกมาจากกระเป๋าแล้วแสดงให้หวังชุ่ยผิงดู
หัวหน้าหมู่บ้านดีกับเจียงจื้อกังและกู้หนานมาตั้งแต่สมัยที่พวกเขายังเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าหมู่บ้านกับเนี่ยอวิ๋นเองก็แน่นแฟ้นมากเช่นเดียวกัน กู้หนานมักจะมาเรียนวิชาแพทย์กับเนี่ยอวิ๋นบ่อย ๆ ดังนั้นความเมตตาที่อีกฝ่ายมีต่อพวกเขาจึงยิ่งมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นว่าขาของเจียงจื้อกังหายเป็นปกติ และรู้ว่าเขากำลังจะแต่งงาน หัวหน้าหมู่บ้านก็ปลื้มปีติมาก รีบเขียนจดหมายแนะนำตัวให้โดยไม่พูดอะไรสักคำ
เจียงจื้อกังเปิดซิปแจ็กเก็ตหนังที่สวมอยู่ออก หยิบส้มกระป๋องออกมา “นี่ ผมซื้อมาจากร้านขายของชำ”
“ซื้อให้ฉันหรือ?” หวังชุ่ยผิงมองส้มกระป๋องในมือเขาพร้อมกับถามอย่างมีความสุข
“ใช่ ร้านขายของชำขนาดเล็กในหมู่บ้านของเราไม่ค่อยมีของอะไรมาก ส่วนใหญ่เป็นขนมกินเล่นของเด็ก ๆ ผมเลยซื้อส้มกระป๋องมาฝากแทน ลองชิมดู มันยังไม่หมดอายุ ไม่ใช่ของค้างคืนด้วย”
“ขอบคุณนะ มันต้องอร่อยมากแน่ ๆ” หวังชุ่ยผิงรับส้มกระป๋องมาถือไว้ ภายในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ตื้นตัน
เธอไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อนเลย ยิ่งเมื่อเห็นรอยยิ้มซื่อ ๆ ที่เต็มไปด้วยความจริงใจบนใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้า ความอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ
เจียงจื้อกังหยิบส้มประป๋องออกมาจากเสื้อแจ็กเก็ตอีกกระป๋องหนึ่งพลางบอกว่า “ผมซื้อมาสองกระป๋อง กระป๋องนี้ของแม่ เธอป่วยอยู่ คงอยากได้อะไรชื่นใจแบบนี้เหมือนกัน”
ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะซื้อให้หวังชุ่ยผิงแค่คนเดียว แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าซีดเซียวซูบผอมของผู้เป็นแม่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจหยิบมาอีกกระป๋อง
“อืม งั้นก็เอาไปให้เธอเถอะ”
พอเจียงจื้อกังยื่นส้มกระป๋องให้หวังเซิ่งหลัน หวังเซิ่งหลันก็รู้สึกประทับใจมาก
เมื่อนึกถึงทัศนคติของตัวเองที่มีต่อลูกชายคนนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเพิ่งจะตระหนักเอาตอนนี้ว่าตัวเองทำผิดพลาดครั้งใหญ่
เธอคิดหวังพึ่งพาลูกชายที่อยู่ในเมืองมาโดยตลอด และรักใคร่เอ็นดูแต่เจียงเหมยที่พูดจาฉอเลาะเก่ง เจียงจื้อกังคือลูกที่ไม่เคยอยู่ในสายตา ซ้ำเธอยังมองว่าเขาเป็นภาระ
แต่ท้ายที่สุด กลับกลายเป็นเจียงจื้อกังที่มาเยี่ยมเยียนคนป่วยอย่างเธอ และมีน้ำใจซื้อส้มกระป๋องให้กิน
หวังเซิ่งหลันกินไปก็ร้องไห้ไป สูดจมูกฟืดฟาดด้วยความตื้นตัน
เจียงจื้อกังเข้าไปหยิบช้อนออกมาจากห้องครัว เปิดฝากระป๋องอำนวยความสะดวกให้หวังชุ่ยผิง ก่อนจะยื่นให้เธอกิน
หวังชุ่ยผิงตักเข้าปากคำหนึ่ง จากนั้นก็ตักเนื้อส้มขึ้นมาอีกช้อน แล้วยื่นออกไปจ่อหน้าเจียงจื้อกัง
เจียงจื้อกังโบกมือ “ผมไม่หิว คุณกินเถอะ”
“ลองชิมดูสิ”
หวังชุ่ยผิงยืนกรานว่าจะป้อนให้เขา เจียงจื้อกังจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอ้าปากรับ
ทั้งสองคนผลัดกันกินผลัดกันป้อนส้มกระป๋องทีละช้อนอยู่แบบนั้นจนหมด
จากนั้นหวังชุ่ยผิงก็วางกระป๋องเปล่าลงแล้วถามเจียงจื้อกังว่า “คืนนี้ พวกเราจะนอนกันยังไงดี?”
คนที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงถึงกับลุกพรวดทันที เขายืนตัวตรง พูดอย่างไม่สบายใจว่า “เดี๋ยวผมออกไปนอนในกระท่อมข้างนอก”
“กระท่อมหลังนั้นไม่มีเครื่องนอนอะไรเลย ไม่มีแม้แต่เสื่อด้วยซ้ำ จะออกไปนอนที่นั่นทำไม”
ตอนที่ทั้งสองมาถึงที่นี่เป็นครั้งแรก พวกเขายืนคุยกันอยู่ข้างกระท่อมหลังน้อย หวังชุ่ยผิงเลยได้มองเข้าไปในกระท่อมสองสามรอบ สอดส่องมาเรียบร้อยแล้ว
บนเตียงนั้นไม่มีแม้แต่เสื่อปู ผ้าห่มนวมก็ขึ้นรา ไม่มีทางเข้าไปนอนได้แน่
“ผม… ผมจะไปขอฟูกจากแม่แล้วเอาไปปูนอนแก้ขัดไปก่อน”
ขณะที่เจียงจื้อกังกำลังจะออกไป เสียงของหวังชุ่ยผิงก็ดังมาจากข้างหลัง “ทำไมไม่นอนด้วยกันที่นี่ล่ะ?”