เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 608 ภรรยาเป็นใหญ่
บทที่ 608 ภรรยาเป็นใหญ่
หวังเซิ่งหลันเปลี่ยนสีหน้า ดูถูกเจียงจื้อกังด้วยคำพูดที่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน แค่นี้หวังชุ่ยผิงก็เห็นสถานการณ์เลวร้ายที่เจียงจื้อกังเคยประสบชัดเจนแล้ว
เจียงจื้อกังเคยชินกับการนิ่งเงียบ เมื่อถูกหวังเซิ่งหลันก่นด่าสาปแช่ง ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธ ถึงอย่างนั้นกลับไม่กล้าพูดอะไรได้สักคำ
หวังชุ่ยผิงไม่อาจทนได้อีกต่อไป เธอเป็นคนอารมณ์ร้อนพออยู่แล้ว เมื่อเห็นหวังเซิ่งหลันเอาแต่พาลถ่มน้ำลายไปทั่วแบบนั้น เธอก็อารมณ์ขึ้น “คุณยังมีหน้ามาขอเงินจื้อกังอีกหรือ? ลืมหรือไงว่าก่อนหน้านี้คุณปฏิบัติต่อเขายังไงบ้าง?”
“เขาทำงานงก ๆ เป็นวัวและม้าให้คุณอยู่ที่บ้านมาหลายปีแล้ว งานทั้งในบ้านและนอกบ้านเขาก็แบกรับอยู่คนเดียว นั่นเป็นเพราะคุณขี้เกียจ เขาจึงต้องทำทุกอย่างแทน แล้วเขาได้ประโยชน์อะไรจากการที่เขาทำเพื่อคุณบ้าง?”
“ลำพังพวกชาวบ้านดูถูกเหยียดหยามเขานั่นก็แย่พออยู่แล้ว คุณเป็นแม่ของเขา คุณกลับทำตัวไม่ต่างจากชาวบ้านพวกนั้นเลย ทันทีที่เขาก้าวเข้าประตูบ้านก็แบมือขอเงินซะแล้ว เขาทำงานนะ ไม่ได้เป็นโจรปล้นธนาคาร จะไปหาเงินจากไหนมาให้คุณได้ คุณเป็นแม่ ไม่ถามเขาสักหน่อยหรือว่าเขาใช้เงินไปเท่าไหร่ในการผ่าตัด ไม่ถามหน่อยหรือว่าหลังผ่าตัดเขาต้องทรมานยังไงบ้าง สักแต่สนใจแต่ชีวิตและความตายของตัวเอง รู้บ้างไหมว่าลูกชายต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน?”
หวังเซิ่งหลันถึงกับพูดไม่ออกชั่วขณะเมื่อถูกหวังชุ่ยผิงตำหนิด้วยความโกรธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอไม่คาดคิดว่าเจียงจื้อกังจะเจอกับคนรักที่สู้คนแบบนี้
เธอละล่ำละลักพูด “ตอนนี้เขาก็หายดีแล้วไม่ใช่หรือไง”
หวังชุ่ยผิงยกแขนขึ้นกอดอก พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “อีกไม่นานฉันก็จะแต่งงานกับจื้อกังแล้ว พอมาเห็นความไร้จิตสำนึกของคุณแบบนี้ ฉันคงไม่ปล่อยให้เขามาคอยดูแลคุณแน่ ในเมื่อเห็นแก่ตัวนัก ถ้าแก่ตัวไปก็อยู่ตัวคนเดียวเถอะ”
ทัศนคติของหวังชุ่ยผิงทำให้หวังเซิ่งหลันรู้สึกกลัวขึ้นมา
มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ก้าวร้าวแค่ไหน ด้วยนิสัยไร้ประโยชน์ของจื้อกัง อีกหน่อยคงไม่พ้นถูกภรรยาครอบงำไปจนตาย
การแสดงออกของหวังเซิ่งหลันเปลี่ยนไปมาจนคาดเดาไม่ได้ เธอยิ้มออกมาอย่างประจบสอพลอ แก้ตัวอย่างรวดเร็วว่า “เมื่อกี้ฉันหุนหันพลันแล่นไปหน่อย”
หวังเซิ่งหลันตระหนักว่าเจียงจื้อกังไม่ใช่เจียงจื้อกังคนเดิมที่เคยยอมให้เธอทุบตีและดุด่าอีกต่อไป ตอนนี้เขาเชื่อฟังคนรักของเขาอย่างสมบูรณ์ เรียกร้องความสนใจไปก็ไร้ประโยชน์
เธอกลัวมากว่าเจียงจื้อกังอาจไม่พอใจจนหันหลังเดินจากไป ถ้าเป็นแบบนั้นตนคงไม่มีความหวังแล้วจริง ๆ
คิดได้แบบนั้นก็รีบคว้าแขนของเจียงจื้อกังไว้แล้วร้องไห้อ้อนวอน “จื้อกัง แม่ผิดไปแล้ว ในเมื่อแกไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร แม่ไม่ขอเงินจากแกก็ได้ แต่ตอนนี้แกอย่าเพิ่งทิ้งแม่ไปไหนนะ แกต้องพาแม่ไปหาหมอ แม่เดินทางไปเองคนเดียวไม่ได้ แม่กลัวว่าถ้าไม่มีคนเฝ้าแม่อาจจะตายคาโรงพยาบาล”
เจียงจื้อกังสะบัดมือออก พูดหน้าตาเฉยเมยว่า “เรียกเจียงเหมยไปเป็นเพื่อนก็ได้นี่”
“นังลูกแพศยาคนนั้นไม่กลับมาเหยียบบ้านเรานานแล้ว จะพาฉันไปหาหมอได้ยังไง?”
เธอพยายามไปหาเจียงเหมยหลายครั้ง แต่เจียงเหมยกลับปฏิเสธไม่ยอมเจอท่าเดียว
แม้แต่ครอบครัวของอู๋เอ้อร์จู้ก็ปฏิเสธที่จะให้เจียงเหมยออกจากบ้าน
เจียงต้าไห่กำลังกินข้าวอยู่หน้าประตูบ้าน ชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาพูดถึงเจียงจื้อกังพอดี เขาได้ยินว่าขาเจียงจื้อกังหายดีจนกลับมาเดินได้ตามปกติแล้ว ยังพาคนรักคนสวยกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดอีกด้วย
พอเดินมาถึงลานบ้าน เจียงต้าไห่ได้ยินเสียงของเจียงจื้อกังดังลอดออกมาจริง ๆ
เจียงต้าไห่เปิดม่านก่อนจะเดินเข้าไป เมื่อเขาเห็นเจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิง เขาก็กวาดมองทั้งสองตั้งแต่หัวจรดเท้า
“จื้อกัง แกพาคนรักกลับมาเยี่ยมบ้านหรือ?”
เมื่อเจียงจื้อกังหันไปเห็นเจียงต้าไห่ เขาตอบกลับอย่างเย็นชา “อืม”
“ได้ยินมาว่าขากับเท้าหายดีแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?” ดวงตาของเจียงต้าไห่ยังคงจับจ้องที่เท้าของเจียงจื้อกัง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
เจียงจื้อกังไม่ตอบคำถามของเขาเสียทีเดียว แต่ลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว แล้วหาแก้วมารินน้ำให้หวังชุ่ยผิง
เมื่อเห็นเจียงจื้อกังเดินแล้ว เจียงต้าไห่ก็อ้าปากกว้างด้วยความประหลาดใจ
“ขาของแกหายเป็นปกติได้ยังไงกัน?”
เจียงต้าไห่มองไปที่หวังชุ่ยผิง ถามต่อไปด้วยความสงสัย “จื้อกัง คนรักเป็นคนที่ไหน? ท่าทางดูไม่เหมือนพวกเราชาวชนบทเลย เป็นคนในเมืองใช่ไหม?”
เด็กคนนี้ช่างโชคดีอะไรขนาดนี้กันนะ?
เจียงเสวี่ยเองก็วิ่งตามมาดูความสนุกเช่นกัน ทันทีที่เห็นคนรักของเจียงจื้อกัง เธอก็ถึงกับตกตะลึง
หลังจากย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ผู้ชายง่อยคนนี้กลับอาการดีขึ้น แถมยังโชคดีได้คนรักหน้าตาสะสวย เจียงเสวี่ยยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าการเข้าเมืองครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยโอกาส
ขนาดเจียงจื้อกังยังสามารถหาคนรักชาวเมืองได้ ถ้าเธอเข้าไปในเมือง เธอก็หาผู้ชายดี ๆ สักคนเพื่อแต่งงานด้วยได้อย่างแน่นอน
เจียงเสวี่ยเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อทำงานเป็นพนักงานร้านอาหาร จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อหาเงิน แต่เพื่อมองหาผู้ชายดี ๆ สักคนในตัวเมือง ตัวเองจะได้หลุดพ้นจากบ้านนอกแห่งนี้เสียที
อย่างไรก็ตาม พอเธอคิดริเริ่มบทสนทนาเพียงสองถึงสามประโยค ก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่าผู้ชายที่เธอหมายตาเหล่านั้นต่างก็แต่งงานแล้ว พวกเขาไม่แม้แต่จะมองมาที่เธอเลยด้วยซ้ำ
เธอมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา แถมยังไม่รู้หนังสือ สาว ๆ ในหมู่บ้านไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ พอเข้ามาในตัวอำเภอ เจียงเสวี่ยถึงมองเห็นช่องว่างของสาวบ้านนอกกับสาวชาวเมืองอย่างชัดเจน
แต่หญิงสาวก็ยังไม่อยากยอมแพ้
เพราะถ้าเธอต้องแต่งงานกับผู้ชายในหมู่บ้านเหมือนกับเจียงเหมย ชีวิตของเธอคงจบเห่ลงคราวนี้
เจียงเสวี่ยพยายามตีสนิทกับหวังชุ่ยผิงด้วยสารพัดวิธี
หวังเซิ่งหลันเดินกลับเข้าไปในครัวด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมสิ้นฤทธิ์ ตั้งใจว่าจะทำอาหารให้เจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิงเสียหน่อย
ตอนนี้เธอไม่กล้ากดขี่เจียงจื้อกังอีกต่อไป เพราะยังหวังว่าจะพึ่งพาเขาให้ช่วยพาเธอไปหาหมอ
หวังเซิ่งหลันไม่รู้หนังสือมากนัก พอหอบเงินจำนวนมากไปหาหมอแบบนี้ กลัวเหลือเกินว่าอาจโดนปล้นระหว่างทาง
เธอยังได้ยินชายชราคนหนึ่งในหมู่บ้านที่เข้ารับการผ่าตัดบอกว่า โรงพยาบาลจะทำการผ่าตัดให้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีสมาชิกในครอบครัวไปเซ็นให้ความยินยอม ไม่อย่างนั้นจะผ่าไม่ได้
เหตุผลดังกล่าวทำให้เธอรอลากยาวมาจนถึงตอนนี้
เจียงต้าไห่กับลูกสาวผลัดกันพูดคุยกับหวังชุ่ยผิงอยู่เป็นเวลานาน เมื่อเห็นว่าหวังชุ่ยผิงแสดงสีหน้าเคร่งขรึมและไม่แยแส ทั้งยังไม่สามารถสอบถามข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใด ๆ ได้ สองพ่อลูกก็จากไปด้วยความโกรธ
ตอนนี้ภายในห้องโถงจึงเหลือพวกเขาเพียงสองคนเท่านั้น หวังชุ่ยผิงเหลือบมองไปทางห้องครัว ก่อนจะกระซิบถามเบา ๆ ว่า “จื้อกัง นายรู้ไหมว่าสมุดทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน?”
“แม่ของผมเป็นคนเก็บไว้ ผมจะพยายามหาวิธีเอาออกมา”
เจียงจื้อกังมองหน้าหวังชุ่ยผิงด้วยความรู้สึกผิด พูดว่า “ชุ่ยผิง ผมทำผิดต่อคุณแล้ว คุณนั่งตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมจะไปทำความสะอาดบ้านสักหน่อย คืนนี้เราต้องค้างที่นี่ วันพรุ่งนี้ค่อยวางแผนกันใหม่”
ถ้าเขารู้เร็วกว่านี้คงไม่ปล่อยให้เธอตามกลับมา
“แม่นายขอให้นายไปโรงพยาบาลกับเธอไม่ใช่หรือคะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังชุ่ยผิง เจียงจื้อกังก็เงียบไป
เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจัดการอย่างไรกับผู้เป็นแม่ดี พิจารณาจากอาการของเธอแล้ว เธอสามารถไปโรงพยาบาลด้วยตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องมีใครไปเป็นเพื่อน
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น เธอก็เป็นแม่ของเขา
หวังชุ่ยผิงมองเห็นความยุ่งเหยิงในใจจากสีหน้าที่เจียงจื้อกังแสดงออก จึงพูดว่า “เอาอย่างนี้ นายไปเป็นเพื่อนเธอก็ไม่เสียหาย ถึงยังไงเธอก็เป็นผู้ให้กำเนิดของนาย คิดซะว่าทำหน้าที่ในฐานะลูกชายก็แล้วกัน”
เจียงจื้อกังรู้สึกประทับใจมากกับความเข้าอกเข้าใจของหวังชุ่ยผิง ถึงอย่างนั้นก็ตอบกลับด้วยเสียงต่ำว่า “อย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้เลย ไว้เราค่อยคุยกันพรุ่งนี้เถอะ”
ที่ผ่านมา การเอาแต่ประนีประนอมโดยไม่มีเงื่อนไขทำร้ายตัวเขาเองมาตลอดหลายปี เขารับใช้คนอื่นเหมือนตัวเองเป็นวัวควายไปแล้ว
หวังชุ่ยผิงเองก็ปวดหัวกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน โชคดีที่เธอกลับมาที่นี่พร้อมกับเจียงจื้อกัง ไม่อย่างนั้นคนเงอะงะไม่สู้คนอย่างเขาไม่ถูกแม่ตัวเองข่มเหงรังแกแย่หรือ?
หวังเซิ่งหลันยกซุปเกอตาทัง*[1] ออกมาเสิร์ฟ
เห็นอย่างชัดเจนว่าหวังเซิ่งหลันสามารถเปลี่ยนสีหน้าได้เก่งกาจมาก
เป็นธรรมดาของคนที่ชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่กลัวคนที่แข็งแรงกว่า หลังจากถูกหวังชุ่ยผิงต่อว่า ท่าทีของเธอค่อนข้างกระตือรือร้นและเป็นมิตรมากขึ้น
“ฉันป่วยมาได้สักพักแล้ว ที่บ้านก็เลยไม่ค่อยมีวัตถุดิบดี ๆ มากนัก ฉันทำซุปเกอตาทังมาให้ หวังว่าเธอจะไม่รังเกียจ” พูดจบก็วางชามไว้ตรงหน้าหวังชุ่ยผิง จากนั้นถามด้วยรอยยิ้มว่า “ลืมถามไปเลย เธอชื่ออะไรนะ?”
“ชุ่ยผิงค่ะ”
หวังเซิ่งหลันยิ้มอย่างประจบสอพลอ “ชุ่ยผิง เป็นชื่อที่ดีจริง ๆ”
หลังจากทั้งสองลงจากรถบัส พวกเขาก็แวะกินข้าวในตัวอำเภอหล่งซานมาก่อนแล้วจึงยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่ในเมื่อหวังเซิ่งหลันอุตส่าห์เข้าครัวทำมาเสิร์ฟ เจียงจื้อกังจึงส่งสัญญาณให้หวังชุ่ยผิงกิน ไม่อย่างนั้นตกกลางคืนอาจหิวเอาได้
หวังชุ่ยผิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรับชามมา
หวังเซิ่งหลันเฝ้ามองหวังชุ่ยผิง ระหว่างนั้นก็เอาแต่ชื่นชมความสวยงามทันสมัยของเธอ พร้อมกับสอบถามเกี่ยวกับอาชีพการงาน ครอบครัวทางบ้าน รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ
ดูจากลักษณะภายนอก คงไม่พ้นเป็นลูกสาวเศรษฐี
หวังชุ่ยผิงไม่ยอมตอบตามตรง พอถูกหวังเซิ่งหลันซักไซ้หนักเข้า จึงตอบไปว่าเธอเป็นคนกวาดถนนธรรมดา ๆ
เมื่อถามหวังชุ่ยผิงแล้วไม่ได้คำตอบตามที่ตัวเองต้องการ หวังเซิ่งหลันก็หันไปบ่นกับเจียงจื้อกังอีกครั้ง ชักแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยายว่าตัวเองลำบากแค่ไหนในช่วงเวลานี้ แถมยังต้องทนทุกข์จากการจับตามอง และการกลั่นแกล้งทุกรูปแบบจากคนในหมู่บ้าน
หวังเซิ่งหลันปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง พูดเจือเสียงสะอื้น “จื้อกัง โชคดีที่แกกลับมา ในอนาคตแกต้องเป็นคนที่คอยส่งเสียเลี้ยงดูแม่นะ มีลูกชายก็ดีอย่างนี้ สามารถดูแลแม่ยามแก่เฒ่าได้”
เจียงจื้อกังทำท่าทีเฉยเมย “ลูกชายของแม่ไม่ใช่เจียงย่าเจี๋ยหรอกหรือ แม่เคยบอกนี่ว่าจากนี้จะไม่นับผมเป็นลูกชายอีกต่อไป”
หวังเซิ่งหลันได้ยินแบบนั้นก็คิดจะอธิบายแก้ต่างเพื่อประจบประแจง แต่เจียงจื้อกังเดินถือชามหายเข้าไปในครัวซะแล้ว
หวังเซิ่งหลันยิ้มอย่างเคอะเขิน “ชุ่ยผิง เขาคงโกรธฉันที่เมื่อก่อนฉันเคยพูดจาไม่ดีกับเขา คนเป็นแม่จะตัดสัมพันธ์กับลูกชายตัวเองลงคอได้ยังไง เธอว่าจริงไหม?”
เจียงจื้อกังวางแผนว่าทานเสร็จจะไปที่บ้านของอู๋เอ้อร์จู้ จุดประสงค์คือไปตามเจียงเหมย
ถึงเขาจะยอมพาแม่ไปโรงพยาบาล แต่เขาจะแบกรับภาระนี้คนเดียวไม่ได้
[1] ซุปเกอตาทัง หรือซุปที่ใส่แป้งสาลีปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือเส้นสั้น ๆ คล้ายกับเส้นลอดช่อง อาจเป็นซุปมะเขือเทศหรือซุปใส