เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 607 ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้าของหวังเซิ่งหลัน
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 607 ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้าของหวังเซิ่งหลัน
บทที่ 607 ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้าของหวังเซิ่งหลัน
เจียงจื้อกังพาหวังชุ่ยผิงเดินไปจนถึงหน้าประตูบ้านตระกูลเจียง
เขาหยุดอยู่หน้ากระท่อม มองดูหวังชุ่ยผิงราวกับขาดความมั่นใจ ก่อนจะพูดว่า “ชุ่ยผิง นี่คือบ้านของผม ผมเคยบอกคุณว่าเจียงย่าเจี๋ยสุ่มขุดหลุมในสนามหลังจากกลับบ้านเมื่อปีที่แล้ว บ้านเริ่มทรุดโทรม อิฐเริ่มทรุดตัว พอผ่านพายุฝนฟ้าคะนองเมื่อปีที่แล้วบ้านก็เลยพังอย่างที่เห็น”
เมื่อก่อนตัวบ้านถูกสร้างไว้ค่อนข้างดี แต่บริเวณหลังบ้านโดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกดูทรุดโทรม รกร้างเหมือนไม่ได้รับการดูแล
พอเจียงจื้อกังพูดประโยคเหล่านี้ เขารู้สึกกระวนกระวายใจมาก และเฝ้าสังเกตการแสดงออกของหวังชุ่ยผิงอย่างระมัดระวัง
เขาเป็นผู้ชายที่อายไม่น้อย เมื่อผู้หญิงที่เขารักต้องกลับมาเผชิญหน้ากับครอบครัวโทรม ๆ แบบนี้
แต่หวังชุ่ยผิงกลับไม่ได้แสดงความรังเกียจใด ๆ เลย เธอมองไปที่กระท่อมจากหน้าประตู ก่อนจะเอนตัวไปกระซิบกระซาบ “กระท่อมนี้เป็นกระท่อมของเจียงเหมยกับอู๋เอ้อร์จู้ที่หนานหน่านเคยพูดถึงใช่ไหม?”
ตอนอยู่ในหลันเฉิงก่อนหน้านี้ เมื่อใดก็ตามที่กู้หนานและเจียงจื้อกังคุยกันถึงเรื่องราวในบ้านเกิดของพวกเขา เรื่องเล่าของกระท่อมนี้จะปรากฏขึ้นบ่อยที่สุด
เจียงจื้อกังไม่คาดคิดว่าหวังชุ่ยผิงจะถามเรื่องนี้ เขาผงะไปครู่หนึ่ง “หืม? ใช่ ใช่”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงติดอ่างของเขา หวังชุ่ยผิงก็ชะงักไป ก่อนจะคลี่ยิ้มและพูดว่า “ที่นี่คือบ้านของนายนะ ทำไมนายต้องกังวลใจ ฉันไม่เห็นกังวลอะไรเลย”
หวังชุ่ยผิงเข้าใจโดยธรรมชาติว่าทำไมเจียงจื้อกังถึงแสดงท่าทีแบบนี้ เธอมองเขาอย่างจริงจังแล้วพูดว่า “อย่ากังวลไปเลย ฉันยินดีจะกลับบ้านเกิดมากับนายคราวนี้ ต้องรับได้ทุกสถานการณ์อยู่แล้ว”
คำพูดของหวังชุ่ยผิงทำให้เจียงจื้อกังเกิดความมั่นใจ รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์ของเขา
ชายหนุ่มสบตาเธอด้วยความซาบซึ้งใจ
ขณะเดียวกันนั้น หวังเซิ่งหลันเดินออกมาจากห้องโถง กำลังจะไปทำอาหารกินเองที่ห้องครัว เมื่อได้ยินใครบางคนกำลังพูดคุยกันอยู่ข้างนอก เธอก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวอย่างลวก ๆ พลางมองไปที่หน้าประตูบ้านอันทรุดโทรม
ทันใดนั้นเธอจึงเห็นหนุ่มสาวที่แต่งตัวสดใสสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่
พวกเขาหันหลังให้กับเธอ หวังเซิ่งหลันไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอจึงเดินออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพื่อตรวจสอบสถานการณ์
“พวกคุณมาหาใครน่ะ?”
ทันทีที่พูดจบ ดวงตาของหวังเซิ่งหลันก็จับจ้องไปยังใบหน้าของชายที่หันกลับมาทางประตู
เมื่อเธอเห็นว่าอีกฝ่ายคือเจียงจื้อกัง ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอเผยให้เห็นถึงความสุขในทันที
“จื้อกัง เป็นแกเองหรือ?” เสียงของหวังเซิ่งหลันเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ในเวลานี้เธอไม่แสดงท่าทีรังเกียจอีกต่อไปเมื่อได้พบกับเจียงจื้อกังที่หนีออกไปอยู่ที่หลันเฉิง แต่รู้สึกราวกับได้เจอผู้กอบกู้สถานการณ์อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นว่าหวังเซิ่งหลันยังคงพูดดี เจียงจื้อกังก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตอนแรกเขาคิดว่าเธอไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้ด้วยซ้ำ
แม้ว่าสารรูปโดยรวมของเธอจะดูแย่มาก จากที่เคยอวบอ้วนตอนนี้น้ำหนักกลับลดลงไปมาก แต่อย่างน้อยอาการของเธอก็ยังทรงตัวเหมือนเดิม
อย่างไรเจียงจื้อกังก็ไม่ต้องการให้แม่ตายจากโรคภัยไข้เจ็บ
สายตาของหวังเซิ่งหลันเลื่อนไปมองไปที่หวังชุ่ยผิง ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร? เธอมากับแกหรือ?”
“อืม มาด้วยกัน” เจียงจื้อกังตอบกลับเสียงเบา
“เข้ามา เข้ามาสิ”
หวังเซิ่งหลันต้อนรับหวังชุ่ยผิงอย่างอบอุ่นให้เดินเข้ามาในลานบ้าน
ทันใดนั้น เธอถึงได้เห็นว่าย่างก้าวของเจียงจื้อกังขณะเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับทุกคนปกติดีทุกอย่าง เธอคิดว่าตัวเองป่วยหนักเกินไปจนตาพร่าจึงมองดูอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าเจียงจื้อกังสามารถเดินได้ตามปกติด้วยเท้าทั้งสองข้างอย่างมั่นคง
“จื้อกัง เกิดอะไรขึ้นกับแกกันแน่?” หวังเซิ่งหลันมองเขาด้วยความตกใจพร้อมกับถาม
น้ำเสียงของเจียงจื้อกังยังคงสงบ “ผมเข้ารับการผ่าตัด ตอนนี้หายดีแล้ว”
“อะไรนะ? แกไปผ่าตัดเท้าที่โรงพยาบาลงั้นหรือ?” หวังเซิ่งหลันจับตาดูเจียงจื้อกังที่กำลังเดินอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้เดินกะโผลกกะเผลกแต่อย่างใดเลย
“การผ่าตัดสามารถรักษาโรคได้จริงหรือ?”
ความหวังอันริบหรี่ผุดขึ้นในใจของหวังเซิ่งหลันทันที
ดูเหมือนว่าตอนนี้ทักษะการผ่าตัดในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ จะให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมาก เธอจึงไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
เนื้องอกในร่างกายเธอสามารถตัดออกได้อย่างแน่นอน
หวังเซิ่งหลันได้แต่กำเงินค่าสินสอดของเจียงเหมยไว้ในมือ ไม่กล้าไปโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ในแง่หนึ่งเป็นเพราะไม่มีใครยอมไปกับเธอ และในอีกแง่หนึ่ง เธอกลัวว่าตัวเองอาจตายได้หากโดนมีดหมอกรีดแทง
เจียงจื้อกังทำสีหน้าครึ้มเข้ม พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “รักษาได้สิ ที่ผ่านมาแม่แค่ไม่ยอมไปเข้ารับการรักษาเท่านั้น”
“แถบชนบทของเราจะมีหมอเก่ง ๆ แบบนั้นได้ยังไง” หวังเซิ่งหลันอธิบายด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “ฉันไม่มีเงินเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ ก็เลยไม่ได้ไปผ่าตัดสักที”
หวังเซิ่งหลันมองไปที่เจียงจื้อกัง รูปลักษณ์เขาแตกต่างจากครั้งสุดท้ายที่พวกเขาพบกันมาก รู้สึกได้ทันทีว่าลูกชายคงสามารถช่วยเหลือเธอได้
หลังจากล้มป่วย เธอก็เอาแต่นอนอยู่คนเดียวบนเตียง ไม่มีใครรู้ว่าเธอรู้สึกเงียบเหงาอ้างว้างแค่ไหน
ถ้ารู้แต่แรกว่าเจียงจื้อกังมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี เธอคงไม่ดุด่าเขาเหมือนครั้งล่าสุดที่ได้เจอกับเขาในหลันเฉิง
ในเวลานั้นหวังเซิ่งหลันยังมีเจียงย่าเจี๋ย เจียงเหมย และสามีของเจียงเหมยให้ได้พึ่งพา เธอคิดว่าตัวเองกำลังจะมีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อเจอกับลูกชายง่อยคนนี้อีกครั้ง เธอกลับรู้สึกผิดหวังขึ้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น เธอรู้ว่าเจียงจื้อกังได้เข้าไปทำงานในเมืองเมื่อปีที่แล้ว เขาต้องได้รับเงินเดือนจากการทำงานมากมายแน่ แต่เขากลับไม่ยอมแบ่งมาเลี้ยงดูทางนี้เลย เธอเลยโกรธมาก
ทว่าตอนนี้เจียงจื้อกังเป็นลูกคนเดียวที่เต็มใจมาหาเธอถึงหน้าประตู หวังเซิ่งหลันจึงรู้สึกกระตือรือร้นมาก
ประกอบกับสภาพร่างกายที่ดีขึ้นของเจียงจื้อกัง ทำให้ทัศนคติของหวังเซิ่งหลันที่มีต่อเขายิ่งเปลี่ยนไปแบบหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
คราวนี้เธอเดินนำพวกเขาเข้าไปในห้องโถงด้วยความรักใคร่
สภาพบ้านรกมาก หวังเซิ่งหลันเป็นคนขี้เกียจอยู่แล้ว ยิ่งตอนป่วยก็ยิ่งไม่มีใจอยากจะทำความสะอาดเข้าไปใหญ่
“จื้อกัง ผู้หญิงคนนี้เกี่ยวข้องกับแกยังไง? ทำไมเธอถึงตามแกกลับมาที่บ้านด้วย?” หวังเซิ่งหลันมองไปที่หวังชุ่ยผิงอย่างสงสัย ก่อนจะถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขา
เธอไม่เคยมีความคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนรักของเจียงจื้อกัง
สำหรับเธอแล้ว ลูกชายที่ทั้งซื่อตรงและซื่อบื้อของเธอไม่สามารถแต่งงานกับผู้หญิงในชนบทได้ด้วยซ้ำ แล้วจะคบหากับหญิงสาวที่หน้าตาสวยเหมือนชาวต่างชาติแบบนี้ได้อย่างไร?
เธอสังเกตเสื้อผ้าที่หวังชุ่ยผิงสวมใส่ ไหนจะริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปสติก เธอดูเหมือนเป็นคนร่ำรวยชัด ๆ
“เธอเป็นคนรักของผม” เจียงจื้อกังตอบ
“อะไรนะ? คนรัก?” การแสดงออกบนใบหน้าของหวังเซิ่งหลันเต็มไปด้วยความตะลึงลาน ยิ่งกว่าตอนที่เธอเห็นว่าเจียงจื้อกังสามารถเดินได้อย่างปกติเมื่อครู่ซะอีก
หวังชุ่ยผิงบอกว่า “ฉันเป็นคนรักของจื้อกังค่ะ เลยติดตามเขามาที่บ้านเกิดเพื่อเยี่ยมคุณด้วย”
หวังเซิ่งหลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที รีบคว้ามือของหวังชุ่ยผิงไปจับไว้ “ไอหยา จื้อกังของฉันมีอาชีพการงานที่มั่นคงแล้ว แถมยังได้พบกับคนรักสาวที่สวยขนาดนี้อีกด้วย ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ฉันไม่กล้าแม้แต่จะวาดฝันถึงเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย”
หวังชุ่ยผิงค่อย ๆ ดึงมือตัวเองออกด้วยความลำบากใจ จากนั้นหวังเซิ่งหลันก็หันไปคว้าแขนของเจียงจื้อกังไว้อีกครั้ง เธอมองเขาด้วยความคาดหวังพร้อมกับถามว่า “จื้อกัง แกสัญญากับแม่ได้ไหม? สัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งแม่ไปไหนอีก”
เจียงจื้อกังขมวดคิ้ว ค่อย ๆ ถอนแขนออกจากมือผู้เป็นแม่
หวังเซิ่งหลันเริ่มร้องไห้บีบน้ำตาเมื่อเห็นแบบนั้น “แม่ป่วย ป่วยหนักมาก ไอ้ลูกสารเลวย่าเจี๋ยอ้างว่าเขาเข้าไปในเมืองเพื่อหาเงินมารักษาแม่ แต่เขากลับจากไปโดยไม่แม้แต่จะย้อนกลับมาดูดำดูดี แกรู้หรือยังว่าเจียงเหมยแต่งงานแล้ว? น้องแต่งงานกับอู๋เอ้อร์จู้ ตั้งแต่นั้นมาก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับแม่ และไม่ยอมกลับมาอีกเลยหลังจากนั้น แม่เหลือแค่แกแล้วที่เป็นที่พึ่งพาสุดท้าย แกมีเงินไหม? ช่วยพาแม่ไปโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดแล้วจ่ายค่ารักษาให้แม่ที”
เมื่อเจียงจื้อกังเห็นกิจวัตรที่คุ้นเคยของหวังเซิ่งหลัน เขาก็เริ่มปวดเศียรเวียนเกล้า
กู้หนานบอกเขาว่าเงินค่าสินสอดของเจียงเหมยนั้นเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในการผ่าตัดด้วยซ้ำไป
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผมจะมีเงินได้ยังไง? เงินที่มีก็เพิ่งจะใช้ไปกับการผ่าตัด กลับมาคราวนี้ก็เพราะอยากจะมาขอยืมเงินจากแม่ จะได้เอาไปใช้หนี้ที่หยิบยืมมา นอกจากนี้ แม่คงเห็นแล้วว่าผมมีคนรัก ผมต้องการเงินเพื่อนำไปใช้แต่งงาน รวมทั้งค่าสินสอดทองหมั้นด้วย ซึ่งผมไม่มีติดตัวเลย”
“อะไรนะ? นี่แกมาที่นี่เพื่อขอเงินฉันหรือ?” สีหน้าของหวังเซิ่งหลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เจียงจื้อกังชำเลืองมองเธอ พลางพูดอย่างอ่อนแรง “แม่ต้องจ่ายเงินแต่งงานให้ผม”
“สารเลวเอ๊ย ฉันจะทำยังไงกับแกดี ฉันกำลังจะตายอยู่แล้ว ยังมีหน้ามาห่วงเรื่องการแต่งงานของตัวเองอยู่หรือ ฉันเบ่งคลอดแกให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา นอกจากจะไม่ให้เงินยังกล้ามาขอเงินจากฉันอีก ทำไมแกถึงได้หน้าด้านแบบนี้”
ทันทีที่หวังเซิ่งหลันได้ยินว่าเจียงจื้อกังกลับมาที่บ้านเพื่อขอเงิน เธอก็เริ่มลงไปเกลือกดิ้นอยู่กับพื้น พ่นถ้อยคำสาปแช่งทันทีทันใด