เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 601 ความโล่งใจของสวี่อวี้ฉิน
บทที่ 601 ความโล่งใจของสวี่อวี้ฉิน
หลังจากที่หัวหน้าหมู่บ้านและสวี่อวี้ฉินกลับไปแล้ว ภายในลานบ้านก็เหลือแต่คนในครอบครัวลู่
สวี่อวี้ฉินรู้สึกละอายเกินกว่าจะอยู่ที่นี่ต่อ เธออยากขอตัวกลับเช่นเดียวกัน แต่ลู่ฮุ่ยฟางกลับบังคับให้เธออยู่ต่อ จะได้ช่วยล้างจาน
“พี่สะใภ้ ผิงผิงเหนื่อยมากหลังจากทำงานกับฉันมาตลอดทั้งช่วงเช้า หนานหน่านก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่ พี่อยู่ช่วยฉันล้างจานที่นี่ก่อนเถอะ”
สวี่อวี้ฉินชำเลืองมองเจียงผิงตัวเอง จากนั้นก็มองไปที่กู้หนาน
ถ้าเธอไม่ยอมช่วย งานหนักตรงหน้าคงไม่พ้นเจียงผิง
สวี่อวี้ฉินรักเจียงผิงผู้เป็นลูกสะใภ้ของเธอมาก กลัวว่าอีกฝ่ายจะเหน็ดเหนื่อยจนทนไม่ไหว ในที่สุดจึงยอมอยู่ช่วยลู่ฮุ่ยฟาง ขนจานชามเข้าไปที่ห้องครัว
ในขณะที่สวี่อวี้ฉินกำลังอารมรณ์ผันผวน ลู่เซิ่งหมินกลับมีท่าทีสงบมากเมื่อเห็นอดีตภรรยา
ไม่จำเป็นต้องทักทายหรอก แค่วางเฉยต่อกันก็พอแล้ว
บางทีคนเราไม่อาจปล่อยวางได้ ถ้ายังพยายามใส่ใจเรื่องของอีกฝ่ายอยู่เสมอ
เห็นได้ชัดว่าลู่เซิ่งหมินปล่อยวางเรื่องทั้งหมดได้แล้ว
เขาไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่น ๆ คาดเดา ต่อให้เขาไม่มีผู้หญิงคอยดูแล เขาก็ไม่อดอยาก เรื่องราวในชีวิตสงบเงียบ ไร้ความยุ่งเหยิงใดใดอีก
ลู่เซิ่งหมินมักจะอาศัยอยู่ในที่พักของโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ กลับบ้านสัปดาห์ละครั้ง และไม่ลืมซื้ออาหารให้กับผู้เฒ่าลู่หลังจากได้รับเงินเดือน ผู้เฒ่าลู่อาจดุเขาก็จริง ถึงอย่างนั้นก็มีความสุขมากเมื่อเห็นว่าลูกชายกตัญญูต่อตัวเอง
เมื่อทุกอย่างดำเนินไปแบบนี้ เรียกได้ว่าลู่เซิ่งหมินใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังได้อย่างเป็นสุขจริง ๆ
สวี่อวี้ฉินเข้าห้องครัวไปแล้ว แต่ลู่เสี่ยวเยว่ยังคงยืนอยู่ที่นั่น พี่ชายทั้งสองคนไม่ให้ความสนใจกับเธอเลย ยิ่งเหลือบไปเห็นกู้หนานก็ยิ่งรู้สึกผิด เธอไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว
ลู่เสี่ยวเยว่คิดว่าแม่เป็นคนเดียวในโลกนี้ที่ยอมรับเธอ แม้ว่าเธอจะถูกอีกฝ่ายทุบตีและดุด่าบ่อยครั้ง แต่ถ้าไม่นับพฤติกรรมเหล่านั้นแล้ว ผู้เป็นแม่ก็คอยห่วงใยเธอเสมอ
ต่างจากคนอื่น ๆ ที่ไม่แม้จะชายตามองมาที่เธอด้วยซ้ำ
ลู่เสี่ยวเยว่รู้ว่าตัวเองทำตัวเหลวแหลกถลำลึกเกินไป จนทำให้ทุกคนต้องเสียหน้า พอคิดแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกละอายใจเกินกว่าจะอยู่ที่นี่
“แม่ หนูกลับก่อนนะ” ลู่เสี่ยวเยว่ตะโกนบอกสวี่อวี้ฉินที่อยู่ในครัว
สวี่อวี้ฉินตะโกนตอบกลับมา “กลับไปเถอะ อย่าลืมกลับไปให้อาหารหมูด้วย”
“ค่ะ”
ยังไม่ทันที่ลู่เสี่ยวเยว่ก้าวขาออกจากประตูครัว เธอก็ชนเข้ากับกู้หนานที่ตั้งใจเดินมาหาเธอพอดี
“พี่สะใภ้” หลังจากที่ลู่เสี่ยวเยว่กล่าวคำทักทายอย่างอ่อนแรง เธอก็ตั้งท่าจะวิ่งหนีไป
“เดี๋ยวก่อน ลู่เสี่ยวเยว่” กู้หนานเรียกเธอให้หยุด
ลู่เสี่ยวเยว่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยุดเดิน แต่ไม่กล้ามองหน้าพี่สะใภ้ “มีอะไรคะ?”
“ฉันอยากบอกอะไรเธอหน่อย” กู้หนานชำเลืองมองไปที่ลานบ้าน พอเห็นว่าลู่ฮ่าวผลุบหายเข้าไปในบ้านแล้ว เธอก็มองกลับมาที่ลู่เสี่ยวเยว่แล้วพูดว่า “ตอนฉันอยู่ที่หลันเฉิง ฉันลองถามเกี่ยวกับนิสัยของจ้าวจวินเฉียงแล้ว เขาเป็นคนโกหกปลิ้นปล้อนมาตั้งแต่สมัยอยู่ที่ร้านตัดผม ตอนที่เขาเป็นเด็กฝึกงาน นอกจากเธอแล้ว เขายังเที่ยวกับผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกัน ผู้หญิงพวกนั้นเสียทั้งตัว เสียทั้งเงิน”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนาน ลู่เสี่ยวเยว่ก็กัดริมฝีปากแน่น มือที่ห้อยอยู่ข้างตัวเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย
จนถึงตอนนี้หญิงสาวก็ยังไม่เต็มใจเชื่อว่าถูกคนใจร้ายหลอกลวง พอได้ยินกู้หนานตอกย้ำอย่างไร้ความปรานีอีก เธอกลับทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องทนฟัง
กู้หนานเห็นว่ายังเป็นเรื่องยากสำหรับลู่เสี่ยวเยว่ที่จะยอมรับความจริงอันโหดร้ายแบบนี้ เธอพูดต่อว่า “ที่ฉันมาบอกเธอแบบนี้ ไม่ได้เป็นเพราะต้องการจะตำหนิที่เธอตาบอดหรือโง่ที่ถูกหลอก แต่ฉันอยากบอกว่าเธออายุยังน้อย อย่าเพิ่งท้อแท้ อย่าเพิ่งปิดกั้นความรัก ทำเหมือนตัวเองเป็นคนไม่มีค่า หนทางชีวิตยังอีกยาวไกล เธอควรตั้งตารอแล้วเปิดรับกับสิ่งที่จะเข้ามา อีกหน่อยถ้าเจอคนที่ใช่ ก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ซะ ฉันหวังว่าเธอจะสามารถทบทวนตัวเองผ่านเหตุการณ์นี้ แต่อย่ารู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองมากเกินไป เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดหรอก”
ลู่เสี่ยวเยว่ก้มหน้าลงเงียบ ๆ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของเธอได้รับผลกระทบอย่างมาก
“ได้ยินที่พี่สะใภ้พูดหรือยัง? ผู้ชายคนนั้นโกหกปลิ้นปล้อนจริง ๆ แม่บอกแกหลายครั้งแล้วแต่แกไม่เชื่อ ตอนนี้เชื่อได้หรือยังล่ะ?”
ขณะนั้นสวี่อวี้ฉินก็เดินออกมาจากครัวเพื่อเอาน้ำในกะละมังไปเททิ้ง พอเธอเห็นกู้หนานมาขวางลู่เสี่ยวเยว่ไว้ที่หน้าประตู ก็กลัวว่าพวกเธอจะทะเลาะกัน จึงวางกะละมังลงแล้วเดินไปหาลู่เสี่ยวเยว่หวังคอยปราม
เป็นผลให้เธอได้ยินคำพูดของกู้หนานทันทีที่เดินมาถึง
สวี่อวี้ฉินเห็นแล้วว่าจ้าวจวินเฉียงเป็นผู้ชายเสเพล จึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลู่เสี่ยวเยว่ยอมตัดใจจากเขาเสีย
แต่ไม่คิดว่ากู้หนานก็เต็มใจแนะนำลู่เสี่ยวเยว่ พร้อมกับเกลี้ยกล่อมให้เธอเปิดใจ
ตอนนี้แม้แต่สวี่เจิงที่เป็นน้องชายแท้ ๆ ยังไม่เต็มใจที่จะคุยกับลู่เสี่ยวเยว่อีกต่อไป เขาคิดว่าเธอโง่เขลา คิดว่าความรักของน้องสาวเป็นเรื่องน่าอับอาย
ลู่เสี่ยวเยว่หดคอลงด้วยความหดหู่ ไม่ยอมพูดอะไรเลย สวี่อวี้ฉินจึงจิ้มไปที่หน้าผากของลูกสาวด้วยความโกรธ “พูดอะไรหน่อยสิ”
ลู่เสี่ยวเยว่ชำเลืองมองกู้หนานจากหางตา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “หนูรู้ตัวแล้ว ก่อนหน้านี้หนูเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับอะไรที่ไม่มีอยู่จริง”
หญิงสาวที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเพราะคิดว่าตัวเองเหนือกว่า หลังประสบกับความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวกลับกลายเป็นมะเขือน้ำแข็ง*[1]
กู้หนานพูดต่อไปอย่างอดทน
“วันข้างหน้าเธอต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ถ้าต้องรับมือกับเรื่องหนักหนาทางอารมณ์จริง ๆ จะดีมากถ้าเธอหันหน้าเข้าหาครอบครัวเพื่อปรึกษา”
แม้ว่าลู่เสี่ยวเยว่จะไม่เคยประสบกับโศกนาฏกรรมความรักมาก่อน แต่ตอนนี้เธอก็มีบทเรียนเป็นของตัวเองแล้ว
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่าช่วงเวลาใด ๆ ก็ตาม ชะตากรรมของมนุษย์ล้วนอยู่ในกำมือของตัวพวกเขาเอง
ถ้าลู่เสี่ยวเยว่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดี ในอนาคตอาจมีเรื่องแย่ ๆ ตามมาก็ได้
“พี่สะใภ้ ฉันเข้าใจแล้ว” ลู่เสี่ยวเยว่รู้สึกขอบคุณกู้หนานจากก้นบึ้งของหัวใจ
ตอนนี้เธอค่อนข้างหวาดกลัวและเกรงใจกู้หนาน รวมถึงทุกคนในครอบครัวด้วย
สวี่อวี้ฉินขอบคุณกู้หนานด้วยรอยยิ้ม “หนานหน่าน ขอบคุณมากนะ เพราะยัยลูกสาวตัวดีคนนี้ ฉันเสียใจมากจนไม่มีหน้าจะออกไปข้างนอกแล้ว”
กู้หนานบอกว่า “น้าสวี่คะ วัยหนุ่มสาวแบบนี้ไม่มีทางหนีพ้นความหลงทางในชีวิตหรอกค่ะ คุณเป็นแม่ ตราบใดที่คอยสั่งสอนแนะนำ เธอต้องเชื่อฟังอยู่แล้ว”
“มีแม่สื่อมาแนะนำเธอไปออกเดทกับใครบางคนเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ฉันกลัวเหลือเกินว่าเขาจะรับเธอไม่ได้ ก็เลยปฏิเสธไปทั้งหมด” สวี่อวี้ฉินไม่ใช่คนไร้จิตสำนึก ในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิง เธอทนไม่ได้จริง ๆ ที่จะปล่อยให้ลูกสาวทำร้ายจิตใจชายอื่น
นอกจากนี้ เธอยังกังวลว่าอีกฝ่ายจะรับไม่ได้กับความสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายของลู่เสี่ยวเยว่ เพราะถึงยังไงแล้ว…
ลูกไม่รักดีคนนี้ก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอีกต่อไป
กู้หนานพยายามเกลี้ยกล่อม “รอจนกว่าเธอพร้อมเมื่อไหร่ ค่อยหาคนที่พร้อมจะให้โอกาสเธออีกครั้งก็ยังไม่สายนะคะ”
สวี่อวี้ฉินพยักหน้าอย่างรีบร้อน “เธอพูดถูก ไว้ฉันจะบอกกับแม่สื่อในภายหลัง ว่าถ้ามีคนที่เหมาะสม ให้มาแนะนำพวกเขาให้รู้จักกันโดยเร็ว”
เธอประทับใจไม่น้อย นอกเสียจากการที่ตัวเองไม่ได้อยู่กับลู่เซิ่งหมินอีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลง
สวี่เจิงสมานความสัมพันธ์กับลู่ฮ่าวและคนอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนี้เขาจะได้ทำงานในโรงงานของกู้หนาน
ตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่สวี่อวี้ฉินรู้สึกโล่งใจมากเมื่อเห็นว่าลูก ๆ ของพวกเธอสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
เธอไม่ได้มีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้เพื่อลูก ๆ ของตัวเองหรอกหรือ?
ที่เธอเลือกแต่งงานใหม่ ก็เป็นเพราะสวี่เจิง ตอนนี้สวี่เจิงคืนดีกับลู่ฮ่าวได้แล้ว แม่อย่างเธอจะยังต้องการอะไรอีก?
เวลานี้หัวใจของสวี่อวี้ฉินก็ปลอดโปร่งและโล่งใจ ราวกับว่าสามารถปล่อยวางจากทุกอย่างได้แล้ว
การหย่ากับลู่เซิ่งหมินไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
ก่อนหน้านี้การมาแทรกกลางครอบครัวของเธอกับลูกชาย ทำให้ลู่ฮ่าวกลายเป็น ‘เด็กกำพร้า’ ผู้ที่ไม่เคยสัมผัสความรักจากผู้เป็นพ่อตั้งแต่ยังเด็ก
ตอนนี้พวกเขาหย่าร้างกันแล้ว เท่ากับว่าเธอได้คืนลู่เซิ่งหมินให้กับพวกเขา
สวี่อวี้ฉินได้หวังว่าลู่ฮ่าวจะยอมยกโทษให้กับลู่เซิ่งหมิน ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกจะกลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้ง
…
สวี่อวี้ฉินช่วยลู่ฮุ่ยฟางทำงานในครัวจนเสร็จ จากนั้นก็เตรียมตัวพาเจียงผิงกลับบ้าน
ขณะที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ข้างต้น เธอก็รู้สึกว่าสิ่งรอบข้างเจริญหูเจริญตาไปหมด
สวี่อวี้ฉินเคยเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้อน แต่ตอนนี้หัวใจเธอกลับเปี่ยมไปด้วยความสดใส ร้องเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี
เจียงผิงที่เดินตามหลังเธออดถามด้วยรอยยิ้มไม่ได้ “คุณแม่ วันนี้ดูอารมณ์ดีจังเลยนะคะ”
เมื่อกี้นี้ยังทำหน้าบึ้งเหมือนเบื่อโลกอยู่เลย ทำไมตอนนี้เปลี่ยนมาร้องเพลงซะแล้ว?
สวี่อวี้ฉินหันไปพูดกับเจียงผิงว่า “ผิงผิง เธอกลับบ้านไปก่อนเถอะ ฉันจะไปหาแม่สื่อหวังที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน”
พอได้ยินว่าอีกฝ่ายจะไปบ้านแม่สื่อ เจียงผิงก็เข้าใจทันที ตอบกลับว่า “ค่ะ เข้าใจแล้ว”
[1] มะเขือน้ำแข็ง เปรียบกับคนที่ไร้ชีวิตชีวา เหี่ยวแห้งไร้พลังงานชีวิต เหมือนกับผิวของมะเขือที่เมื่อถูกน้ำค้างแข็งแล้วจะเหี่ยวย่นไม่น่ามอง