เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 599 งานฉลอง
บทที่ 599 งานฉลอง
“หนานหน่าน บอกฉันหน่อยสิว่าพี่จื้อกังอยู่ที่ไหน? พ่อฉันถามถึงพี่จื้อกังด้วย เจียงย่าเจี๋ยหนีไป เจียงเหมยก็แต่งงานแล้ว แถมยังได้รับการจับตามองจากตระกูลอู๋อย่างใกล้ชิด ตอนนี้ก็เหลือแค่พี่จื้อกังแล้วที่สามารถพึ่งพาได้ เขาจะได้กลับมาดูแลหวังเซิ่งหลันไง”
“ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้ติดต่อเขาเลย แล้วก็ไม่เคยติดค้างหนี้บุญคุณอะไรพวกเขาด้วย ฉันไม่ค่อยอยากจะให้ความสนใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่”
สำหรับเจียงผิงแล้ว กู้หนานไม่สามารถไว้วางใจได้โดยไม่มีเงื่อนไข ท้ายที่สุดเจียงผิงก็หัวอ่อนมาตั้งแต่เด็ก ๆ แถมยังถูกเจียงต้าไห่และแม่คอยควบคุมอยู่เสมอ ตอนนี้เธอติดต่อกับพ่อตัวเองตลอดเวลา ถ้าเธอพลั้งปากบอกข้อมูลเจียงต้าไห่ไปไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“นั่นสินะ พวกเราแต่งงานกันหมดแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับบ้านนั้นอีก ฉันแค่อยากเล่าเรื่องของเจียงเหมยกับอู๋เอ้อร์จู้ให้เธอฟังน่ะ ให้รู้ว่าจากนี้จะไม่มีสิ่งไหนมากวนใจพวกเราอีกต่อไป”
“คนชั่ว ๆ น่ะมีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น คนอย่างเจียงเหมยเคยชินกับเรื่องพรรค์นั้นอยู่แล้วนี่ หล่อนไม่โกรธหรอกที่ถูกอู๋เอ้อร์จูรวบรัด สุดท้ายก็ได้แต่งงานกับเขาไม่ใช่หรือ สุนัขตัวเมียก็ต้องคู่กับสุนัขตัวผู้อยู่วันยังค่ำ”
กู้หนานกำลังคิดว่าจะบอกให้เจียงจื้อกังรู้เกี่ยวกับอาการป่วยของหวังเซิ่งหลันดีหรือไม่? แต่ก็มาฉุกคิดขึ้นได้ว่าตอนนี้เจียงจื้อกังอยู่ในช่วงพักฟื้น ต่อให้บอกไปก็ไร้ประโยชน์
เธอครุ่นคิดต่อ ยังไงหวังเซิ่งหลันก็เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดของเจียงจื้อกัง ถ้าสภาพร่างกายของหวังเซิ่งหลันย่ำแย่ลงเมื่อไหร่ สักวันเจียงจื้อกังก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดี
ตอนนี้เธอคงต้องรอให้ตัวเองมีโอกาสคุยกับเจียงจื้อกัง หลังจากกลับไปที่หลันเฉิงในครั้งนี้
“จริงสิ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีคนแวะเวียนกันมาทาบทามเสี่ยวเยว่เยอะแยะเลย” เมื่อได้เจอหน้ากู้หนาน เจียงผิงแทบรอไม่ไหวที่จะเล่าข่าวใหม่ล่าสุดที่เธอเพิ่งได้ยินมาในบ้านเกิดตัวเองเมื่อไม่นานมานี้
เธอกับกู้หนานเติบโตมาด้วยกัน แต่ตอนนี้ช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ของพวกเธอเริ่มห่างเหินกันไปเรื่อย ๆ พูดคุยกันน้อยลงทุกที เจียงผิงกลัวว่าตัวเองอาจไม่สนิทสนมกับกู้หนานอีกต่อไป จึงคุยกับอีกฝ่ายให้มากขึ้นผ่านการบอกเล่าข่าวมาแรงในบ้านเกิด เผื่อกู้หนานจะให้ความสนใจ
“แล้วลู่เสี่ยวเยว่ยอมหรือเปล่า?” กู้หนานถามด้วยความสนใจ
เจียงผิงส่ายหน้า “ไม่ยอม สภาพจิตใจของเสี่ยวเยว่ช่วงนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉันรู้สึกว่าหล่อนยังไม่หลุดออกจากความสัมพันธ์ครั้งล่าสุดเลย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยหล่อนจมอยู่แบบนั้นต่อไปเถอะ” เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับลู่เสี่ยวเยว่ กู้หนานก็เบื่อหน่ายเต็มทน แทบไม่ต้องการได้ยินอะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายอีก
เจียงผิงเห็นว่ากู้หนานไม่ได้อยากฟัง ทั้งยังดูเหนื่อย ๆ จึงพูดว่า “หนานหน่าน นอนพักเถอะ เดี๋ยวฉันขอออกไปดูก่อนว่าสวี่เจิงกลับมากินข้าวหรือยัง”
“อืม ตามสบายเถอะ ไว้ค่อยคุยกันใหม่”
ไม่นานหลังจากที่เจียงผิงจากไป ลู่ฮ่าวก็เดินเข้ามา
กู้หนานเอามือข้างหนึ่งยันพื้นเตียงไว้พลางถามว่า “คุยกันไปถึงไหนแล้วคะ? ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง?”
ลู่ฮ่าวนั่งลงบนขอบเตียงเตาพลางตอบว่า “พวกเราคุยกันว่าจะเชิญคนตีกลองไท่ผิงมาทำการแสดงที่นี่ หมู่บ้านเราจะได้มีชีวิตชีวา”
กู้หนานเห็นด้วย “เป็นความคิดที่ดีเลยค่ะ หมู่บ้านเราควรมีช่วงเวลาสนุกสนานรื่นเริงกันบ้าง”
“ในตัวอำเภอเหมือนจะมีคณะกลองไท่ผิงอยู่เจ้าหนึ่ง ฉินเฟิงจะเข้าไปถามให้ ปู่ใส่ใจเวลาเป็นพิเศษ เขารู้ว่าเราสองคนเวลาว่างน้อย ก็เลยจะจัดงานฉลองภายในวันพรุ่งนี้เลย”
ตอนนี้กู้หนานกำลังตั้งครรภ์ ผู้เฒ่าลู่เและลู่ฮ่าวจึงปล่อยให้เธอเป็นประธานใหญ่ แล้วจัดการเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเองอย่างเหมาะสม
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะโทรหาหัวหน้าหลิว อัปเดตความคืบหน้าให้หัวหน้าหลิวทราบหน่อย ช่วงนี้ทุกคนอาจกำลังยุ่งอยู่กับงาน งั้นเราก็อย่าไปรบกวนพวกเขาเลย รอจนกว่าโรงงานของเราจะเปิดทำการ ค่อยเชิญพวกเขามาเยี่ยมชมทีเดียว”
ในอนาคตหลิวเผิงจะกลายเป็นผู้รับผิดชอบการแปรรูปวัสดุยา ด้วยเหตุนี้กู้หนานจึงคิดว่าเธอควรรายงานสถานะความคืบหน้าของโรงงานให้อีกฝ่ายรับรู้ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ
…
วันอาทิตย์ ณ หมู่บ้านจินสุ่ย งานฉลองเนื่องในโอกาสโรงงานสร้างเสร็จเริ่มต้นขึ้น เสียงประทัดดังลั่น คณะกลองไท่ผิงเริ่มทำการแสดงอย่างเต็มรูปแบบกลางพื้นที่เปิดหน้าอาคารโรงงาน ทั้งหมู่บ้านจินสุ่ยมีชีวิตชีวาเหมือนช่วงตรุษจีน
เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ทั้งหมดในหมู่บ้านต่างมารวมตัวกันรอบโรงงานเพื่อชมการแสดงกลองไท่ผิง
ในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับการชมการแสดง ผู้หญิงวัยกลางคนบางคนก็เดินเข้าไปหากู้หนานพร้อมกับถามเธอว่า
“สะใภ้ลู่ฮ่าว ฉันขอถามอะไรสักหน่อยสิ หลังจากโรงงานเปิดทำการแล้ว พวกเราชาวบ้านสามารถเข้าไปทำงานในโรงงานของเธอได้ไหม? เงื่อนไขในการรับสมัครมีอะไรบ้าง? ผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือทำได้หรือเปล่า?”
ถ้าในหมู่บ้านมีโรงงานเปิดตัวจริง ๆ บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านต้องสนใจทำงานแน่อยู่แล้ว
กู้หนานมองไปยังพวกผู้หญิงหลายคนที่มายืนอยู่รอบ ๆ ก่อนจะตอบคำถามพวกเธอว่า “พี่สาวหวัง คุณสมัครเข้าทำงานกับเราได้ค่ะ ในอนาคตโรงงานต้องให้ความสำคัญกับแรงงานภายในหมู่บ้านของเราเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว นอกจากนี้ ถ้าวันข้างหน้าเรามีกำลังคนเพียงพอ สามารถเพาะปลูกสมุนไพรในปริมาณที่เพิ่มขึ้น พวกคุณสามารถนำสมุนไพรทั้งหมดมาขายให้กับโรงงานแปรรูปวัสดุยาของเราได้ การทำงานที่เอื้อซึ่งกันและกันแบบนี้ จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ค่ะ”
พี่สาวหวังยิ้มกว้างเมื่อได้ยินดังนั้น จากนั้นพูดว่า “เยี่ยมไปเลย ฉันขอสมัครงานก่อนใครเลยก็แล้วกัน เธอคงเห็นแล้วว่าสุขภาพฉันยังแข็งแรงดี งานหนักแค่นี้ถือว่าสบายมาก”
“พี่สาวยังไม่ต้องรีบสมัครหรอกค่ะ รอให้โรงงานของเราเปิดดำเนินการเมื่อไหร่ ตอนนั้นเราถึงจะเริ่มรับสมัครคนงาน”
“ได้ เธอต้องแจ้งให้ฉันรู้ทันทีที่ประกาศรับสมัครงานนะ”
หลังจากปูหลังคาครบทุกส่วนแล้ว ตามธรรมเนียมปฏิบัติของการก่อสร้างในหมู่บ้าน เจ้าบ้านย่อมมีการเลี้ยงข้าวปลาอาหารอย่างสมบูรณ์เพื่อตอบแทนบรรดาคนงานที่ทำงานกันอย่างหนัก
กู้หนานบอกว่าตอนนี้พวกเขามีเงินแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด การสร้างโรงงานจนแล้วเสร็จถือเป็นงานสำคัญ ควรเตรียมอาหารจัดเลี้ยงอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นอาหารเย็น*[2] หรืออาหารร้อน*[3]
เมื่อวานนี้ลู่ฮ่าวขับรถพาลู่ฮุ่ยฟางเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ทุกโต๊ะเสิร์ฟอาหารโต๊ะละแปดจาน เป็นอาหารเย็นสี่จาน อาหารร้อนสี่จาน
หลังจากการแสดงจบลง หลิวปินก็พาคนงานไปเลี้ยงฉลองที่บ้านของลู่ฮุ่ยฟาง
ลู่ฮุ่ยฟางเห็นสวี่อวี้ฉินและลู่เสี่ยวเยว่ยืนอยู่ข้างหลังฝูงชนที่กำลังชมการแสดง เธอจึงรีบไปเรียกพวกเธอให้กลับบ้านไปด้วยกัน
นับตั้งแต่สวี่อวี้ฉินหย่ากับลู่ฮุ่ยฟาง เธอก็ไม่ค่อยได้แวะมาที่บ้านของลู่ฮุ่ยฟางอีกเลย
แม้ว่าลู่ฮุ่ยฟางจะพร่ำบอกเธอตลอดว่าทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่สวี่อวี้ฉินมักจะรู้สึกเสมอว่าความสัมพันธ์แตกต่างจากเมื่อก่อน หลังจากการหย่าร้าง สวี่อวี้ฉินก็ค่อนข้างสงบเสงี่ยมลงมาก ไม่อารมณ์ร้อนอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป ไม่ตวาดเสียงดังใส่คนอื่นเช่นทุกครั้ง
ก่อนหน้านี้เธอเคยทำนิสัยแย่ ๆ ระรานหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว ทำให้ใครหลายคนขุ่นเคืองใจ
เธอคิดว่าหลังจากที่ตัวเองหย่ากับลู่เซิ่งหมินแล้ว บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านต้องตามมาสร้างปัญหา และติฉินนินทาเยาะเย้ยกันสารพัดแน่ ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้สวี่อวี้ฉินประหลาดใจ ก็คือชาวบ้านยังคงปฏิบัติต่อเธอเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไรแน่ แต่ไม่เคยมีใครหัวเราะเยาะเธอต่อหน้าเพราะเรื่องการหย่าร้างเลยแม้แต่คนเดียว
กลับกลายเป็นว่าหลังเธอหย่าร้าง หญิงชราบางคนในหมู่บ้านก็แวะเวียนมาเยี่ยมเธอ ปลอบโยนไม่ให้เธอคิดมากหรือเศร้าเสียใจจนเกินไป คิดเสียว่าตอนนี้สวี่เจิงโตจนแต่งงานแล้ว โตพอที่จะมีหลานให้เธอได้แล้ว ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่น
วันนี้ลู่ฮุ่ยฟางโทรหาสวี่อวี้ฉินหลายครั้ง ครั้งล่าสุดขอให้เจียงผิงโทรหาสวี่อวี้ฉิน บอกให้พาลู่เสี่ยวเยว่ออกจากบ้านมาชมการแสดงกลองไท่ผิงให้เจริญหูเจริญตาหน่อย
ในที่สุด สวี่อวี้ฉินก็ตัดสินใจพาลู่เสี่ยวเยว่ออกจากบ้าน
ที่ผ่านมานี้ลู่เสี่ยวเยว่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นของเธอ ตลอดทั้งวันหญิงสาวเอาแต่เหม่อลอยไร้สติ ไม่มีอารมณ์ที่จะออกไปข้างนอก
เจียงผิงพูดถูกต้อง บรรดาแม่สื่อทั้งหลายที่แวะเวียนมาทาบทามลู่เสี่ยวเยว่เมื่อไม่กี่วันก่อนต่างโบกมือลา แม้แต่สวี่อวี้ฉินก็ไม่สามารถหยุดพวกเธอได้
ลู่เสี่ยวเยว่สภาพเป็นแบบนี้จะออกไปนัดบอดกับใครได้?
วัน ๆ หญิงสาวไม่ทำอะไรเลยนอกจากนั่งตาลอย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอยังคิดถึงผู้ชายสารเลวคนนั้นอยู่ หรือแค่รู้สึกละอายใจกันแน่ แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่เหมาะที่จะแต่งเป็นภรรยาของใครอยู่ดี
ครั้งนี้ไม่ว่าลู่ฮุ่ยฟางจะเชื้อเชิญพวกเธออย่างไร สวี่อวี้ฉินก็ปฏิเสธท่าเดียว อ้างว่าจะพาลู่เสี่ยวเยว่กลับบ้าน
“พี่สะใภ้ เสี่ยวเยว่ ไป กลับบ้านด้วยกันเถอะ เมื่อเช้าฉันขอให้พี่มาช่วย พี่ก็ไม่ยอมแวะมาช่วยฉัน งั้นตอนนี้เข้าไปนั่งในงานสักหน่อยเถอะ พวกเราจัดเตรียมอาหารไว้หลายโต๊ะ คิดซะว่าไปแสดงความยินดีกับหนานหน่านและคนอื่น ๆ ก็ได้”
สวี่อวี้ฉินเห็นลู่เซิ่งหมินยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนจากระยะไกล จึงหันไปพูดกับลู่ฮุ่ยฟางว่า “ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากไป”
“พี่สะใภ้ อย่าทำแบบนี้เลย พวกเรายังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่นะ ต่อให้พี่กับพี่ชายของฉันจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ความสัมพันธ์หลายปีระหว่างเราก็ไม่อาจแตกหักได้ อย่างน้อยเสี่ยวเจิงก็ยังเรียกฉันว่าอา อย่าทำเหมือนพวกเราเป็นคนแปลกหน้าเลย มากับพวกเราเถอะ”
เมื่อผู้เฒ่าลู่เห็นสวี่อวี้ฉินกับลู่เสี่ยวเยว่ เขาก็เชื้อเชิญด้วยสีหน้าเรียบนิ่งว่า “ไปเถอะ เราทุกคนต่างก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ฉุดกระชากลากจูงกันอยู่แบบนี้ ไม่กลัวคนนอกเห็นเป็นเรื่องตลกหรือไง”
ฟังผู้เฒ่าลู่พูดจบแล้ว เธอเหลือบมองไปรอบ ๆ
ชาวบ้านจำนวนมากกำลังมองดูพวกเธออยู่จริง ๆ สวี่อวี้ฉินจึงทำได้เพียงพาลู่เสี่ยวเยว่ไปที่บ้านของลู่ฮุ่ยฟาง
[1] อาหารเย็น หรือเหลียงไช่ คืออาหารรองท้อง อาหารเรียกน้ำย่อยสไตล์จีน นิยมทานก่อนแล้วค่อยตามด้วยอาหารจานหลัก
[2] อาหารร้อน หรือเร่อไช่ คืออาหารจานหลัก