เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 598 ข่าวด่วนข่าวใหญ่
บทที่ 598 ข่าวด่วนข่าวใหญ่
ฉินเฟิงขับรถเข้าไปในหมู่บ้าน มุ่งตรงไปยังบ้านหลังเก่า
บ้านเก่าที่เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีตอันยาวนาน ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยอาคารสวยสองชั้นหลังใหม่แล้ว
แม้ว่าจะเป็นเพียงการปรับปรุงซ่อมแซมไม่ใช่สร้างใหม่ แต่รูปแบบของมันก็ยังเป็นที่สะดุดตาที่สุดในหมู่บ้าน
รถขับเข้าไปจอดอยู่ใต้ต้นฉัตรจีนเก่าแก่ จากนั้นทั้งสามคนก็เดินเข้าไปในลานบ้าน
ประตูและหน้าต่างของอาคารหลังใหม่ยังไม่ถูกติดตั้ง พื้นด้านในก็ยังไม่ได้ปูกระเบื้อง ตอนนี้มันจึงเป็นเพียงอาคารอิฐสีแดงเปลือยเปล่า
ฉินเฟิงถามว่า “ยังไม่ได้ติดประตูหน้าต่างอีกหรือเนี่ย? อีกนานไหมกว่าจะปูกระเบื้อง? ถ้าปูกระเบื้องเสร็จแล้วคงดูดีไม่น้อยเลย”
กู้หนานอธิบายว่า “คงต้องรอจนกว่ากำแพงอิฐจะแห้ง แล้วค่อยจัดการปูกระเบื้อง ไม่งั้นตอนที่เราย้ายเข้าไปอยู่แล้ว ความชื้นภายในอาจเล่นงานเราได้ หลิวปินบอกว่าหลังจากโรงงานสร้างเสร็จ เขาจะแบ่งคนงานสองคนมาปูกระเบื้องให้เรา”
“ส่วนเรื่องประตูกับหน้าต่าง ดูเหมือนว่าคุณปู่จะเรียกช่างไม้มาที่บ้านเพื่อวัดขนาดประตูและหน้าต่างทั้งหมดโดยเฉพาะ วัสดุทำจากไม้ฮั่วมู่*[1] รอทำเสร็จแล้วจะเอามาติดตั้งทันที” หลังจากอาคารหลังเล็กสร้างเสร็จ ผู้เฒ่าลู่ก็เรียกลู่ฮ่าวและคนอื่น ๆ ไปเสนอความคิดเห็นของตัวเอง
เนื่องจากทั้งสองไม่ว่าง ดังนั้นจึงจะฝากเรื่องนี้ไว้กับชายชรา
สำหรับการสร้างบ้านในชนบท ชายชรามีความรอบรู้มากกว่า แถมยังรู้จักผู้คนมากกว่า
ฉินเฟิงมองไปที่เจ้าของบ้านทั้งสอง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“จริงด้วย คุณปู่ลู่มีความสามารถมาก ทึ่งเลยแหละที่เขายังสามารถจัดการและซ่อมแซมบ้านทั้งหลังได้ในวัยนี้”
“ใช่แล้ว คุณปู่เก่งมาก ท่านเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของพวกเรา มีท่านอยู่ทั้งคนเราก็สบายใจมากแล้ว”
ลู่ฮ่าวจับมือกู้หนานแล้วพูดว่า “ไปหาปู่กันเถอะ”
ทุกครั้งที่กลับมาที่หมู่บ้าน พวกเขาแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะรีบไปที่บ้านหลังเก่า ต้องเห็นร่างชายชราก่อน พวกเขาถึงจะรู้สึกสบายใจ
ตอนนี้บ้านหลังเก่าหายไปแล้ว ชายชราจะได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในอาคารหลังเล็กที่ถูกปรับปรุงใหม่แทน
ขณะที่พวกเขากำลังจะเข้าไปที่บ้านของลู่ฮุ่ยฟาง ผู้เฒ่าลู่ก็เดินเอามือไพล่หลังตรงมาทางนี้ ชายชราเดินเร็วเหมือนมีลมหนุนใต้ฝ่าเท้า
เขาเห็นรถจอดอยู่ที่นั่นตั้งแต่ไกลแล้ว ใบหน้าจึงมีแต่รอยยิ้ม
“เมื่อกี้นี้แม่ของเถี่ยจู้บอกว่าเห็นรถยนต์ขับเข้ามาในหมู่บ้าน ฉันก็เลยมาที่นี่”
ผู้เฒ่าลู่ชี้ไปที่อาคารหลังเล็กอันสวยงามแล้วถามว่า “เป็นยังไงบ้าง? ฉันคุมคนงานสร้างอาคารหลังเล็กนี้เองล่ะ เธอสองคนคงพอใจใช่ไหม?”
กู้หนานพยักหน้าอย่างรีบร้อน “พอใจมากเลยค่ะคุณปู่ พวกเราชอบกันมาก ๆ คุณปู่ทำงานหนักแล้วสิ”
ผู้เฒ่าลู่ยิ้มพลางพูดว่า “งานหนักอะไรกัน ฉันแค่นั่งอยู่ใต้ต้นฉัตรจีน เฝ้าดูคนงานทำงานไปเรื่อย ๆ แทบไม่ได้ช่วยทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ก็เหมือนกับตอนที่ฉันเฝ้าอยู่หน้าประตูโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้านั่นแหละ ไม่เหนื่อยเลย”
เขาถามหลานชายคนโตและหลานสะใภ้ “อยากเข้าไปดูข้างในไหม?”
“พวกเราดูภายนอกก็พอแล้วครับ”
ลู่ฮ่าวพูดต่อ “เรากลับไปที่บ้านป้าก่อนเถอะ หนานหน่านเหนื่อยมาก”
ผู้เฒ่าลู่รีบพูดว่า “จริงด้วย หนานหน่านคงเหนื่อยจากการเดินทาง เข้าไปพักก่อนเถอะ”
กู้หนานจับแขนของผู้เฒ่าลู่ไว้แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
“คุณปู่ หนูมีข่าวดีจะบอกด้วยค่ะ”
“ข่าวดีอะไร?” ผู้เฒ่าลู่ถามอย่างกระตือรือร้น
“ลองเดาซิคะ” กู้หนานจงใจหยอกล้อเขา
“โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าทำเงินได้มหาศาลงั้นรึ?”
กู้หนานส่ายหน้า “เปล่าเลยค่ะ เรื่องนี่ไม่เกี่ยวกับเงิน”
“หรือเธอสอบผ่านได้ใบประกอบวิชาชีพมาแล้ว?”
กู้หนานยังคงส่ายหน้า “ยังค่ะ กำหนดสอบคือเดือนหน้า”
เธอใบ้ให้ชายชราฟังว่า “เรื่องนี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ค่ะ”
ผู้เฒ่าลู่หรี่ตา ลองครุ่นคิดตามไปด้วย ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็สว่างขึ้นเล็กน้อย
ชายชรามองไปที่กู้หนานแล้วถามว่า “เกี่ยวกับจื้อกังหรือเปล่า?”
“เดาถูกเผงเลยค่ะ”
ผู้เฒ่าลู่ขยับเข้าไปใกล้ ๆ กู้หนานพลางถามซุบซิบ “จื้อกังกับชุ่ยผิงทะลวงหน้าต่างกระดาษแล้วหรือ?”
กู้หนานยิ้มแล้วตอบกลับว่า “ใช่ค่ะ ตอนนี้พวกเขาเริ่มคบหากันอย่างเป็นทางการแล้ว”
ฉินเฟิงที่เดินตามมาข้างหลังได้ยินเรื่องนั้นพอดี เขามองไปทางลู่ฮ่าวด้วยความตกใจ “อะไรนะ เจียงจื้อกังกับพี่ชุ่ยผิงคบกันแล้วจริง ๆ หรือ?”
ลู่ฮ่าวพยักหน้า
ฉินเฟิงถามด้วยความสงสัย “เจียงจื้อกังก็จะอยู่ในสถานะพ่อเลี้ยงน่ะสิ เถี่ยตันจะยอมรับเขาหรือเปล่า?”
นี่เป็นคำถามที่ผู้เฒ่าลู่เองก็เป็นกังวลมากที่สุดเช่นกัน “จริงด้วย เถี่ยตันคิดยังไงบ้าง?”
ก่อนจะแต่งงานเป็นครั้งที่สอง และเริ่มต้นสร้างครอบครัวใหม่อีกครั้ง อันดับแรกคือลูก ๆ จะต้องเห็นด้วย มิฉะนั้นในอนาคตจะเกิดความขัดแย้งมากมายตามมา
“เถี่ยตันคะยั้นคะยอให้พวกเขาแต่งงานกันด้วยซ้ำค่ะ เขาชอบพี่จื้อกังมากกว่าตัวพี่ชุ่ยผิงเองซะอีก”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของกู้หนาน ผู้เฒ่าลู่ก็รู้สึกยินดีไปกับเจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ดีแล้ว ดีแล้ว พวกเขาทั้งคู่ต่างมีชีวิตที่ยากลำบาก ชะตากรรมของพวกเขาเอื้อหนุนเกื้อกูลให้ได้อยู่ด้วยกัน แล้วพวกเขาจะแต่งงานกันเมื่อไหร่?”
ผู้เฒ่าลู่ตั้งตารอ “ฉันจะได้เดินทางไปหลันเฉิงเพื่ออวยพรพวกเขาตอนที่พวกเขาแต่งงานกัน”
กู้หนานตอบว่า “ตอนนี้พี่ชายยังใช้ไม้ค้ำยันอยู่เลยค่ะ คงต้องรอให้ขาของเขาหายดีซะก่อน”
เมื่อพวกเขามาถึงบ้านของลู่ฮุ่ยฟาง บังเอิญว่าเจียงผิงเองก็อยู่ที่นั่นด้วย
เมื่อเจียงผิงได้ยินว่ากู้หนานกำลังจะกลับมาในวันนี้ เธอก็มารออยู่ที่นี่ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อช่วยลู่ฮุ่ยฟางหยิบจับงานในครัว
พอเห็นว่ากู้หนานเดินเข้ามาในลานบ้านโดยคล้องแขนผู้เฒ่าลู่ไว้ ก็รีบออกไปทักทายอย่างมีความสุข
ลู่ฮุ่ยฟางเองก็ออกมาจากในครัว ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง “หนานหน่าน กลับมาแล้วหรือ? เหนื่อยมากหรือเปล่า?”
“ไม่เท่าไหร่ค่ะ” กู้หนานมองไปที่ลู่ฮุ่ยฟางแล้วถามว่า “คุณอา กลิ่นหอมโชยออกมาจากในครัวเชียว วันนี้ทำเมนูอะไรหรือคะ?”
“ผิงผิงกับฉันกำลังทำเส้าจื่อเมี่ยน*[2] ไม่รู้ว่าพวกเธอจะกลับมาเมื่อไหร่ เลยต้มซุปไว้กับนวดแป้งเส้าจื่อเมี่ยนเอาไว้ก่อน รอให้เธอกลับมาจะจัดการปรุงทันที”
เมื่อพูดถึงเส้าจื่อเมี่ยน กู้หนานก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่โดยไม่ได้ตั้งใจ
“ได้ยินแล้วหิวขึ้นมาเลยค่ะ”
“เข้ามาข้างในก่อนสิ”
ฟางอวี๋และฟางชิงต่างก็ไปโรงเรียน ที่บ้านจึงเหลือแค่ลู่ฮุ่ยฟาง ฟางกั๋วผิง และผู้เฒ่าลู่
ไม่นานเส้าจื่อเมี่ยนก็ถูกยกมาเสิร์ฟ นานแล้วที่ทุกคนไม่ได้กินข้าวกันพร้อมหน้า ทุกคนต่างกินอย่างเอร็ดอร่อย
หลังมื้ออาหาร ลู่ฮ่าวบอกว่าจะหารือกับฟางกั๋วผิงและฉินเฟิงเกี่ยวกับงานฉลองหลังโรงงานสร้างเสร็จ
ชายหนุ่มจึงบอกให้กู้หนานไปพักผ่อน ส่วนเขาจะจัดการเรื่องนี้เอง
ถึงกู้หนานจะเหนื่อยล้ามาก แต่ก็นอนไม่หลับ เธอให้เจียงผิงเข้าไปอยู่ในห้องเป็นเพื่อน ทั้งสองนอนลงพลางพูดคุยกัน ถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ในบ้านเกิดของพวกเขา
ทันทีที่พวกเธอเข้ามาในห้อง เจียงผิงก็กระซิบกระซาบ “หนานหน่าน ฉันมีข่าวด่วนข่าวใหญ่จะบอกเธอด้วยแหละ”
“ข่าวด่วนข่าวใหญ่อะไรกัน?” กู้หนานนอนลงบนเตียงเตา ยืดเส้นยืดสายและถามอย่างสบาย ๆ
เจียงผิงบอกว่า “เจียงเหมยแต่งงานกับอู๋เอ้อร์จู้แล้ว”
“อะไรนะ? หล่อนแต่งงานกับอู๋เอ้อร์จู้แล้ว? ทำไมถึงยอมง่าย ๆ แบบนั้นล่ะ?” กู้หนานถึงกับผุดลุกขึ้นนั่งจากเตียงเตาด้วยความตกใจเมื่อได้ยินแบบนั้น
เจียงผิงกลัวว่าลูกในท้องเธอจะเคลื่อน จึงรีบเข้าไปประคองให้นอนลงตามเดิม “อย่าตื่นเต้นเกินไปสิ ฉันจะค่อย ๆ เล่าให้เธอฟังเดี๋ยวนี้แหละ”
เจียงผิงเริ่มเล่าว่า “เจียงเหมยไม่เต็มใจหรอก แต่แม่ของหล่อนบังคับทุกวิถีทาง คงเพราะอยากได้เงินค่าสินสอดละมั้ง พวกเขาร่วมมือกันกับอู๋เอ้อร์จู้ให้แต่งเจียงเหมยไปเป็นสะใภ้ตระกูลอู๋ ต่อให้เจียงเหมยอยากต่อต้านแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้ เจียงเหมยไม่พอใจแน่ หล่อนอยู่กับอู๋เอ้อร์จู้อย่างสงบสุขไม่ได้หรอก”
“หวังเซิ่งหลันป่วยหนัก อ้างว่ากำลังจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาล เงินที่ได้จากการขายเจียงเหมยไปแต่งงานน้อย ยังไม่เพียงพอ เลยมาขอยืมจากพ่อของฉัน”
กู้หนานแสดงความเห็นว่า “พ่อเธอไม่มีทางให้ยืมเงินง่าย ๆ แน่ พวกเขาห่างเหินจนเหมือนพี่น้องในนามมานานหลายปีแล้ว ตอนนี้เจียงต้าหมิงอยู่ในห้องขัง พ่อเธอน่ะหรือจะสนใจไยดีว่าหวังเซิ่งหลันจะตายไหม?”
กู้หนานคิดว่าตัวเองเข้าใจคนพวกนี้ทะลุปรุโปร่ง
เจียงผิงตอบว่า “ใช่ พ่อฉันน่ะรักเงินเท่าชีวิต ในสมองคิดวนเวียนก็แต่เรื่องการหาเงิน เขาหรือจะยอมให้ใครยืมเงินง่าย ๆ? นอกจากนี้ โรคของหวังชุ่ยผิง ต่อให้เข้ารับการผ่าตัดก็ใช่ว่าจะหายขาด ตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาไม่เหลือแหล่งรายได้อีกต่อไป ขืนให้ยืมก็เท่ากับเอาเงินไปละลายซะเปล่า ๆ พ่อฉันไม่ให้ยืมคนหนึ่งแล้ว ครอบครัวของอู๋เอ้อร์จู้ก็ด้วย พวกเขาจ่ายค่าสินสอดไปแล้วสองพัน”
“แต่ว่า…” เจียงผิงมองไปที่กู้หนาน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง “พ่อฉันดันเอาความคิดที่ไม่เข้าท่าไปเป่าหูหวังเซิ่งหลัน บอกว่าตอนนี้เธอรวยมาก ถ้าหวังเซิ่งหลันรู้ว่าเธอกลับมาที่นี่ หล่อนต้องพุ่งมาขอเงินเธอแน่ ๆ พวกเราก็เลยพยายามเก็บความลับอย่างดีที่สุด ไม่ให้ทางนั้นรู้ว่าเธอกลับมาบ้านเกิดแล้ว”
“หล่อนจะมาขอเงินฉันทำไมกัน? มีเจียงย่าเจี๋ยอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือ?” กู้หนานถาม
ผู้หญิงคนนั้นยังมีลูกชายอยู่ข้าง ๆ ทำไมต้องเดือดร้อนมาขอเงินเธอด้วย?
ตอนที่เธอแต่งงาน หล่อนแสร้งทำเป็นป่วย บอกว่ามีความจำเป็นต้องเอาเงินสินสอดพวกนั้นไปหาหมอ พอได้ป่วยสมใจ เงินค่าสินสอดกลับถูกเจียงต้าหมิงเอาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย อยากหัวเราะให้สะใจซะจริง ๆ
“เขาหนีไปแล้วน่ะสิ”
เมื่อพูดถึงเจียงย่าเจี๋ย เจียงผิงก็ถึงกับพูดไม่ออก “หวังเซิ่งหลันเคยขอให้เขาไปยืมเงินจากคนรู้จักในเมือง จะได้เอามารักษาอาการป่วยของตัวเอง เจียงย่าเจี๋ยก็เลยจากไป ได้ยินมาว่าหลังจากเธอกลับไปครั้งที่แล้วได้ไม่นาน เขาไปหลันเฉิงด้วย จนป่านนี้แล้วยังไม่ยอมกลับมา พ่อฉันบอกว่าอาจเป็นเพราะเขารู้ว่าอาการป่วยของหวังเซิ่งหลันร้ายแรง ต้องใช้เงินจำนวนมากในการรักษา เลยตัดสินใจหนีไป ไม่กลับมาอีก”
เมื่อกู้หนานได้ยินแบบนั้น อารมณ์ของเธอก็ผันผวนเป็นอย่างยิ่ง
[1] ไม้ฮั่วมู่ คือต้นเบิร์ช มักนำมาสร้างบ้าน ปูพื้น ทำเฟอร์นิเจอร์
[2] เส้าจื่อเมี่ยน หรือบะหมี่พี่สะใภ้ เป็นบะหมี่น้ำขลุกขลิก มีส่วนประกอบของไข่ เต้าหู้ แครอท และถั่วฝักยาวที่หั่นเป็นลักษณะลูกเต๋าขนาดเล็ก มีทั้งแบบน้ำซุปข้นสีเข้มและแบบแห้ง เน้นรสชาติเปรี้ยวเผ็ด