เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 589 ขอแสดงความยินดี
บทที่ 589 ขอแสดงความยินดี
กู้หนานโทรหาหลิวปินเพื่ออัปเดตเรื่องการรับเหมาก่อสร้างกับเขา หลังจากได้ยินข่าวดี หลิวปินก็มีความสุขมาก เขาขอบคุณกู้หนานยกใหญ่ ทั้งยังบอกด้วยว่าเขาจะอยู่เก็บรายละเอียดที่โรงงานอีกสองวัน จากนั้นค่อยแวะไปเยี่ยมชมไซต์งานก่อสร้างในหลันเฉิง
วันจันทร์ กู้เจิ้งอันและกู้หลันตั้งใจว่าจะเดินทางไปจดทะเบียนในตอนเช้า แต่กู้หลันมีงานแทรกเสียก่อน เลยต้องไปช่วงบ่าย
พอทั้งสองคนต่างทำงานของตัวเองเสร็จแล้ว จึงไปที่สำนักกิจการพลเรือนเพื่อจดทะเบียน เอกสารทุกอย่างราบรื่นดี หลังจากขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้น พวกเขาก็ได้สมุดเล่มสีแดงมาถือไว้ในมือ
ตอนนี้ทั้งสองกลายเป็นสามีภรรยากันอย่างเป็นทางการแล้ว
หลังออกมาจากสำนักกิจการพลเรือน กู้เจิ้งอันถือสมุดทะเบียนสมรสไว้ในมือ จากนั้นมองไปยังภรรยาป้ายแดงที่อยู่ตรงหน้า ผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาถึงกับหลั่งน้ำตา
ฉากตรงหน้าปรากฏขึ้นในความฝันของเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ยี่สิบปีต่อมา ในที่สุดมันก็กลายเป็นความจริง
กู้เจิ้งอันพยายามยับยั้งความตื่นเต้นเอาไว้ จนกระทั่งเขาก้าวเข้าไปนั่งในรถ จึงหันไปโอบกอดกู้หลันไว้ในอ้อมแขนเบา ๆ ท่อนแขนรั้งร่างเธอไว้แน่น ผ่านไปนานก็ยังไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้
“พี่เจิ้งอัน ร้องไห้ทำไมคะ?”
กู้หลันต้องการเช็ดน้ำตาให้เขา แต่กู้เจิ้งอันกลับกอดเธอไว้แน่นขึ้น ไม่ยอมให้เธอขยับเขยื้อน
“อย่าขยับ แค่กอดผมก็พอ” เสียงของกู้เจิ้งอันแหบแห้ง
ความรู้สึกของกู้หลันผสมปนเปกันไปหมด ทั้งสองคนต่างไม่พูดอะไร ถึงอย่างนั้นก็กอดกันไว้แน่นมาก ไม่คิดจะผละแยกจากกันอยู่นาน
เขาใช้เวลานานกว่าจะสงบสติอารมณ์ได้ จึงยอมปล่อยมือจากกู้หลัน มองเธอด้วยความรักใคร่พร้อมกับเผยรอยยิ้มบนใบหน้า “ในที่สุดเราก็ได้แต่งงานกัน”
เมื่อมองลงไปที่สมุดเล่มแดงในมือ กู้เจิ้งอันก็ถอนหายใจ “ชีวิตนี้ฉันไม่ต้องนั่งเสียใจกับอะไรอีกแล้ว”
“ทะเบียนสมรสเล่มนี้ ฉันรอคอยมายี่สิบปี”
ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าคนนายคนที่มักจะพูดน้อยอยู่เสมอ กลับกลายเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวซะได้
กู้หลันจับมือของเขาไว้พลางพูดว่า “สิ่งที่ดีในชีวิตคุ้มค่ากับการรอคอยค่ะ”
“เสี่ยวหลัน ฉันสัญญาว่าจะใช้เวลาทุกนาทีในอนาคตอย่างคุ้มค่าที่สุด เราสองคนจะได้ชดเชยเวลายี่สิบปีที่สูญเสียไป”
พวกเขาพลาดช่วงเวลาดี ๆ มานานเกินไปแล้ว การได้เจอหน้ากันถือเป็นเรื่องล้ำค่าที่สุดในอดีต แต่ตอนนี้พวกเขาได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกันแล้ว ความผิดหวัง ความเสียใจทั้งหมดในอดีตจะถูกแทนที่นับจากนี้ไป
กู้หลันยิ้มพร้อมพูดว่า “ทดแทนยังไงดีล่ะ? พี่จะยังกระชุ่มกระชวยเหมือนตอนหนุ่มแน่นอยู่หรือเปล่า?”
ต่อให้อะไรจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่มีทางนำวัยหนุ่มกลับมาได้แน่นอน
ถึงอย่างนั้นก็ยังพอมีโอกาสให้ทั้งสองได้ชดเชยความเสียใจ
“ทำไมล่ะ? เราทั้งคู่ไม่เห็นจะต่างกันเลย เธอก็เห็นนี่ว่าฉันแข็งแรงแค่ไหน และเธอสวยแค่ไหน”
กู้เจิ้งอันทำท่าทางผึ่งผายทันที ทำให้กู้หลันถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
เวลานี้ เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนอย่างหาที่เปรียบมิได้ เธอเองก็มองสบตาเขาอยู่เงียบ ๆ
บรรยากาศในรถค่อย ๆ พร่าเลือนไปชั่วขณะ
ดวงตาของกู้เจิ้งอันแปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึก อดไม่ได้ที่จะเลื่อนใบหน้าเข้าหาเธออย่างช้า ๆ
ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะสัมผัสกับริมฝีปากเธอ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะทันที เสียงเรียกเข้าดังกล่าวทำให้บรรยากาศที่คลุมเครือสลายไปภายในพริบตา
กู้เจิ้งอันกระแอมเบา ๆ ด้วยความขัดใจ จากนั้นคว้าโทรศัพท์มากดรับสายด้วยความโกรธ กรอกเสียงไปตามสายด้วยน้ำเสียงอย่างก้าวร้าว “ฮัลโหล ใคร?”
[พ่อแกไงล่ะ]
ผู้เฒ่ากู้ได้ยินว่าน้ำเสียงของกู้เจิ้งอันนั้นก้าวร้าวกว่าปกติ เหมือนตอนนี้กำลังอารมณ์เสียมากอย่างนั้นแหละ
อีกฝ่ายตวาดราวกับว่าไปกินเหล็กหล่อมาอย่างไรอย่างนั้น ชายชราจึงถามว่า [เป็นอะไรไป? แกยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสอีกหรือ?]
เมื่อกู้เจิ้งอันได้ยินว่าคนโทรเข้าไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นชายชราที่บ้านนั่นเอง น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นเชื่อฟังทันที
เขารีบตอบว่า “จดแล้วครับพ่อ ผมจดทะเบียนแล้ว”
ผู้เฒ่ากู้ดุทันควัน [แล้วแกทำเสียงแบบนั้นทำไม? คิดจะมีปัญหากับคนอื่นทั้ง ๆ ที่ตัวเองเพิ่งแต่งงานเนี่ยนะ? ฉันจะบอกอะไรให้ ช่วยสงบสติอารมณ์สักหน่อยเถอะ ยังไงเสี่ยวหลันก็ได้อยู่กับแกแล้วไม่ใช่หรือ ยังจะฟาดงวงฟาดงาเป็นคนบ้าอยู่ได้]
กู้เจิ้งอันถูกดุด่าโดยไม่มีเหตุผล เขาจึงรีบเอามือลูบจมูกแล้วอธิบายว่า “พ่อครับ พ่อเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ได้ฟาดงวงฟาดงา ผมอารมณ์ดี เมื่อกี้โทรศัพท์แค่สัญญาณไม่ดีเฉย ๆ”
[อ้อ แกคิดว่าฉันหูหนวกหรือ?] ผู้เฒ่ากู้ตอบกลับอย่างเย็นชา
หลังจากนั้นเขาออกคำสั่ง “เอาเถอะ ในเมื่อจดทะเบียนสมรสเสร็จแล้วก็รีบกลับมาเร็ว ๆ พวกเราทุกคนรออยู่”
หลังจากถูกผู้เป็นพ่อดุยกใหญ่ กู้เจิ้งอันก็ถึงกับหน้าเสีย
กู้หลันเหลือบมองเขา แต่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ จากที่หัวเราะเบา ๆ ในที่สุดก็หัวเราะออกมาดัง ๆ
กู้เจิ้งอันรู้สึกอับอายมากยิ่งขึ้น
“พ่อสั่งให้พวกเรากลับไปที่บ้าน”
เขาถอนหายใจ “ฉันว่าจะพาคุณไปทานอาหารฝรั่งในโอกาสพิเศษของเรา แต่พ่อมาเรียกตัวเรากลับไปซะก่อน จริง ๆ เลย…”
นอกจากจะไม่ได้จูบแล้ว ยังไม่ได้กินอาหารฝรั่งอีก
แต่กู้เจิ้งอันไม่กล้าพูดแบบนั้นออกมาตรง ๆ
ผู้เฒ่ากู้ไม่เพียงแต่เป็นพ่อของเขาเท่านั้น ยังเป็นพ่อสามีของกู้หลันด้วย
กู้หลันรีบพูดอย่างรวดเร็ว “กลับก็กลับสิคะ ไม่เห็นต้องทำหน้าเหมือนเด็กน้อยขี้งอแงแบบนั้นเลย?”
“อืม งั้นกลับกันเถอะ”
ว่าแล้วกู้เจิ้งอันก็โน้มตัวลงไปอีกครั้ง
ลมหายใจแผ่วของเขาผ่านรูจมูกของเธอไป ทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะอย่างเห็นได้ชัด
“ผมจะคาดเข็มขัดนิรภัยให้”
กู้หลันเพิ่งตระหนักตอนนี้ว่าเธอคิดมากเกินไป เธอได้แต่เสมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อน “ค่ะ”
ตั้งแต่พวกเขาแต่งงานกัน บรรยากาศระหว่างทั้งสองก็เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก
กู้เจิ้งอันเริ่มเคลื่อนไหวใกล้ชิดเธอมากขึ้นอย่างไม่ต้องคอยระวัง
เขาคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธอเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เขาจะกลับมานั่งตัวตรงในตำแหน่งเดิม ในที่สุดก็อดกลั้นไม่ได้ ขยับไปจูบกู้หลันโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว
จากนั้นก็เด้งตัวกลับมาสตาร์ทรถอย่างแรง
ชายวัยสี่สิบปีอย่างกู้เจิ้งอันยังรู้สึกเขินอายกับการกระทำราวกับเป็นหนุ่มวัยรุ่นแรกรักของตนเอง
เขาจับพวงมาลัยไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างที่ว่างอยู่ค่อย ๆ คลำไปอีกด้านหนึ่งทั้ง ๆ ที่สีหน้ายังราบเรียบ ในที่สุดก็จับมือเธอไว้
อากัปกิริยาของเขาแทบทุกอิริยาบถ เหมือนชายหนุ่มแรกรักไม่มีผิด
ถึงจะไว้ตัวตามนิสัย แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความโรแมนติก ทำเอาอีกฝ่ายใจสั่น
หัวใจของผู้หญิงอย่างกู้หลันซึ่งเงียบเหงามานานหลายปี ตอนนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งแล้ว
เธอยกมุมปาก กระชับฝ่ามือใหญ่ของเขา มือหนึ่งถือทะเบียนสมรสไว้ในมือ อีกมือยกหลังมือเขามาจูบอย่างรักใคร่
…
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้าน ผู้เฒ่ากู้ คุณย่ากู้ และสมาชิกทั้งครอบครัวต่างก็ถูกผู้เฒ่ากู้เกณฑ์ให้มารวมตัวกันก่อนแล้ว
ทุกคนในที่นี้ บางคนเพิ่งกลับจากการทำงาน บางคนหยุดงาน และบางคนขอออกจากงานก่อนเวลา
มีเพียงลู่ฮ่าวกับกู้ย่าฮุยเท่านั้นที่เวรเยินจนไม่สามารถลาได้ พวกเขาจึงยังไม่กลับมา
“กลับมาแล้ว กลับมาแล้ว” เมื่อได้ยินเสียงรถเคลื่อนเข้ามาจอดจากหน้าประตู ฉินเฟิงที่กระตือรือร้นมากกว่าใครอื่นก็รีบลุกขึ้นเพื่อตรวจสอบ
“อารอง อาสะใภ้รอง พวกคุณกลับมาแล้ว”
ฉินเฟิงที่มีฝีปากฉอเลาะเพราะได้รับการฝึกฝนจากการเปิดร้านค้าและทำธุรกิจตอบสนองอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนคำเรียกอย่างไม่กระดากปาก
สิ่งนี้ทำให้กู้หลันไม่สามารถตอบสนองไปชั่วขณะหนึ่ง
อีกฝ่ายมักจะเรียกเธอว่าอาเสมอ พอมาวันนี้กลับถูกเรียกว่าอาสะใภ้ซะแล้ว ฟังยังไงก็ไม่คุ้นเคยจริง ๆ
กู้เจิ้งอันพยักหน้า “อืม ฉันกลับมาแล้ว”
เมื่อเข้าไปในห้องโถง กู้เจิ้งอันก็ทำเพียงถือทะเบียนสมรสไว้ในมือ ยืนอยู่เคียงข้างกู้หลันพร้อมกับกวาดตามองไปยังครอบครัวใหญ่ ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
ในห้องโถงนอกจากจะมีคนรุ่นหนุ่มสาวแล้ว ยังมีพี่น้องและสมาชิกรุ่นใหญ่ เห็นได้ชัดว่ากู้เจิ้งอันมีท่าทีประหม่าเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับพวกเขา
ถึงอย่างไร นี่ก็ถือเป็นการแต่งงานครั้งที่สองสำหรับเขา แม้ว่าภรรยาคนนี้จะเป็นคนที่เขารักที่สุดก็ตาม แต่ภายในใจก็ยังหลีกหนีไม่พ้นความกดดัน
ลูกสาวของเขามีแม่เลี้ยง พ่อแม่ของเขากลับกลายเป็นพ่อตาและแม่ยาย…
“พ่อ แม่ ผมจดทะเบียนสมรสแล้วครับ”
กู้เจิ้งอันยื่นสมุดทะเบียนสมรสให้ชายชราด้วยมือทั้งสองข้าง
ผู้เฒ่ากู้เปิดอ่านเพื่อตรวจสอบ คุณย่ากู้ก็รีบโน้มตัวไปดูใกล้ ๆ ด้วยความตื่นเต้น
กู้เจิ้งอันและกู้หลันได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนเป็นนักเรียนประถมที่รอส่งการบ้าน
ทันใดนั้นกู้หนานก็เดินเข้าไปหาพวกเขาแล้วร้องเรียกอย่างมีความสุข “พ่อ แล้วก็… แม่คะ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ”
เธอมองไปทางกู้หลัน รีบเปลี่ยนสรรพนามเรียกอย่างเป็นทางการ ตามด้วยคำอวยพรอันเป็นมงคล
ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกว่า ‘แม่’ ความเกร็งของกู้หลันก็พังทลายลง
เธอดึงร่างกู้หลันมากอดไว้ในอ้อมแขน “เด็กดีของฉัน จากนี้ไป พวกเราถือเป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่แน่นแฟ้นที่สุด ถ้ามีเรื่องไหนที่ฉันทำผิดพลาด โปรดยกโทษให้ฉันด้วย”
กู้หนานยิ้ม “หนูก็เหมือนกันนะคะแม่”
“้เสี่ยวหลัน ขอแสดงความยินดีด้วย”
“อาสะใภ้ ขอแสดงความยินดีด้วย”
ผู้เฒ่ากู้วางสมุดทะเบียนสมรสลง แล้วพูดกับกู้เจิ้งอันด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “วันนี้เป็นวันมงคลของลูก ทุกคนควรออกไปทานอาหารดี ๆ ด้วยกัน”
เมื่อผู้เฒ่ากู้พูดแบบนั้น กู้เจิ้งอันก็ตอบรับอย่างรวดเร็ว “ครับ ไปกินข้าวที่ร้านอาหารกันเถอะ”
วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของพวกเขา และยังถือเป็นวันที่เขาจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่จริง ๆ ดังนั้นเขาควรเลี้ยงอาหารค่ำทุกคน
กู้เจิ้งอันและกู้หลันรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับพรจากคนในครอบครัวของพวกเขา
ตอนที่กู้หลันเพิ่งกลับมาที่ประเทศจีน เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ พูดถึงตอนนั้น พวกเขาทั้งสองคนไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกันสักคำ
ต่างฝ่ายต่างข่มอารมณ์โหยหากันและกันเอาไว้อย่างเจ็บปวด ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าพวกเขาไม่มีครอบครัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น พร้อมที่จะเปิดรับทั้งสองอย่างใจกว้างแบบนี้