ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทสุดท้าย 1 กลับบ้าน
บทสุดท้าย กลับบ้าน
แม้หลิวเหิงจะยังคงดูสงบ แต่ก็อดกำหมัดแน่นในแขนเสื้อไม่ได้ มันแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ที่แท้จริงของเขา
หลิวจงเซี่ยวกล่าวด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “เขาแจ้งว่าพบวิธีรักษาแล้วขอรับ!”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ๆ ออกมาแล้วมองกลับไปทางเหยียนซี “เช่นนั้นพวกเราไปพบเขาดีหรือไม่”
เหยียนซีพยักหน้า “แน่นอน ข้าต้องการไปพบเขาเจ้าค่ะ ตราบใดที่ได้ยินว่ามีหมอดี ข้าก็จะไปพบเขาอย่างแน่นอน” หลังจากได้รับการแต่งตั้งแล้ว หญิงสาวก็ไม่ได้สนใจที่จะปิดบังอาการเจ็บป่วยหรือการเดินทางไปพบหมออีกต่อไป
“วันนี้ดึกแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะให้ท่านหมอมาตรวจชีพจรเจ้า” หลิวเหิงบอกให้หลิวจงเซี่ยวกลับไป คืนนี้เป็นเทศกาลโคมไฟ พวกเขาควรจะสนุกสนาน และไม่ต้องการจะคิดเรื่องการรักษาให้กวนใจจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้า
ในคืนนั้นหลิวเหิงและเหยียนซีนอนกอดกันแน่น และหลับอย่างเต็มอิ่ม
วันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว พวกเขาก็เชิญท่านหมอมาที่โถง
เมื่อหมอชราจากอิงเฉิงมาถึงประตูจวน เขาก็รีบทักทายหลิวเหิงและเหยียนซี “ในที่สุดข้าน้อยก็ได้พบกับท่านเจ้าเมือง ไม่ใช่สิ ยินดีที่ได้พบใต้เท้าและฮูหยินขอรับ”
“ไม่ต้องมากพิธีถึงเพียงนั้นหรอก นั่งลงก่อนเถิดท่านหมอ” หลิวเหิงยืนขึ้นเพื่อทักทายเขา “ขอบคุณท่านหมอที่เดินทางกว่าพันลี้เพื่อมารักษาอาการป่วยของภรรยาข้า”
“ใต้เท้าและฮูหยินเป็นผู้มีคุณูปการต่อชาวเหลียวโจวเป็นอย่างมาก ในฐานะที่ข้าเป็นคนเหลียวโจวจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณเป็นอย่างยิ่ง …น่าละอายเหลือเกินที่ตอนนั้นข้าไร้ความสามารถและมีความรู้เพียงน้อยนิด จึงยังไม่สามารถหาทางรักษาอาการป่วยของฮูหยินได้ ขณะนี้ข้าเดินทางไปพบสหายมาแล้ว หลังจากได้ฟังคำชี้แนะจากสหายที่เชี่ยวชาญในโรคสตรีแล้วก็มั่นใจขึ้นถึงแปดส่วนขอรับ” หมอชราชี้ไปทางคนที่ติดตามเขามา “ข้าน้อยและสหายเก่าได้ยินว่าใต้เท้าได้รับการเลื่อนตำแหน่งแล้ว จึงได้เดินทางมาพบท่านที่นี่”
หลิวเหิงและเหยียนซีเงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยพร้อมกันด้วยความประหลาดใจ “หมอหลวงเผิง”
สหายที่ท่านหมอพามากลายเป็นหมอหลวงเผิง ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในซอยเม่าจือและเคยพบกันมาก่อน
เหยียนซีได้ยินมาจากหวังชีว่าท่านหมอเผิงออกจากสำนักแพทย์หลวงประจำเมือง และพาครอบครัวย้ายกลับบ้านเกิดของเขาไปแล้ว
หมอเผิงเองก็แปลกใจเล็กน้อยเมื่อได้พบเหยียนซีและหลิวเหิง เมื่อมองหน้าหญิงสาวแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเรียกนางด้วยชื่อที่คุ้นเคย “แม่นางเหยียน ไม่ได้พบกันหลายปีเลยทีเดียว ไม่จำเป็นต้องเรียกข้าว่าหมอหลวงอีกแล้วละ ข้าลาออกจากตำแหน่งและกลับบ้านเกิดไปนานแล้ว”
ครอบครัวของหมอเผิงได้รับเชิญให้มาทำงานอยู่ในสำนักแพทย์หลวงเพราะเชี่ยวชาญเรื่องภาวะมีบุตรยากในสตรี แต่สตรีที่ถูกถวายตัวเข้าวังมักจะได้รับการคัดเลือกและดูแลเป็นอย่างดีจึงไม่มีปัญหาในเรื่องการมีบุตร ความเชี่ยวชาญของเขาไม่มีประโยชน์นักในสำนักแพทย์หลวง
ในช่วงที่เกิดกบฏอันอ๋อง สถานการณ์ในเมืองหลวงเองก็วุ่นวาย หมอเผิงที่เป็นหมอหลวงในเวลานั้นรู้สึกว่าการอยู่ในเมืองหลวงไม่ต่างจากการติดหล่ม เขาคิดว่าการกลับไปที่บ้านเกิดเพื่อฝึกฝนฝีมือ จะเป็นการดีต่อชาวบ้านมากกว่านั่งรับเงินเดือนจากหลวงต่อไปวัน ๆ เช่นนี้
ในช่วงเวลานั้นเขาและหมอซูจึงได้พบกันโดยความบังเอิญ
หลังจากหมอซูตรวจอาการเหยียนซีแล้วไม่สามารถหาทางรักษาได้ เขาก็รู้สึกผิดเป็นอย่างมาก และทำให้นึกถึงสหายเก่าที่ไม่ได้พบกันมานานแล้ว เขามาเมืองหลวงเพื่อถามข่าวหมอเผิงและพบว่าอีกฝ่ายลาออกแล้ว ดังนั้นจึงเดินทางไปที่บ้านเกิดของอีกฝ่ายด้วยตนเอง ทันทีที่ได้พบกันก็รีบเอาใบสั่งยาและบันทึกการตรวจให้สหายดูว่าจะสามารถรักษาได้หรือไม่
ครอบครัวหมอเผิงเชี่ยวชาญการดูแลสตรีที่มีภาวะมีบุตรยากจากความเย็นภายในเป็นพิเศษ เพราะเคยรักษาอาการของสตรีและผดุงครรภ์มาหลายชั่วอายุคน และมีทางออกที่สามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้
เมื่อได้รู้ดังนั้นหมอซูจึงเชิญหมอเผิงให้เดินทางไปที่เหลียวโจวด้วยกันกับเขา หลังจากหมอเผิงได้ยินว่าเป็นหลิวเหิงและเหยียนซี เขาก็บอกหมอซูว่าทั้งคู่เป็นคนที่ตนเองเคยรู้จักมาก่อน จึงได้เตรียมกล่องยาและออกเดินทางมาด้วยกัน เดิมทีเขาต้องการใช้เวลาปีใหม่กับครอบครัวก่อน แต่ก็ถูกหมอซูเร่งเร้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งคู่จึงรีบเดินทางออกมาและใช้เวลาปีใหม่ไปในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ระหว่างเดินทาง
“ตอนนั้นที่พบกัน ข้าก็รู้ได้ทันทีว่าใต้เท้าหลิวมีความทะเยอทะยานและมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ขณะนี้ท่านเป็นดั่งเสาหลักของราชสำนักแล้ว สหายเก่าของข้ายกย่องท่านมาตลอดทาง และกล่าวว่าชาวเหลียวโจวต้องการจะสร้างศาลบูชาท่านเสียด้วยซ้ำ”
“อย่าให้ถึงเพียงนั้นเลย ข้าเพิ่งจะทำหน้าที่ในฐานะขุนนางมาได้ไม่กี่ปีเท่านั้น” หลิวเหิงหน้าแดงเล็กน้อยแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าเป็นเจ้าเมืองเหลียวโจว ดังนั้นข้าก็ย่อมต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยให้ราษฎรมีชีวิตที่ดี นั่นเป็นสิ่งที่ขุนนางทุกคนควรจะกระทำ”
“ท่านกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ แต่น่าเสียดายที่มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่ทำอย่างที่ใต้เท้าหลิวเอ่ย” หมอเผิงกล่าวชื่นชมพลางหยิบหมอนตรวจชีพจรมาวางไว้ที่โต๊ะแล้วเอ่ยกับเหยียนซี “เช่นนั้นข้าจะขอทำหน้าที่หมอด้วยการตรวจและรักษาฮูหยินให้ดีที่สุด หวังว่าทักษะที่มีจะสามารถรักษาอาการของฮูหยินได้นะขอรับ”
เมื่อเหยียนซีได้ยินหมอซูพูดว่ามั่นใจถึงแปดส่วน เธอก็คิดว่าหมอเผิงน่าจะมั่นใจมากเช่นกัน
หญิงสาววางมือลงบนหมอนตรวจชีพจรทันที “รบกวนท่านหมอแล้วเจ้าค่ะ”
…
สามปีต่อมา ก่อนที่หลิวเหิงจะเข้ารับตำแหน่งเจ้ากรมคลัง เขาก็ได้พาครอบครัวกลับไปยังบ้านเกิด หัวหน้าตระกูลหลิวส่งข่าวดีมาแจ้งว่าสำนักศึกษาของหมู่บ้านหยางซานมีบัณฑิตเพิ่มอีกสองคน และยังกล่าวอีกว่าสมาชิกอาวุโสของตระกูลเสียชีวิตไปหลายท่านแล้ว และตัวเขาเองก็ชรามากแล้ว ไม่แน่ว่าจะอยู่รอพบหลิวเหิงอีกครั้งได้หรือไม่
ชายหนุ่มเองก็คิดว่าตนไม่ได้กลับไปหมู่บ้านหยางซานมาหลายปีแล้ว ดังนั้นจึงเดินทางกลับบ้านไปทำความเคารพบรรพบุรุษก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง
ทุกคนไปลงเรือที่ท่าเรือชิงหลงด้วยรถม้าขนาดเล็ก จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นรถม้าเพื่อเดินทางไปยังหมู่บ้านหยางซาน
หมู่บ้านหยางซานแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง บ้านกำแพงดินที่มีหลังคามุงจากหายไปแล้ว ภาพที่เห็นคือบ้านที่สร้างจากอิฐและมุงหลังคาด้วยกระเบื้องตั้งอยู่ริมไร่นา
บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน มีหัวหน้าตระกูลหลิวยืนรอทุกคนอยู่พร้อมกับถือไม้เท้า ด้านหลังของเขามีสมาชิกอาวุโสอีกสองถึงสามคน
สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดคือมีเด็กกลุ่มหนึ่งสวมชุดสำนักศึกษายืนอยู่ริมทาง คนที่อายุน้อยที่สุดน่าจะไม่เกินหกหรือเจ็ดปี ส่วนคนที่โตสุดก็ประมาณสิบสามถึงสิบสี่ปี พวกเขายืนเรียงกันสองแถว ผู้นำกลุ่มคือเด็กหนุ่มสองคนที่สวมชุดบัณฑิต
ที่นาของที่นี่มีผลผลิตมากและทำเงินได้ดี ดังนั้นหลิวเหิงจึงนำเงินที่ได้มาซื้อที่ดินสำหรับสร้างเป็นสำนักศึกษาประจำตระกูล สำนักศึกษาประจำตระกูลที่หมู่บ้านหยางซานนั้นต่างจากที่อื่น ๆ ที่นี่มีการสอนวิชาอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การคำนวณ เด็กทุกคนในตระกูลหลิวจะต้องผ่านการศึกษาเล่าเรียนที่นี่เมื่ออายุได้ห้าปี และสามารถเล่าเรียนได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนอายุครบสิบปี หลังจากอายุเกินสิบปีแล้ว หากครอบครัวเต็มใจที่จะส่งเสียพวกเขาต่อก็สามารถศึกษาในระดับสูงขึ้นในเมืองได้ หากไม่ต้องการจะสอบขุนนางก็ยังมีวิชาอื่น ๆ เปิดสอนสำหรับใช้ทำอาชีพอื่น เช่น วิชาคำนวณ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากที่นี่สามารถหางานอื่น ๆ ได้อย่างงานเสมียนหรือเด็กในโรงน้ำชาอวี่เซิ่น แล้วค่อย ๆ ก้าวหน้าต่อไปได้
ในที่ดินของตระกูล หลิวเหิงได้จัดสรรที่ดินทำกินเอาไว้ยี่สิบหมู่เพื่อใช้เป็นที่ดินสำหรับบัณฑิต ใครก็ตามที่ผ่านการสอบขั้นแรกจะได้รับการจัดสรรที่ดินห้าหมู่จากที่นี่ ด้วยผลผลิตในที่ดินทำกินห้าหมู่จะสามารถทำให้มีเงินเพียงพอมาสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องได้ และหากสอบจนได้เป็นจู่เหรินก็จะต้องกลับมาสอนหนังสือเป็นเวลาหนึ่งเดือนทุกปี เพื่อให้เด็ก ๆ รุ่นต่อไปได้รับความรู้
สำนักศึกษาประจำตระกูลหลิวในหมู่บ้านหยางซานยิ่งใหญ่มากจนคนอื่น ๆ พากันอิจฉา
หลิวเหิงลงจากรถม้าที่หน้าหมู่บ้าน แล้วรีบเข้าไปทักทายคนอื่น ๆ “ท่านอารอง ข้ากลับมาแล้วขอรับ”
หัวหน้าตระกูลหลิวชรามากจนสูญเสียฟันเกือบทั้งปากและเหลือเพียงฟันหน้าสองซี่ เขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพียงพยักหน้าให้อย่างตื่นเต้นเท่านั้น “เอาละ ข้าดีใจที่พวกเราได้พบกันอีกครั้ง เอ้อร์หลาง เห็นหรือไม่ เด็ก ๆ ที่สำนักศึกษาของตระกูลเราอยากพบเจ้ามาก ในที่สุดก็ได้พบกันแล้ว”
เด็ก ๆ ทำความเคารพหลิวเหิง บางคนเรียกเขาว่าท่านอา ท่านลุง หรือกระทั่งท่านปู่ ทุกคนเต็มไปด้วยความเคารพ
เด็กที่โตที่สุดออกมาพูดคุยกับเขาอย่างตื่นเต้น หลิวเหิงตบไหล่ของเด็กทั้งสองแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “การตั้งใจศึกษาเล่าเรียนไม่เพียงเป็นการเตรียมตัวถวายงานแด่จักรพรรดิเท่านั้น แต่ยังเพื่อเพิ่มความรู้และความเข้าใจในการใช้ชีวิตของตนเองด้วย ทุกคนจงตั้งใจเรียนอย่างหนัก เพราะการศึกษาจะเป็นคุณแก่พวกเจ้าในภายภาคหน้า”
เด็ก ๆ ต่างตอบรับพร้อมกันทันที
หลังจากชายหนุ่มทักทายทุกคนเสร็จแล้ว เขาก็กลับมายังจุดที่รถม้าจอดอยู่ด้านหลัง และยื่นมือไปช่วยพยุงเหยียนซีที่กำลังท้องแก่ให้ลงมา “ระวังด้วย”
ทันทีที่หัวหน้าตระกูลหลิวและคนอื่น ๆ เห็นหญิงสาว พวกเขาก็คุกเข่าลงทำความเคารพทันที “ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่”
เหยียนซีรีบโบกมือให้คนมาช่วยให้ผู้อาวุโสขึ้นยืน “ท่านอารอง ข้าเป็นภรรยาของพี่เอ้อร์หลาง ไม่ว่าตอนนี้จะอยู่ในฐานะอะไรท่านก็เป็นผู้อาวุโสของข้า โปรดอย่าเกรงใจกันเลยเจ้าค่ะ” หลังจากพูดเช่นนั้นหลิวเหิงก็จูงมือเธอลงมาเดินไม่กี่ก้าว ก่อนจะให้ทุกคนลุกขึ้นพร้อมมองไปยังภาพที่คุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกตาตรงหน้า หญิงสาวพูดเสียงเบาขึ้นมา “เราได้กลับบ้านแล้ว”
“ใช่แล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางรับเจ้าก้อนแป้งตัวกลมมาจากพี่เลี้ยงมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน “เทียนซื่อ ดูสิ ที่นี่คือบ้านของเรา นี่คือท่านปู่รอง ทักทายท่านปู่รองเร็วเข้า ส่วนท่านนี้คือท่านลุง…” หลิวเหิงอุ้มเด็กน้อยออกมาทักทายผู้อาวุโส
หลิวเทียนซื่อเป็นบุตรชายคนโตของทั้งสอง เขาอายุเพียงหนึ่งปีกว่า และยังทักทายคนอื่น ๆ ได้ไม่เก่งนัก เมื่อหลิวเหิงสอนให้เขาเรียกญาติ ๆ เด็กน้อยก็อ้าปากเอ่ยตามด้วยความเขินอาย พร้อมเผยให้เห็นฟันน้ำนมซี่เล็ก ๆ สองสามซี่ในปาก เด็กน้อยพึมพำแล้วหัวเราะชอบใจจนมีน้ำลายไหลออกมา ก่อนจะดิ้นไปมาเพื่อบอกว่าตนต้องการจะลงเดินด้วยความกระตือรือร้น หลังจากเท้าถึงพื้นก็สะกิดหลิวเหิงครั้งแล้วครั้งเล่า พลางตะโกนเสียงดังแล้วชี้ไปด้านหน้า
“เด็กคนนี้ฉลาดหลักแหลมนัก เขารู้ว่าบ้านไปทางนั้น” คนอื่น ๆ ที่มองอยู่ต่างพูดด้วยรอยยิ้ม
หลิวเหิงอุ้มลูกชายเอาไว้ ส่วนเหยียนซีก็ตามเขาไปโดยที่มีสาวใช้คอยพยุง
สายน้ำยังคงใสสะอาดเช่นเดิม แต่เส้นทางริมลำธารถูกปูด้วยหิน บ้านหลังเก่าของตระกูลหลิวยังคงตั้งอยู่ที่เก่า ตอนนี้ไม่มีร่องรอยไฟไหม้หลงเหลืออยู่อีกแล้ว อีกทั้งลานหน้าบ้านยังสะอาดเรียบร้อย
หลิวเหิงเป็นผู้นำทุกคนเดินเข้าไปในบ้าน เขาอุ้มลูกด้วยมือข้างหนึ่งแล้วผลักประตูด้วยมืออีกข้าง จากนั้นก็หันมามองเหยียนซีพร้อมแย้มยิ้ม “ซีเอ๋อร์ เราได้กลับบ้านแล้ว”