ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 439 ปีใหม่กำลังจะมาถึง
บทที่ 439 ปีใหม่กำลังจะมาถึง
การแต่งตั้งเหยียนซีเป็นองค์หญิงใหญ่และพระราชทานตำหนักสร้างความโกลาหลไปทั้งราชสำนัก
ทว่าก็ไม่มีใครกล้ากราบทูลคัดค้านฝ่าบาทในเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้เธอเป็นท่านหญิงที่มีบรรดาศักดิ์ขั้นสาม ดังนั้นคนมากมายจึงกล้าลือเกี่ยวกับการมีบุตรยากของเหยียนซี ต่อให้นางเป็นท่านหญิงที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฝ่าบาทก็ตาม แต่เมื่อดูจากลำดับขั้นแล้ว หญิงสาวก็ไม่ได้ต่างจากขุนนางขั้นสองหรือขั้นสามซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยดำรงตำแหน่งนี้ ทว่าหลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์หญิงใหญ่และมีความดีความชอบที่เคยช่วยชีวิตฝ่าบาทเอาไว้ ใครจะกล้าพูดเรื่องหย่าร้างเพราะอาการมีบุตรยากของนางได้อีก
เหยียนซีไม่สนใจเรื่องมีบุตรอีกต่อไป และปีใหม่ก็เข้ามาในพริบตา
ปีใหม่นี้เธอและหลิวเหิงยุ่งวุ่นวายเป็นอย่างมาก ในฐานะองค์หญิงใหญ่ หญิงสาวจะต้องเข้าวังเพื่อร่วมงานเลี้ยงตามประเพณี เมื่อเดินทางเข้าไปร่วมงาน ฝ่าบาทก็รับสั่งให้จัดที่นั่งของตนและหลิวเหิงให้ใกล้ชิดกับพระองค์มากที่สุด และเหล่าภรรยาขุนนางก็ต้องเข้ามาคำนับเหยียนซีทุกคน เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าโต้วจากจวนอันติ้งโหวพบเหยียนซีอีกครั้ง นางก็ทำได้เพียงนอบน้อมและไม่อาจแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาได้
เหยียนซีถอนหายใจออกมา การมีตำแหน่งสูงดีมากจริง ๆ ไม่น่าแปลกเลยที่คนมีอำนาจมาก ๆ จะยิ่งหยิ่งผยองและใช้ชีวิตตามต้องการโดยไม่สนใจคนอื่น
ก่อนปีใหม่ คนทั้งสอง เหยียนเฟิง และเหยียนหลิ่วเดินทางไปทำความเคารพเหยียนหมิ่นจงและฮูหยินของเขาที่ทางเหนือ หลังจากผ่านปีใหม่ไปแล้วก็ยุ่งอยู่กับการจัดงานแต่งงานของเหยียนหลิ่วและฟางหมิงอี้
หากว่ากันตามประเพณีแล้ว ถ้าเหยียนเฟิงที่เป็นพี่ชายยังไม่ได้แต่งงาน เหยียนหลิ่วที่เป็นน้องสาวก็จะไม่สามารถหมั้นหมายได้ก่อน แต่ฟางหมิงอี้ได้รับพระราชทานรางวัลจากการเข้าร่วมสงครามกับเป่ยหมาน ด้วยการแต่งตั้งให้เขารับตำแหน่งขุนนางกรมคลัง และช่วงเดือนสี่หรือเดือนห้าปีหน้า เขาก็ต้องเดินทางไปทางใต้เพื่อเปิดชุมชนการค้าชายแดน และรับผิดชอบดูแลการค้ากับกลุ่มหนานหมานนอกชายแดนทางใต้
หนานเจียงทางตอนใต้เป็นพื้นที่ในอำนาจของตระกูลฉู่ซึ่งเป็นแม่ทัพพิทักษ์แดนใต้ หากต้องการตั้งชุมชนการค้าชายแดนที่นั่น ไม่เพียงต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้นำกองทัพอย่างตระกูลฉู่ด้วยเช่นกัน
หลังจากแต่งงานกันแล้ว เหยียนหลิ่วก็จะสามารถเดินทางไปหนานเจียงพร้อมกับเขาได้ เหยียนหลิ่วเป็นบุตรสาวบุญธรรมของมหาราชครู และพี่สาวบุญธรรมขององค์หญิงใหญ่ เมื่อนางเป็นภรรยาของฟางหมิงอี้ ตระกูลฉู่ก็เต็มใจที่จะอำนวยความสะดวกในงานครั้งนี้ของเขาอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ชุมชนการค้าชายแดนคงจะไม่สามารถจัดการให้เรียบร้อย และดำเนินการค้าขายได้อย่างราบรื่นภายในปีหรือสองปีอย่างแน่นอน อีกทั้งเหยียนหลิ่วก็ไม่นับว่าเป็นเด็กหญิงอีกต่อไปแล้ว นางไม่อาจจะรอการแต่งงานได้นานถึงเพียงนั้น
ทั้งสองที่ยังอยู่เมืองหลวงในเวลานี้ได้ขอให้ผู้เฒ่าหวูโถวเป็นพ่อสื่อช่วยจับคู่แต่งงานให้
ดังนั้นเมื่อช่วงเวลาปิดราชการในวันตรุษมาถึง เหยียนซีจึงใช้โอกาสนี้เตรียมการแต่งงานสำหรับคนทั้งคู่
ฟางหมิงอี้เป็นเด็กกำพร้า ผู้เฒ่าหวูโถวที่อยู่ในฐานะพ่อสื่อจึงปฏิเสธที่จะเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวให้ ดังนั้นจึงเหลือเพียงหลิวเหิงเท่านั้นที่สามารถรับหน้าที่นี้ได้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเขาสะสมเงินทองมากมายจากการทำการค้านอกชายแดน จนสามารถซื้อจวนหลังหนึ่งในเมืองหลวงตรอกซอยเม่าจือได้ และมีหวังชีช่วยเป็นธุระดูแลจวนหลังนี้ให้
ตอนนี้หวังชีเป็นเจ้าของร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่นที่มีสาขาจำนวนมากในที่ต่าง ๆ เมื่อกลับมาที่เมืองหลวงในช่วงวันตรุษ เขาก็พบกับบรรยากาศแห่งความสุขของงานแต่งงานระหว่างฟางหมิงอี้กับเหยียนหลิ่ว และรีบให้เถียนเสี่ยวชุ่ยภรรยาตนเองมาช่วยเหลือเหยียนซีทันที
อีกทั้งพวกเขายังได้ยินเกี่ยวกับอาการมีบุตรยากของเหยียนซี และบางคนถึงกับมาพูดกับพวกเขาโดยตรงว่าควรจะเป็นฝ่ายส่งบุตรสักคนไปให้หลิวเหิงและเหยียนซีรับเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทองรั่วไหลไปสู่คนอื่น ทุกคนต่างรู้ดีว่าองค์หญิงใหญ่ทำการค้ามากมายและมีเงินทองล้นเหลือ เมื่อมองดูอำนาจในเวลานี้แล้ว ความมั่นคงก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในช่วงแรกเถียนเสี่ยวชุ่ยคล้อยตามเล็กน้อย แต่หวังชีก็ออกปากตำหนินางด้วยตนเอง “เอ้อร์หลางและซีเอ๋อร์เป็นคนมีความคิด เจ้าคิดว่าพวกเขาอยากจะเอาลูกไปจากพวกเราหรือ หากทั้งสองต้องการลูกของเราไปเลี้ยงย่อมต้องเอ่ยปากบอกพวกเราด้วยตนเอง การที่พวกเขาไม่ได้พูดอะไรแล้วเราไปเสนอตัวเองเช่นนั้นจะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซีเอ๋อร์พูดอยู่เสมอว่าให้ใช้สองมือและกำลังของตนเองดีกว่าหาทางลัดด้วยการพึ่งพาผู้อื่น หากเจ้าต้องการให้ลูก ๆ เรามีชีวิตที่ดีและมีครอบครัวที่มั่งคั่งขึ้น เจ้าก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้น ลืมแล้วหรือว่าทุกวันนี้ที่เรามีชีวิตสุขสบายได้ก็เพราะน้ำใจจากซีเอ๋อร์”
เมื่อเถียนเสี่ยวชุ่ยถูกตำหนิ นางก็มีท่าทางละอายใจขึ้นมา “ข้าเพียงลองคิดแล้วมาปรึกษาท่านเท่านั้น ข้าไม่ได้ต้องการจะไปหาซีเอ๋อร์ทันทีเสียหน่อย”
เหยียนซีที่ได้ยินเรื่องนี้ในภายหลังก็รู้สึกเคารพในตัวหวังชีที่มีความคิดเช่นนี้มาก หลายปีที่ผ่านมา แม้ความร่ำรวยจะเพิ่มขึ้นและสถานะของทุกคนก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่เขาก็ยังจดจำมิตรภาพที่ดีซึ่งทุกคนมีร่วมกันมาได้เสมอ และยังไม่ทำให้ตัวเองต้องเสื่อมเสียเกียรติ ด้วยเหตุนี้เธอจึงมีความสุขที่ไม่ได้ช่วยเหลือคนผิด
ตอนนี้ฐานะของเหยียนหลิ่วแตกต่างจากเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นเหยียนซีจึงรู้สึกว่างานแต่งครั้งนี้ควรจะต้องมีชีวิตชีวามากขึ้น สวีมู่เจี๋ยยังคงเป็นนายอำเภอของซินเย่ เขามีงานต้องจัดการที่นั่น ดังนั้นฮูหยินสวีจึงเป็นคนพาสวีจิ้งเสียนบุตรชายของทั้งคู่เดินทางเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อช่วยเหยียนซีจัดการงานต่าง ๆ ทั้งสามใช้เวลาที่บ้านของตนถึงวันที่แปดของเดือนแรก เมื่อหิมะที่ถนนละลายก็เริ่มออกเดินทางเข้าเมืองหลวงโดยไม่ได้สนใจว่าการเดินทางจะค่อนข้างลำบาก เพราะความตั้งใจนำพวกเขามาถึงที่นี่แล้ว
เหยียนซีและเหยียนหลิ่วขอให้ฮูหยินสวีและบุตรชายพักที่จวนตระกูลเหยียน
เมื่อได้รับคำชี้แนะจากฮูหยินสวี เหยียนซีก็สามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อย เธอเคยรู้สึกเหนื่อยมากตอนที่เข้าพิธีแต่งงานของตนเอง และขณะนี้ก็พบว่าการเตรียมงานแต่งให้ผู้อื่นนั้นเหนื่อยยิ่งกว่า หญิงสาวหัวหมุนอยู่ทั้งวันและคืน ช่วงแรกก็วุ่นวายอยู่กับการเตรียมสินสอดของหมั้นของฝ่ายเจ้าบ่าว ต่อมาก็ยุ่งอยู่กับสินเดิมของฝ่ายเจ้าสาว
ในวันที่สิบสี่ เดือนหนึ่ง ฟางหมิงอี้รีบเดินทางมาที่จวนตระกูลเหยียนพร้อมกับเกี้ยวรับตัวเจ้าสาวและขบวนดนตรี เพื่อนเจ้าบ่าวคือฉินซีฉือและขุนนางหนุ่มจากหกกรมที่เป็นเพื่อนร่วมงาน
แม้จะมีคนจากกรมมาร่วมงานไม่น้อย แต่ตำแหน่งของฟางหมิงอี้ก็นับว่าไม่สูงนัก ดังนั้นเจ้ากรมจึงไม่ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้ ทว่าก็มีการส่งของกำนัลมาแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน เมื่อเทียบกับตำแหน่งขุนนางขั้นเจ็ดของฟางหมิงอี้แล้ว มันก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเขา
หลังจากงานแต่งงานผ่านไป วันรุ่งขึ้นก็เป็นเทศกาลโคมไฟ หลิวเหิงบังคับให้เหยียนซีไปที่วัดปี้อวิ๋นด้วยกันเพื่อเที่ยวชมงานโคมไฟ
เมื่อเหยียนซีเห็นงานชุมนุมกวีที่จัดขึ้นในงานโคมไฟ เธอก็ชี้ไปมุมหนึ่งด้วยรอยยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “นั่นคือสถานที่ที่ท่านช่วยแม่นางเฉินได้รับโคมไฟปลา”
หลิวเหิงยกมือขึ้นแตะจมูกนางแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าลืมเรื่องนี้ไปนานแล้ว มาเถอะ คราวนี้ข้าจะเอาโคมไฟมาให้เจ้า เจ้าชอบอันไหนก็บอกมาได้เลย”
หญิงสาวบอกเขาว่าตนไม่ได้สนใจโคมไฟอันไหน แล้วหันกลับมาที่พื้นที่ขายโคมลอย ราคาของมันยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะผ่านไปนานหลายปี เหยียนซีซื้อโคมลอยมาดวงหนึ่งและเขียนความปรารถนาลงไป จากนั้นก็ปล่อยให้มันลอยออกไปอย่างระมัดระวัง
หลิวเหิงเองก็ซื้อตามนางหนึ่งดวงด้วยเช่นกัน
คอมลอยอธิษฐานสองดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีไปด้วยกัน มันลอยคู่กันไม่ต่างจากทั้งสองที่เดินเคียงกันในวันนี้เลย
หลังจากปล่อยโคมลอยด้วยกันแล้ว หลิวเหิงก็เข้าไปร่วมในชุมนุมกวี ชายหนุ่มแก้ปริศนาโคลงกลอนจนได้รับโคมดอกบัวมามอบให้เหยียนซีอย่างมีความสุข “ตราบใดที่ยังอยู่ในเมืองหลวง เราจะสามารถมาดูโคมไฟที่นี่ด้วยกันได้ทุกปี”
“ใช่เจ้าค่ะ” เหยียนซีถือโคมไฟดอกบัวแล้วพยักหน้าเบา ๆ
ทั้งสองเดินมาที่เชิงเขาปี้อวิ๋น และพบหลิวจงเซี่ยวซึ่งรออยู่ด้วยท่าทางกระวนกระวายใจที่โรงน้ำชาอวี่เซิ่น เมื่อเห็นว่าทั้งสองกลับมาแล้วก็รีบเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้น “นายท่านขอรับ หมอในอิงเฉิงที่เคยตรวจฮูหยินมาก่อนมาที่นี่แล้วขอรับ!”
หลิวเหิงตะลึงและเข้าใจทันทีว่าหมอที่หลิวจงเซี่ยวพูดถึงอาจจะเป็นหมอชราที่เป็นผู้พบอาการมีบุตรยากของเหยียนซี ตอนนั้นชายชราไม่พบหนทางในการรักษาหญิงสาว จึงได้ฝากให้คนแจ้งว่าจะออกไปพบเพื่อนเก่าเพื่อขอคำชี้แนะ ชายหนุ่มคิดว่าอีกฝ่ายคงจะแค่ต้องการหนีไปจากอิงเฉิงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่ก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะกลับมาเพื่อพบตนอย่างที่กล่าวเอาไว้จริง ๆ
“เขามีข่าวอะไรงั้นหรือ” หากไม่คาดหวังมากเกินไปก็จะไม่ผิดหวัง หลิวเหิงมีอาการสงบนิ่งและเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบเฉย