ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 432 ตกลูกได้มากเพียงใด
บทที่ 432 ตกลูกได้มากเพียงใด
ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วพูดอย่างจริงจังราวกับเตรียมการทุกอย่างมาเป็นอย่างดีแล้ว
เหยียนซีรู้สึกได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าฮูหยินผู้เฒ่าโต้วคนนี้คงต้องการกระทบกระเทียบตนเท่านั้น ดูเหมือนอีกฝ่ายต้องการคำพูดขอบคุณจากเธออยู่
ส่วนฮูหยินโหวที่มีสามีเป็นรองเจ้ากรมมหาดไทย ก็ต้องการจะมอบบุตรสาวของอนุให้มาเป็นอนุของหลิวเหิงอย่างเต็มใจด้วยอย่างนั้นหรือ
ความเป็นจริงแล้วเหยียนซีไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตระกูลนี้มากนัก ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วเป็นป้าของฮูหยินโหว ในเวลานี้มีคนในตระกูลพวกนางต้องอาญาอยู่ และคิดว่าการส่งอนุให้ใต้เท้าหลิวจะช่วยให้เรื่องราวนี้สงบลงได้ด้วยอำนาจของเขา
ฮูหยินโหวมีชีวิตที่ราบรื่นมาตลอดเพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวฝ่ายมารดา ดังนั้นนางจึงจำเป็นต้องหาทางช่วยเหลือโดยการยอมจัดหาสตรีมาเสนอให้หลิวเหิง เพื่อรักษาตระกูลเอาไว้
เดิมทีพวกนางต้องการใช้โอกาสอื่น ๆ เพื่อที่จะพบกับเหยียนซี ทว่าตั้งแต่ท่านหญิงเหยียนกลับมาที่เมืองหลวง นางก็ไม่ออกจากจวนเลยสักครั้งเพราะเหตุผลเรื่องสุขภาพบางอย่าง นอกจากงานเลี้ยงของวังหลวงแล้วก็ไม่มีโอกาสอื่นที่จะได้พบกันเช่นนี้เลย
แม้ใต้เท้าโหวจะได้พบกับรองเจ้ากรมหลิวอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่หลังจากสอบถามเรื่องนี้แล้วรองเจ้ากรมหลิวก็ปฏิเสธออกมาตามตรงว่า ‘ต้องขอบอกใต้เท้าโหวตามตรงว่าเงินเดือนของข้าน้อยนิดนัก ตลอดหลายปีนี้ต้องอาศัยสินเดิมของภรรยาในการเลี้ยงดูครอบครัว บ้านข้ามีคนมากมายต้องเลี้ยงดูอยู่แล้ว หากจะรับใครเพิ่มเติมคงต้องรอให้ฐานะมั่นคงมากกว่านี้เสียก่อน’
ใต้เท้าโหวและขุนนางคนอื่น ๆ ต่างพากันตะลึงที่ได้ยินเขากล่าวเช่นนั้นออกมาโดยไม่ปิดบัง แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายขึ้นชื่อเรื่องการเป็นคนที่อยู่ในโอวาทของภรรยา แต่ก็ไม่คาดว่าจะเปิดเผยถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มไม่กลัวเสียหน้าเพราะถูกมองว่าพึ่งพาแต่สตรีหรอกหรือ
อีกทั้งหลิวเหิงยังเอ่ยกับทุกคนด้วยสีหน้าปกติว่า ‘ฮูหยินของข้าเต็มใจที่จะเลี้ยงดูสามี มันแสดงให้เห็นว่านางเป็นภรรยาที่ยอดเยี่ยมและรักใคร่ในตัวสามีเช่นข้าอย่างลึกซึ้ง นับว่าเป็นโชคดีของข้าเสียด้วยซ้ำ ไม่มีเหตุที่ต้องกลัวเสียหน้าเลยแม้แต่น้อย’ จากนั้นก็มองทุกคนอย่างขุ่นเคือง ‘ไม่ใช่ภรรยาทุกคนที่จะเต็มใจช่วยเหลือสามีทุกอย่างเช่นนี้ และจะมีสักกี่คนที่มีความสามารถเช่นภรรยาข้าที่หาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวได้มากมาย’
จากนั้นทุกคนก็คิดตามที่หลิวเหิงกล่าว หากเป็นภรรยาของตนเอง นางจะช่วยเลี้ยงดูครอบครัวได้หรือไม่ และแน่นอนว่าคำตอบก็เหมือนกับที่อีกฝ่ายว่า พวกนางไม่สามารถทำเช่นนั้นได้จริง ๆ
แต่ถึงอย่างนั้นในใจของพวกเขาก็คิดเพียงว่า การที่หลิวเหิงพูดเช่นนี้ออกมาเป็นแค่การบ่ายเบี่ยงเรื่องที่ตัวเองเป็นคนกลัวภรรยาเท่านั้น
ทันใดนั้นใต้เท้าโหวก็คิดขึ้นได้ว่าในเมื่อหลิวเหิงกลัวภรรยาเช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการให้ภรรยาของเขาเป็นผู้ตัดสินใจยอมรับด้วยตนเอง
ฮูหยินโหวมีเวลาอีกไม่มากนัก นางพยายามดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเข้าหาหลิวเหิง เพราะอีกไม่นานหลักฐานเรื่องคดีความต่าง ๆ จะรวบรวมส่งไปยังทางการในอีกสองวันแล้ว
ดังนั้นนางจึงรีบไปปรึกษาป้าของตนเพื่อที่จะดำเนินแผนการให้เรียบร้อย
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าโต้วได้ยินข่าวลือเรื่องที่เหยียนซีมีบุตรยากแล้วก็คิดว่า สตรีที่มีปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์มักจะใจกว้างเรื่องอนุมากขึ้น ดังนั้นจึงรีบหาอนุเตรียมไว้ และพูดจากระทบกระเทียบเหยียนซีต่อหน้าผู้คนในงานเลี้ยง การทำเช่นนั้นก็เพื่อที่จะทำให้เหยียนซีอับอาย และกระตุ้นให้นางยอมรับอนุได้ง่ายขึ้น
แต่เหยียนซีเพียงวางเฉยและขอตัวออกไป นางคิดว่าหากคืนนี้ไม่ได้พูดจากันให้เป็นเรื่องเป็นราวก็จะหาโอกาสพบอีกฝ่ายได้ยากแล้ว ดังนั้นจึงรีบพาฮูหยินโหวตามเข้ามาด้านใน
หลังจากที่เหยียนซีได้ยินข้อเสนอนั้นก็ยังไม่ได้พูดอะไร ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วได้ยินว่านางเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีทั้งบิดาและมารดา อีกยังเป็นเด็กสาวชาวบ้านที่เติบโตมาในชนบท ทำให้นางกล้าวางท่าหยิ่งยโสเพื่อข่มหญิงสาว “ฮูหยินหลิว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นละเมิดจารีตเจ็ดประการของภรรยา แต่โชคดีที่ใต้เท้าหลิวมีความรักใคร่ต่อเจ้าอย่างลึกซึ้งจึงไม่ได้มีปัญหาอะไร ทว่าเจ้าก็ควรคิดถึงใต้เท้าหลิวด้วยเช่นกัน…”
“หากข้าต้องการให้สามีรับอนุเข้าจวนสักคนหนึ่ง เหตุใดสตรีผู้นั้นจะต้องเป็นคนที่ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วเป็นคนจัดแจงด้วยเล่าเจ้าค่ะ” เหยียนซีอยากรู้มากว่าต่อไปอีกฝ่ายจะโน้มน้าวตนด้วยวิธีใด
ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วแทบสำลักกับคำถามนั้น และรีบตอบอย่างตรงไปตรงมา “ข้าเห็นว่าฮูหยินหลิวยังเด็กและไม่มีผู้อาวุโสที่บ้านคอยชี้แนะต่างหาก รองเจ้ากรมหลิวเป็นขุนนางใหญ่ หากได้สตรีที่ไม่ได้รับการคัดเลือกอย่างดีมาเป็นอนุ มันจะทำให้เขาเสียหน้าเอาได้จริงหรือไม่ สตรีที่ข้าแนะนำทั้งได้รับการอบรมอย่างดี ใบหน้าเองก็สะสวย…”
“เช่นนั้นแล้วนางร่างกายแรงดีหรือไม่” เหยียนซีถามอย่างจริงจัง “ตกลูกได้มากเพียงใด”
“ตกลูก…” ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วเผลอพูดตามไปสองคำอย่างไม่ทันรู้ตัว ก่อนจะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ใบหน้าของนางขึ้นสีแดงก่ำขึ้นมาทันที
ตกลูกได้มากเพียงใดงั้นหรือ
ถามว่าตกลูกได้มากเพียงใด จะกระทบกระเทียบสตรีตระกูลโหวว่าเป็นหมูอย่างนั้นหรือ
สุดท้ายแล้วนางก็เป็นเพียงสาวบ้านนอกที่ไร้การอบรม เมื่อคิดเช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าโต้วก็โกรธจัด “ฮูหยินหลิว! เจ้าหมายความว่าอย่างไร พวกเราต่างหวังดี…”
“หากตระกูลโหวมีสตรีที่เชี่ยวชาญเรื่องการให้กำเนิดบุตรอยู่จริง ๆ ตอนนี้แคว้นเว่ยมีสตรีอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่มีบุตร ตระกูลโหวต้องส่งบุตรสาวไปที่บ้านเหล่านั้นด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ข้ายังเป็นท่านหญิงที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์มาจากจักรพรรดิ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? เจ้ากล่าวว่าข้าคนนี้ไร้ผู้อาวุโสคอยชี้แนะ มันหมายความว่าอย่างไร เจ้าต้องการเป็นผู้อาวุโสของข้าอย่างงั้นหรือ คิดว่าตนเองสมควรแล้วหรือไม่” เหยียนซีขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดต่อไป นอกจากจะน่าเบื่อแล้วยังจำเป็นต้องมาฟังใครก็ไม่รู้มาพูดจาสั่งสอนเช่นนี้ด้วยงั้นหรือ
หญิงสาวพูดอย่างรวดเร็วและชัดเจน ทุกคำพูดทิ่มแทงเข้าไปในใจของฮูหยินผู้เฒ่าโต้วและฮูหยินโหว
ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วคิดว่าตนเองไม่เพียงอาวุโสกว่าเหยียนซีเท่านั้น แต่นางยังเป็นถึงฮูหยินเก้ามิ่ง มีบรรดาศักดิ์อยู่ในขั้นที่หนึ่ง ส่วนเหยียนซีซึ่งเป็นท่านหญิงอยู่ในขั้นที่สามเท่านั้น ในแง่ตำแหน่งของหลิวเหิงก็ยังมีลำดับล่างลงไปกว่าสามีของนาง ทว่าอีกฝ่ายก็ยังกล้าที่จะพูดจาโอหังดูหมิ่นผู้อาวุโสออกมา
“เจ้า… เจ้าหยาบคายเกินไปแล้ว! เจ้ามันเป็นเพียงสตรีบ้านนอกเท่านั้น ไร้การอบรม! ไร้การศึกษา!” ฮูหยินผู้เฒ่าโต้วไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีสตรีชั้นสูงที่ไม่สนใจเรื่องศักดิ์ศรีและคุณธรรมถึงเพียงนี้ด้วย ดังนั้นจึงตัวสั่นด้วนด้วยความโกรธและก่นด่าออกมา
แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องตกใจยิ่งกว่าเดิมคือหลังจากนั้นเหยียนซีก็เดินตรงไปด้านหลัง และคว้าแขนของฮูหยินโหวขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “เจ้ามากับข้า ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดจารีตหรือไม่”
ฮูหยินโหวเป็นเพียงสตรีร่างเล็กที่ดูบอบบาง ซึ่งต่างจากเหยียนซีที่ฝึกฝนร่างกายทุกวันและได้เรียนรู้การป้องกันตัวมาจากเหยียนหลิ่ว เธอร่างกายแข็งแรงกว่าสตรีชั้นสูงเหล่านี้อย่างแน่นอน
และเธอก็ยังรูปร่างสูงกว่าอีกฝ่ายอยู่คืบหนึ่ง จึงสามารถลากฮูหยินโหวให้เดินตามออกมาด้วยกันแม้เพียงใช้มือข้างเดียวได้
ตอนที่ฮูหยินโหวเห็นเหยียนซีเถียงกับท่านป้าของตน นางก็กำลังคิดว่าจะช่วยเหลืออย่างไร แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ให้โอกาสนางโต้ตอบ พร้อมหันมาลากตัวอีกฝ่ายตรงไปทางโถงจัดงานเลี้ยงของตำหนักคุนหนิง
“ไม่… ไม่นะ! …ท่านป้า… ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ!” ฮูหยินโหวอยากจะหยุดอีกฝ่าย แต่ก็พบว่าด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายที่ต่างกัน ทำให้ตนไม่สามารถสู้แรงของคนตรงหน้าได้เลย นางหันกลับไปขอความช่วยเหลือจากฮูหยินผู้เฒ่าโต้ว เพราะทั้งสองวางแผนจะใช้โอกาสนี้ในการโน้มน้าวในเหยียนซี ดังนั้นท่านป้าของนางจึงให้คนอื่น ๆ ออกไปจนหมด ทำให้ในเวลานี้ไม่มีนางกำนัลหรือบ่าวไพร่มาคอยช่วยเหลือ
เมื่อไม่มีใครที่พอจะเรียกให้ช่วยได้จึงทำได้เพียงหันไปเรียกท่านป้า แต่นางก็ถูกลากมาไกลถึงประตูห้องรับรองแล้ว ฮูหยินโหวพยายามใช้มืออีกข้างเกาะที่วงกบประตูพลางร้องขอให้ช่วย
“ท่านหญิงเหยียน เกิดอะไรขึ้น!?” พระสนมเฉินยืนอยู่หน้าประตูห้องพลางถามขึ้น ไม่แน่ใจนักว่านางเพียงเดินผ่านมาหรือรออยู่ที่นี่อยู่แล้ว
“พระสนม… พระสนม!” ฮูหยินโหวที่เห็นพระสนมเฉินรีบเอ่ยปากขอความช่วยเหลือทันที
นางจับกรอบประตูไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง มวยผมหลุดลุ่ยออกมาระหว่างที่ยื้อยุดกับเหยียนซี และยังถูกลากไปตามทางไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง
“ท่านหญิงเหยียน ฮูหยินโหว เกิดอะไรขึ้น!? ท่านหญิงเหยียน ฮูหยินโหวอ่อนแอกว่าเจ้ามาก เจ้าควรจะปล่อยนางเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บดีหรือไม่” พระสนมเฉินเอ่ยปราม
เหยียนซีรู้ว่าหลานสาวของเฉินเก๋อเหล่าได้แต่งงานกับเว่ยเฉิง นางคือคุณหนูที่สวมผ้าคลุมหน้าในงานเทศกาลโคมไฟปีนั้น ตอนนั้นตนไม่ทันเห็นหน้าอีกฝ่าย ต่อมาเมื่อได้พบกับเฉินโหย่วฝูที่ภูเขาปี้อวิ๋นเพื่อช่วยหลิวเหิง ตอนนั้นก็มีสตรีคนหนึ่งอยู่กับอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน ขณะนี้นางอยู่ในชุดสีเขียวมรกตและแต่งกายอย่างสตรีชั้นสูงในราชสำนัก อีกทั้งยังสวมเครื่องประดับงดงาม พร้อมขยับกายอย่างอ่อนช้อยราวกับถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี หญิงสาวดูงดงามกระทั่งการขยับปากพูด ทว่าเมื่อมองแล้วกลับชวนให้รู้สึกอึดอัด
“พระสนมเฉิน ฮูหยินโหวและฮูหยินผู้เฒ่าโต้วเพิ่งสอนบทเรียนสำคัญให้แก่หม่อมฉัน และทำให้หม่อมฉันได้เรียนรู้เรื่องสำคัญมากมายเพคะ”
นี่คือปฏิกิริยาของคนที่ได้รับการเรียนรู้อย่างนั้นหรือ พระสนมเฉินกำลังรอให้เหยียนซีเล่าเรื่องราวออกมา แต่หญิงสาวกลับมองไปอีกด้านหนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “พระมเหสี…”
เมื่อพระสนมเฉินได้ยินว่าพระมเหสีฉู่กำลังมองมาจึงรีบหมุนตัวไปทางนั้นทันที ตอนนั้นเองที่เหยียนซีรีบลากตัวฮูหยินโหวเดินผ่านพระสนมเฉินไปอีกทาง ก่อนที่จะได้ยินเสียงดังขึ้นว่า “พระมเหสี โปรดพระราชทานพระวินิจฉัยให้แก่หม่อมฉันด้วยเพคะ!”