ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 430 นางบอกข้าว่านางมีบุตรยาก
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 430 นางบอกข้าว่านางมีบุตรยาก
บทที่ 430 นางบอกข้าว่านางมีบุตรยาก
หมอหลวงเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็วในวันต่อมา หลังจากหลิวเหิงไปที่ท้องพระโรงในช่วงเช้าแล้ว เขาก็พาหมอหลวงกลับมาที่จวนด้วยตนเอง
เหยียนซีกลัวว่าจะมีคนพูดเรื่องนี้ลับหลัง หากพวกเขาเห็นว่าหมอหลวงตรวจอาการหลิวเหิง แต่เมื่อเห็นว่าท่านหมอมาที่จวนเป็นการส่วนตัวก็รู้สึกวางใจมากขึ้น หลิวเหิงเชิญท่านหมอให้ไปรอที่เรือนหลักและนั่งอยู่ที่โต๊ะ เขานั่งอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามเพื่อให้หมอหลวงตรวจชีพจร จากนั้นจึงได้ตรวจชีพจรของเหยียนซีด้วย
หมอหลวงเห็นท่าทางสับสนของเหยียนซีแล้วก็ลอบถอนหายใจอย่างลับ ๆ จะเรียกว่าฮูหยินหลิวเป็นคนโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่แน่ใจนัก เห็นชัดว่านางอาจไม่สามารถมีบุตรได้ แต่ใต้เท้าหลิวก็ยังมั่นคงในตัวนางถึงขนาดกราบทูลขอฝ่าบาทให้พระราชทานหมอหลวงมาตรวจอาการอย่างลับ ๆ แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับสตรีแล้วการมีบุตรยากก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเลย
หลิวเหิงมองหมอหลวงที่กำลังตรวจชีพจรอยู่แล้วกล่าวขึ้น “ท่านหมอ ไม่ทราบว่าอาการของข้า…”
เมื่อหมอหลวงได้ตรวจชีพจรให้กับทั้งหลิวเหิงและเหยียนซีแล้ว เขาก็คิดถึงสิ่งที่ฝ่าบาททรงรับสั่งจึงได้เอ่ยขึ้นมาอย่างคลุมเครือว่า “ใต้เท้าหลิวและฮูหยินอาจจะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องยากลำบากจากการมีบุตรยากนะขอรับ ข้าไม่สามารถรับปากว่าจะรักษาได้ ในเวลานี้คงต้องค่อย ๆ ทดลองดูก่อน…” อันที่จริงเขาไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญเรื่องโรคภายในของสตรีนัก แต่ในเมื่อเป็นพระบัญชาเขาจะสามารถขัดได้อย่างไร
หลังจากได้ประสบกับความผิดหวังและเสียใจมาแล้วก่อนหน้านี้ ท่าทีของหลิวเหิงจึงยังคงดูนิ่งสงบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อได้ยินคำพูดของหมอหลวง เขาเพียงเชิญให้ท่านหมอไปเขียนใบสั่งยาที่ห้องด้านในและจิบชาด้วยกัน
เหยียนซีอึดอัดเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าตึงเครียดของหลิวเหิง ทั้งเขาและเธอแทบจะไม่ได้ป่วยเป็นอะไรเลยกระทั่งโรคหวัด แล้วเหตุใดจึงมีบุตรยากได้
เมื่อเหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วเห็นว่ามีหมอหลวงมาถึงจวน พวกเขาก็รู้สึกกังวลว่าจะมีใครเป็นอะไรหรือไม่ จึงได้รีบเข้ามาสอบถาม
หญิงสาวมองเหยียนหลิ่วและคิดว่า หากตนไม่ตั้งครรภ์เสียทีทุกคนก็คงจะคาดเดาได้ และไม่ต้องพูดถึงสายตาของคนนอกที่มองมา เพียงแค่เหยียนเฟิง ลุงสวี และญาติ ๆ ที่หมู่บ้านหยางซานเองก็คงจะเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันแล้วเช่นกัน
หลิวเหิงเป็นขุนนางของราชสำนัก หากมีข่าวลือว่ามีบุตรยากออกไป เขาคงถูกหัวเราะเยาะและดูหมิ่นลับหลัง แทนที่จะบอกกับทุกคนว่าเรื่องนี้เกิดจากสุขภาพของเขา เป็นการดีกว่าที่จะบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร
แต่เธอที่เป็นสตรีซึ่งอยู่แต่ในจวน ไม่ว่าจะออกไปเจอผู้คนหรือไม่ ในฐานะท่านหญิง แม้เหล่าสตรีชั้นสูงจะพูดลับหลัง แต่ก็คงจะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ให้ตนได้ยินโดยตรง
อีกทั้งเหยียนเฟิงและคนอื่น ๆ ก็คงจะไม่สามารถช่วยแก้ไขเรื่องนี้ได้ ดังนั้นเธอจึงไม่คิดที่จะบอกความจริงกับพวกเขาเช่นกัน
หลังจากไตร่ตรองในใจแล้ว เมื่อเหยียนหลิ่วถามเรื่องหมอหลวง เหยียนซีจึงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยตอบออกไป “พี่สาว สุขภาพของข้ามีปัญหา อาจจะเพราะเคยถูกทำร้ายมาก่อน ทำให้ข้ามีบุตรได้ยาก…”
“เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร!?” เหยียนหลิ่วผุดลุกขึ้น “เจ้าดู… ไม่เป็นอะไรเลย”
ภรรยาหลิวจงเซี่ยว จี๋เสียง และหรูอี้ที่อยู่ข้าง ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ต่างตกใจเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะภรรยาของหลิวจงเซี่ยว ซึ่งอดไม่ได้ที่จะลอบมองการแสดงออกของเหยียนซีอย่างเงียบ ๆ ใต้เท้ากำชับพวกนางว่าห้ามบอกใครเรื่องนี้ กระทั่งกับตัวฮูหยินเองไม่ใช่หรือ แม้จะมีการเชิญท่านหมอหลวงมาตรวจดูอาการ แต่ฝ่าบาทก็ยังทรงร่วมมือด้วยการพระราชทานให้ท่านหมอมาอย่างลับ ๆ และท่านก็ไม่ได้พูดอะไรกับฮูหยิน เช่นนั้นฮูหยินรู้ความจริงได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินยังมีอาการสงบนิ่งมากและไม่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้เลยหรือ?
เมื่อมองไปทางจี๋เสียงและหรูอี้ นางก็พบว่าหรูอี้เม้มปากแน่นแล้วส่ายหน้าไปมา มันเป็นการบอกว่านางไม่ได้พูดอะไรเลย แม้ใต้เท้าจะดูใจดีและอ่อนโยน แต่อย่างไรก็เป็นถึงอดีตเจ้าเมือง เมื่อใดที่ท่านดูเย็นชาและเคร่งขรึมจริงจังจะน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง จนไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนคำสั่งใต้เท้าหลิว
“ท่านหมอตรวจอาการดีแล้วหรือไม่ ไม่ได้เข้าใจผิดไปใช่รึเปล่า ไม่อย่างนั้นข้าจะลองออกไปตามหาท่านหมอคนอื่น ๆ มาลองรักษาเจ้า” เหยียนหลิ่วเต็มไปด้วยความกังวล
“ทุกอย่างไม่แน่นอน ท่านหมอบอกว่ายาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแค่อาจจะต้องรอเวลา ระดูของข้าคลาดเคลื่อนเล็กน้อย หากปรับให้กลับมาเป็นปกติได้ก็อาจจะดีขึ้น” เหยียนซีบอกเหยียนหลิ่ว “พี่สาว ข้าเคยสอบถามท่านหมอคนอื่น ๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้ทุกอย่างยังไม่มีอะไรร้ายแรง หากพบท่านหมอที่น่าเชื่อถือ ข้าจะเชิญท่านมาตรวจที่นี่”
อีกทั้งเธอยังใช้ข่าวสารจากโรงน้ำชาอวี่เซิ่นและขบวนการค้าทั้งหมด ในการตามหาท่านหมอที่มีชื่อเสียงหลายท่าน แต่ตอนนี้ตนอยู่ในเมืองหลวงแล้ว เธออาจจะต้องปล่อยข่าวว่าตนเองกำลังรักษาภาวะมีบุตรยากอยู่ เพื่อที่จะได้พาหลิวเหิงออกไปพบหมอได้อย่างแนบเนียน
เหยียนหลิ่วไม่กล้าละเลยเรื่องนี้เช่นกัน “หากเจ้าต้องเดินทางไปพบหมอที่อื่น ข้าจะไปกับเจ้าเอง และเราสามารถเดินทางไปพร้อมกับขบวนสินค้าของผู้เฒ่าหวูโถวเพื่อความปลอดภัยได้อีกด้วย”
เหยียนซีพยักหน้า และคิดว่าความจริงเธอต้องตามหาหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องการรักษาโรคบุรุษมากกว่า นั่นจึงทำให้ไม่สามารถพาเหยียนหลิ่วไปด้วยได้ “เอาเป็นว่าข้าจะลองดื่มยาตามที่หมอหลวงสั่งให้เสียก่อน และจะดูแลร่างกายให้ดีขึ้น”
นี่คือสิ่งที่พอจะทำได้ในเวลานี้ ซีเอ๋อร์กำลังเผชิญเรื่องยากลำบากครั้งใหญ่ แม้เหยียนหลิ่วจะยังดูปกติ แต่ภายในใจกลับเสียใจเป็นอย่างมาก
หลังจากพูดคุยกับเหยียนซีครู่หนึ่ง ดวงตาของนางก็แดงก่ำด้วยความเป็นห่วงและเอ่ยขอตัว “ข้ายังมีเรื่องต้องไปจัดการเล็กน้อย ขอตัวกลับก่อนนะ” จากนั้นนางก็รีบออกจากห้องไปที่เรือนด้านหน้าเพื่อตามหาหลิวเหิง “ซีเอ๋อร์บอกข้าว่านางมีบุตรยาก …เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้แล้วท่านคิดจะรับอนุเข้าบ้านหรือไม่”
สีหน้าของหลิวเหิงเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำพูดของเหยียนหลิ่ว เหยียนซีบอกว่านางมีบุตรยากอย่างนั้นหรือ “… นางว่าเช่นนั้นหรือ” นางรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร เขาเพิ่งส่งหมอหลวงกลับไป และได้รับคำชี้แนะจากท่านหมอมาแล้ว ตั้งแต่รู้เรื่องอาการของซีเอ๋อร์ หลิวเหิงก็พยายามตามหาสตรีที่มีความรู้ทางการแพทย์มา จากนั้นก็ส่งนางไปเรียนรู้วิชาในสำนักแพทย์เพื่อเป็นหมอหญิง ด้วยวางแผนว่าต่อไปจะให้นางรับหน้าที่ดูแลสุขภาพเหยียนซีอย่างลับ ๆ เพื่อที่หญิงสาวจะได้อยู่อย่างปลอดภัยจากคำนินทา แต่ซีเอ๋อร์รู้ความจริงตั้งแต่เมื่อไรกัน!?
เมื่อเห็นเขาเงียบ เหยียนหลิ่วจึงถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง “ใต้เท้า ท่านจะรับอนุเข้ามาหรือไม่” เมื่อคิดถึงเรื่องที่ซีเอ๋อร์พูดว่านางต้องการจะเคียงข้างอีกฝ่ายไปชั่วชีวิต เหยียนหลิ่วก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ยปากกับเขาอย่างหนักแน่นว่า “หากท่านต้องการจะมีอนุโดยที่ซีเอ๋อร์ไม่ยินยอม ข้ากับพี่ชายจะพาซีเอ๋อร์กลับจวนตระกูลเหยียน…”
“ข้าไม่มีทางรับอนุเพิ่มอย่างแน่นอน และซีเอ๋อร์จะต้องไม่ไปไหนเช่นกัน!” เมื่อหลิวเหิงฟังสิ่งที่เหยียนหลิ่วพูดแล้วก็เริ่มขุ่นเคืองใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่รู้ว่าซีเอ๋อร์ทราบเรื่องทั้งหมดได้อย่างไร และรีบปฏิเสธคำพูดของเหยียนหลิ่ว “นางเป็นภรรยาคนเดียวของข้า เราจะอยู่ด้วยกันเช่นนี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ และเมื่อข้าและนางจากไปแล้วก็ยังหวังว่าจะได้อยู่เคียงข้างในหลุมศพเดียวกัน ไม่ว่าเราจะมีทายาทด้วยกันหรือไม่ก็ตาม”
“เอาละ ข้าจดจำคำมั่นของท่านเอาไว้แล้ว พี่ชายและข้าเป็นครอบครัวของซีเอ๋อร์ พวกเราพร้อมจะปกป้องนางไปชั่วชีวิต หากมีคนมาทำให้น้องสาวของเราเสียใจ ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม เราจะไม่ยอมเด็ดขาด!” เหยียนหลิ่วจ้องตาหลิวเหิงและพูดกับเขาอย่างเคร่งขรึมจริงจัง ทันทีที่นางได้ยินเรื่องภาวะมีบุตรยากของเหยียนซี สิ่งแรกที่นางคิดได้คือเรื่องหย่าไม่สำคัญเลย นางและพี่ชายดูแลซีเอ๋อร์ได้อย่างแน่นอน แต่ตนก็เป็นห่วงว่าหลิวเหิงจะรับอนุเข้ามาในจวนเพื่อหวังจะมีทายาท ทำให้น้องสาวของนางต้องเจ็บช้ำน้ำใจหรือไม่เท่านั้น
หากภรรยาหลวงไม่สามารถมีบุตรได้ การแต่งอนุเข้ามาก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ มักจะทำกันทั่วไป แต่เหยียนหลิ่วรู้ดีว่าเหยียนซีหยิ่งในศักดิ์ศรี นางไม่มีทางยอมให้สามีรับอนุอย่างแน่นอน
ในฐานะที่เป็นครอบครัวเดียวกัน นางจึงได้พูดแทนน้องสาวให้หลิวเหิงเข้าใจในตอนนี้เลยว่าเขาไม่มีทางรับอนุเข้าบ้านได้หากซีเอ๋อร์ไม่ยินยอม
เหยียนหลิ่วรู้ดีว่าสิ่งที่นางขอนั้นฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ในเมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้แล้ว นางจะกดดันให้หลิวเหิงมอบคำมั่นเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร แม้ตนจะคิดว่านี่เป็นเรื่องระหว่างหลิวเหิงและซีเอ๋อร์ แต่เหยียนหลิ่วก็ไม่อาจยอมอยู่เฉยได้
“ไม่มีทางที่ข้าจะทำเช่นนั้น ข้าเองก็ไม่ต่างกับเจ้า ข้าต้องการที่จะดูแลซีเอ๋อร์ด้วยชีวิตเช่นกัน” หลิวเหิงกล่าวอย่างหนักแน่น
เหยียนหลิ่วพยักหน้ารับแล้วรีบออกไป นางต้องการบอกเรื่องนี้กับพี่ชาย จากนั้นก็จะไปตามหาว่าสามารถหาหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องโรคสตรีได้จากที่ใดบ้าง
หลิวเหิงไม่ได้คิดจะส่งคนออกไปตามสืบ และหันกลับเข้าไปที่เรือนด้านหลัง เขาไม่คิดว่าจะมีคนกล้าขัดคำสั่งของตนด้วยการบอกเรื่องนี้กับเหยียนซี แต่ก็ยังสงสัยว่านางทราบความจริงได้อย่างไร
หลังจากที่เหยียนซีเห็นเหยียนหลิ่วออกไปแล้ว เธอก็นั่งจิบชาอยู่ในห้อง แล้วหันไปเอ่ยกับภรรยาของหลิวจงเซี่ยว “ไปที่เรือนด้านหน้าและดูว่าท่านหมอได้เขียนใบสั่งยาให้ข้าและใต้เท้าหรือไม่ หากมีก็ให้คนไปซื้อและเตรียมยามาให้ทุกวันด้วย แต่ถ้าไม่มีของข้าก็ช่วยแจ้งท่านหมอให้สั่งยาให้ข้าด้วย” ตนไม่ชอบดื่มยาขม ๆ แต่หากหลิวเหิงต้องดื่มคนเดียวจะน่าสงสัยเกินไป พวกเราจำเป็นต้องดื่มร่วมกันทั้งคู่ เช่นนี้จึงจะเรียกว่าแบ่งปันทุกข์สุขร่วมกัน