ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 424 สวมบทบาทแม่สามี
บทที่ 424 สวมบทบาทแม่สามี
พี่น้องตระกูลฉินร้องไห้และพยายามปลอบประโลมกันและกัน เหยียนเฟิงยืนมองภาพนั้นด้วยความตกใจและถูกลืมไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อได้ยินว่าฉินซีฉือวางแผนจะไปทำงานเสมียน เขาก็อดที่จะเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ว่า “แต่การสอบครั้งนี้สำคัญมาก”
ฉินซีรั่วพยักหน้าแล้วเอ่ยอย่างแข็งขัน “ใช่แล้ว พี่ชาย ท่านพ่อของพวกเราหวังว่าท่านจะสอบผ่าน ดังนั้นข้าจะปล่อยให้ท่านถอดใจเพราะไม่มีเงินได้อย่างไร หากเราย้ายออกไปแล้วข้าจะรับจ้างซักผ้า แล้วก็จะทำยาจินชวงขายเพื่อหาเงินมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการสอบให้ท่านเอง”
เหยียนเฟิงไม่เคยกังวลเกี่ยวกับเรื่องการหาเลี้ยงชีพมาก่อน เขาเคยเป็นหน่วยกล้าตาย ตราบใดที่ทำตามคำสั่งของนายท่านก็จะมีกินมีใช้ ต่อมาตนก็มาติดตามเหยียนซี แม้จะต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ไม่เคยอดอยากและกังวลเรื่องการขาดเงินเลย
เมื่อชายหนุ่มได้ยินเรื่องที่สองพี่น้องฉินพูดคุยกันก็อ้าปากค้าง ก่อนจะเอ่ยปากออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าจะส่งพวกเจ้าไปยังอิงเฉิง” เมื่อทั้งสองได้พบซีเอ๋อร์แล้ว นางจะต้องช่วยหาทางออกให้สองพี่น้องได้อย่างแน่นอน
และหลังไตร่ตรองดูก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นทางออกที่เหมาะสมแล้ว “ใช่ ไปที่อิงเฉิงกันเถอะ” เขาหันกลับไปแล้วเอ่ยกับเสี่ยวเจี่ย “ไปตามเสมียนจากที่ว่าการมา”
“แม่ทัพเหยียน ต้องการพบเสมียนหรือขอรับ” ฉินซีฉือต้องการย้ายออกจากที่นี่ ดังนั้นเขาจึงต้องการพบเสมียนของที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้อีกฝ่ายออกหนังสือรับรองการโยกย้ายให้
เหยียนเฟิงมองรอบ ๆ บ้านแล้วเอ่ยขึ้น “ขายทั้งบ้านและที่ดินเสีย” พี่น้องตระกูลฉินกำลังจะย้ายที่อยู่ ดังนั้นทั้งบ้านและที่นาที่ได้รับตกทอดมาจากบิดาและมารดาก็ไม่ควรทิ้งเอาไว้ให้คนอื่นมาเอาเปรียบ หลังจากเขาอยู่กับเหยียนซีมานานก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย และเข้าใจด้วยว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นรายได้ได้
“ท่านแม่ทัพ… บ้านนี้เป็นบ้านที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้พวกเราขอรับ”
“เช่นนั้นก็ขายที่ดินทำกินเสีย”
“พี่ชาย ท่านแม่ทัพพูดถูกแล้วนะเจ้าคะ ขายที่นากันเถอะ พวกเราจะได้เอาเงินนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการสอบของท่าน หากทิ้งเอาไว้ไม่ยอมขาย หลังจากเราย้ายออกไป มันก็เทียบได้กับการยกทุกอย่างให้คนพวกนั้น” ฉินซีรั่วพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอีกคน
ฉินซีฉือมองน้องสาวด้วยความประหลาดใจ นางเสียสติไปแล้วหรือ? นางเห็นด้วยกับเรื่องที่แม่ทัพเหยียนเสนอมาจริง ๆ ใช่หรือไม่
เหยียนเฟิงมีความสุขมากและยิ้มอย่างพอใจให้กับฉินซีรั่ว “เก็บของแล้วไปจากที่นี่กันเถอะ”
“เอาละ ข้าจะไปเก็บของเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ฉินซีรั่วเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วลุกขึ้นไปจัดเก็บเสื้อผ้า หลังจากสองพี่น้องกลับมาถึงที่นี่ก็พบว่าสิ่งของที่อยู่ในบ้านถูกขโมยไป บ้านทั้งหลังว่างเปล่า แม้แต่หม้อ ไห กระทะก็ยังหายไป เหยียนซีมอบเสื้อผ้าให้นางสองสามชุด ทำให้หลังจากที่เหยียนเฟิงช่วยตนมาแล้วจึงยังพอมีเสื้อผ้าใส่อยู่บ้าง
ผ่านไปครู่หนึ่งฉินซีรั่วก็มีห่อผ้าสองใบและถุงใบเล็กอีกใบในมือ “หากฮูหยินไม่ได้ส่งคนมามอบเงินให้กับพวกเรา เกรงว่าข้ากับพี่ชายคงได้อยู่อย่างหิวโหยอย่างแน่นอน” นางมองถุงเงินใบเล็กในมือแล้วหันไปทางฉินซีฉือ ก่อนจะพยักหน้าให้กันและกัน แล้วเอากระเป๋าเงินส่งให้เหยียนเฟิง “ฮูหยินให้เงินพวกเรามากเกินไปเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพช่วยเอาเงินไปคืนฮูหยินแทนข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
เหยียนเฟิงมองเงินยี่สิบตำลึงที่เขาฝากให้คนนำมามอบให้นางแล้วส่ายหน้าไปมา “เงินที่มอบให้เจ้าแล้วก็ต้องเป็นของเจ้า”
เขาไม่คุ้นเคยกับการปฏิเสธผู้อื่น และคิดว่าฉินซีรั่วจะยืนกรานคืนเงินนั่นมาอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงรีบหันหลังกลับและเดินออกจากห้องนั้น
หลังจากนั้นเสี่ยวเจี่ยก็พาเสมียนจากที่ว่าการอำเภอมาถึงหน้าประตูบ้าน เหยียนเฟิงมองเจ้าหน้าที่ซึ่งอายุมากกว่าห้าสิบปีคนนั้นแล้วออกคำสั่งด้วยตนเอง “ขายที่ดินของครอบครัวนี้เสีย”
“ไม่ …ไม่ได้นะเจ้าคะ อย่าขาย!” เมื่อได้ยินสิ่งที่เหยียนเฟิงพูด ป้าฉินก็รีบตรงเข้ามาขวางด้วยความตกใจ ลูกชายของลุงฉินเองก็เข้ามา หลังสองพ่อลูกได้ยินคำพูดของเหยียนเฟิงก็กังวลมากจนความเกรงใจที่มีต่อเหยียนเฟิงลดลง เขาพลันตะโกนเสียงดัง “นี่เป็นที่ดินของตระกูลฉิน เราไม่มีทางยอมขาย!”
บุตรชายคนเล็กของลุงฉินไม่กล้าตะโกนใส่หน้าเหยียนเฟิง จึงหันไปตะคอกฉินซีรั่วที่อยู่ด้านหลังชายหนุ่มแทน “ฉินซีรั่ว! เจ้าถูกพวกเป่ยหมานพรากความบริสุทธิ์ไปแล้ว เจ้ายังมีหน้ามาทำให้ตระกูลฉินต้อง…”
เหยียนเฟิงเอื้อมมือไปคว้าคอบุตรชายคนเล็กของลุงฉินอย่างแน่นหนาราวกับแขนเป็นเหล็กกล้า
เมื่อทุกคนเห็นว่าชายฉกรรจ์อย่างบุตรชายคนเล็กของลุงฉินไม่อาจดิ้นหลุดจากมือเพียงข้างเดียวของเหยียนเฟิงก็หวาดกลัว ไม่ช้าดวงตาของเขาก็เริ่มเหลือกขึ้นบนเพราะหายใจไม่ออก ร่างกายพยายามดิ้นรนเหมือนปลาที่ถูกจับขึ้นบก
ลุงฉินและบุตรอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ เห็นว่าลูกชายคนเล็กถูกทำร้ายก็พยายามจะเข้ามาช่วยเหลือแม้จะกลัวแค่ไหนก็ตาม เขาและลูกคนโตพยายามจะดึงเหยียนเฟิงออกจากลูกคนเล็กด้วยแรงทั้งหมดที่มี
เหยียนเฟิงไม่แม้แต่จะหันไปมองก็ดันคนทั้งสองออกไปได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็โยนลูกคนเล็กตามออกไปด้วย
ทั้งสามกระเด็นลงไปกองกับพื้น พร้อมหอบหายใจจนแทบจะหมดแรง
ป้าฉินตรงเข้ามาหาลูกชายคนเล็กแล้วร้องไห้คร่ำครวญ เสมียนเองก็ตกใจเช่นกัน และลังเลว่าเรื่องนี้ต้องรายงานทางการหรือไม่
เสี่ยวเจี่ยเอาตราประจำตัวออกมาแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านผู้นี้คือท่านแม่ทัพของข้า!”
เจ้าหน้าที่เล็ก ๆ อย่างเขารู้จักเพียงนายอำเภอเท่านั้น เมื่อเห็นว่าเจ้าของตรานั้นตำแหน่งใหญ่กว่านายอำเภอจึงไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก และรีบทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
เมื่อชาวบ้านในหมู่บ้านจางซู่เห็นว่าเสมียนทำเช่นนั้นจึงพากันทำความเคารพตามไปด้วย ทุกคนเริ่มอยากออกไปจากตรงนี้ แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตจึงได้แต่อยู่อย่างเงียบ ๆ
หลังเห็นว่าเหยียนเฟิงเดินตรงเข้ามาลุงฉินก็ลุกขึ้น เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกนอกจากร้องขอความเมตตา “เอ่อ… คุณชายขอรับ ข้าน้อยเป็นเพียงชาวบ้านที่มีความรู้ตื้นเขินและไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจนไปล่วงเกินท่านเข้า ได้โปรดเถอะขอรับ อย่าทำอะไรข้าน้อยเลย”
“ขายที่นาได้แล้วใช่หรือไม่”
“ดะ… ได้…. ได้ขอรับ”
“เจ้าจะไม่เข้ามายุ่งด้วยจริง ๆ ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ ทั้งหมดนี้เป็นที่ดินของพวกเขา เป็นของพวกเขาขอรับ!” ตอนนี้ลุงฉินแน่ใจแล้วว่าชายผู้นี้มาเพื่อช่วยเหลือฉินซีฉือจริง ๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้หญิงเช่นฉินซีรั่วมีอะไรให้คนชั้นสูงเช่นนี้มาสนใจ เมื่อเขาเห็นแบบนี้แล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
แม้ครอบครัวของลุงฉินจะน่ารังเกียจ แต่ทุกคนก็ปลอดภัยดี เหยียนเฟิงไม่สามารถฆ่าใครได้และทำได้เพียงขู่ให้กลัวเท่านั้น
ฉินซีฉือเข้ามาบอกกับเสมียนว่าเขาวางแผนจะขายที่ดินทั้งหมดเพราะกำลังจะย้ายไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากสองพี่น้องกำลังจะไปแล้ว จึงได้ฝากเรื่องนี้ให้เสมียนเป็นผู้จัดการดูแล และไม่มีใครกล้าคัดค้านอีกต่อไป
ทันทีที่พี่น้องฉินจากไปพร้อมกับเหยียนเฟิง ชาวบ้านที่เหลือก็เริ่มล้อมวงพูดคุยกันทันที
เหยียนเฟิงพาทั้งสองกลับมาพร้อมกันและรู้สึกว่าไม่ว่าฉินซีฉือต้องการสอบขุนนางหรือตั้งถิ่นฐานใหม่กับฉินซีรั่ว เขาก็ยังทำเกินไปและยังหุนหันพลันแล่นจนเข้ามายุ่งเรื่องของสองพี่น้องตระกูลฉินเกินควร แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วจะให้เขาทำอย่างไรเล่า เดิมทีฉินซีรั่วต้องการจะไปหางานทำที่สำนักแพทย์ประจำชุมชน แต่เหยียนเฟิงก็ยังไม่กล้าให้นางไปโดยที่เหยียนซีไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากไม่รู้ว่าหญิงสาวจะถูกรังแกอีกหรือไม่
หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจส่งสองพี่น้องให้เดินทางไปยังอิงเฉิง
เหยียนซีมาพบสองพี่น้องตระกูลฉินที่ที่ว่าการเมืองอิงเฉิง หลังจากได้ยินจากคนที่มาส่งว่าเหยียนเฟิงไปรับตัวทั้งสองมาด้วยตนเองและให้พามาส่งถึงที่นี่ มันก็กลายเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก เมื่อเธอได้ยินว่าชายหนุ่มทำสิ่งใดบ้างที่หมู่บ้านจางซู่ หญิงสาวมองสองพี่น้องตระกูลฉินด้วยความกระตือรือร้น นี่เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่เหยียนเฟิงพาใครบางคนกลับมาที่จวน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากสี่คนในครอบครัวแล้วก็ไม่มีใครเคยเห็นเหยียนเฟิงสนใจคนอื่น ฉินซีรั่วได้รับความเป็นห่วงและความช่วยเหลือจากชายหนุ่มหลายครั้ง เห็นได้ชัดว่านางพิเศษสำหรับเขา
หากเหยียนเฟิงอยู่ที่นี่ด้วย เธออยากจะจับเขามาสอบสวนจริง ๆ แต่เพราะไม่ได้อยู่ที่นี่ เหยียนซีจึงได้แต่ระงับความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้และจัดที่อยู่อาศัยให้สองพี่น้องในห้องพักแขก
“ฮูหยิน เรามารบกวนฮูหยินอีกแล้วเจ้าค่ะ” เดิมฉินซีรั่วคิดว่าจะไม่ได้พบเหยียนซีอีกต่อไป แต่ไม่คาดว่าจะได้กลับมาสร้างปัญหาให้ฮูหยินหลิวจนวุ่นวายอีกครั้ง
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย หายากที่พี่ชายของข้าจะขอความช่วยเหลือ หากต้องการจะขอบคุณใครสักคนก็ควรจะขอบคุณเขา” เหยียนซียิ้ม เธอรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังสวมบทบาทเป็นแม่สามี ที่ได้พบว่าบุตรชายกำลังชอบพอกับหญิงสาวอย่างฉินซีรั่วซึ่งจะมาเป็นภรรยาของลูกชายในอนาคต
ฉินซีรั่วเขินอายเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเหยียนซี “ท่านแม่ทัพเหยียนเป็นคนดีมากเจ้าค่ะ”
“ถูกต้อง ต่อให้ข้าไม่ต้องบอกเจ้าก็คงจะรู้สึกเช่นกัน แม้พี่ชายของข้าจะดูเย็นชาอยู่เสมอ แต่เขาก็เป็นคนใบหน้าเย็นชาที่มีจิตใจอบอุ่น ความจริงแล้วเขาอ่อนโยนกว่าใครทั้งหมด…” เหยียนซีเอ่ยอย่างยกย่อง
เมื่อฉินซีรั่วได้ฟังก็พยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางรู้สึกว่าสิ่งที่ฮูหยินพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ท่านแม่ทัพเป็นคนดีมาก ทั้งสองนั่งชื่นชมเหยียนเฟิงอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน
หลังจากหลิวเหิงได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสองพี่น้องตระกูลฉิน แล้วก็คิดเรื่องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของสตรีคนอื่น ๆ ที่ถูกช่วยเหลือกลับมาเช่นกัน
ระหว่างที่กองทัพแคว้นเว่ยบุกเข้าไปในดินแดนของพวกเป่ยหมานที่อยู่ทางเหนือ ก็มีสตรีชาวเว่ยจำนวนมากที่ถูกช่วยกลับมา หากพวกนางถูกส่งกลับบ้านเกิดชีวิตหลังจากนี้คงยากลำบาก หลังจากที่ได้หารือกับรองเจ้าเมืองหวังแล้วจึงได้ก่อตั้งสำนักฉือโหย่วขึ้นในอำเภอต่าง ๆ ใกล้ชายแดน อย่างเช่นอำเภอซินเย่และซินเซียง เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าและสตรีที่ถูกลักพาตัวไปเหล่านี้ หากพวกนางต้องการแต่งงาน ทางการจะได้ช่วยเหลือดูแลความเหมาะสมให้ได้
พริบตาเดียวเดือนแปดก็มาถึง การสอบในฤดูใบไม้ร่วงก็ถูกจัดขึ้น การสอบในปีนี้ฉินซีฉือถือว่าโชคดีมาก เขาผ่านการสอบในฤดูใบไม้ร่วงครั้งนั้น
ต่อมาก็มีพระราชโองการจากจักรพรรดิ พระองค์พระราชทานให้รองเจ้าเมืองหวังเข้ารับตำแหน่งเจ้าเมืองเหลียวโจวต่อจากหลิวเหิง
รองเจ้าเมืองหวังดีใจจนแทบสิ้นสติ หากไม่ได้ทำงานภายใต้คำชี้แนะของหลิวเหิง ด้วยอายุที่ไม่น้อยแล้วของเขาทำให้ไม่คาดหวังว่าตนเองจะได้เลื่อนตำแหน่งอีกครั้ง และคงจะได้เสียชีวิตไปในตำแหน่งนี้ ความตื่นเต้นทำให้เขายากคำนับชายหนุ่ม
หลิวเหิงเองก็ยินดีกับรองเจ้าเมืองหวังด้วยเช่นกัน และกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เราทำงานร่วมกันมาเป็นเวลาสามปีกว่าแล้ว ท่านทุ่มเททำงานให้กับราษฎรอย่างขยันขันแข็ง ผลงานทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าท่านเป็นขุนนางที่มีความสามารถและเหมาะสมที่จะได้รับความดีความชอบ ขอให้ใต้เท้าหวังไม่ลืมเลือนความตั้งใจเดิมที่ต้องการจะทำงานเพื่อช่วยเหลือชาวเหลียวโจว และนำความรุ่งเรืองมาสู่เมืองนี้ด้วยความมุ่งมั่นต่อไป”
“แน่นอนขอรับ ข้าจะจดจำคำสอนของท่านเอาไว้อย่างแน่นอน” รองเจ้าเมืองหวังรับคำด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
พระราชโองการที่พระราชทานให้หลิวเหิงเดินทางเข้าไปรับตำแหน่งในกรมคลังก็มีผลแล้วเช่นกัน ตอนนี้เขาต้องย้ายกลับไปที่เมืองหลวงเพื่อรับตำแหน่งภายในเวลาที่กำหนด แต่ชายหนุ่มรู้สึกลังเลเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเรื่องที่จะต้องไปตามหาหมอมารักษาหลังจากไปถึงเมืองหลวง
เดิมทีเหยียนซีวางแผนจะเดินทางไปพร้อมกับเขา แต่เนื่องจากเธอยังต้องปักหลักดูแลโรงเลี้ยงม้าที่เหอถิง และฉินซีฉือต้องเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงหากสอบครั้งต่อไปผ่านพอดี ดังนั้นหญิงสาวจึงคุยกับหลิวเหิงว่าต้องการให้เขาเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ส่วนเธอตั้งใจจะรออยู่ที่นี่อีกสักหนึ่งเดือน และตามไปหาเขาอีกครั้งในเดือนเก้า
ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางตามแผนการของหลิวเหิง ในครั้งนี้เหยียนซีไม่ได้เดินทางไปพร้อมกับตน ดังนั้นเขาจึงสามารถไปที่เมืองหลวงเพื่อตามหาท่านหมอก่อนได้ ชายหนุ่มกลัวว่าเมื่อไปถึงที่นั่นแล้วเหยียนซีอยู่ด้วย นางจะคิดมากเกินไป ส่วนเขาเองก็ไม่รู้จะหาข้อแก้ตัวใดมาปิดบังความจริงอีก เมื่อเหยียนซีขอตามไปทีหลังขึ้นมา เขาจึงตอบตกลงในทันที และให้คนคอยอารักขานางอยู่ที่นี่ พร้อมเดินทางเข้าเมืองหลวงไปก่อนอย่างสบายใจ