ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 423 เก็บของแล้วไปกับข้า
บทที่ 423 เก็บของแล้วไปกับข้า
ป้าฉินเท้าเอวแล้วชี้ไปทางฉินซีรั่ว พร้อมกับดุด่าออกมา “บอกยังไม่ทันขาดคำเลยว่าเจ้ามันไร้ยางอาย ดูสิ! ผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนจะกล้าเปิดแขนขาให้คนเห็นตอนกลางวันแสก ๆ เจ้าสมควรจะ…”
คำว่า ‘ตาย’ เป็นคำสุดท้ายที่ยังไม่ทันได้เอ่ยออกมาจากปาก ทว่าจู่ ๆ ป้าฉินก็รู้สึกว่าแขนของนางเย็นวาบ จากนั้นทุกคนก็เห็นว่าแขนเสื้อของป้าฉินถูกฟันขาดจากตัวเสื้อ และปลิวตกไปอยู่บนพื้นไม่ต่างจากเศษผ้า
ทุกคนนิ่งค้าง ป้าฉินเป็นคนแรกที่สติคืนมา นางกรีดร้องเสียงดังและรีบเอามือข้างหนึ่งมาปิดแขนของตนเองเอาไว้
ทั้นใดนั้นเองก็มีเสียงเย็นชาจากด้านหลังเอ่ยขึ้นมา “เจ้าเองก็เป็นสตรีที่เปิดแขนแล้วเช่นกัน เจ้าสมควรลงนรกไปซะ”
“แกเป็นใคร ไอ้สารเลว! …เอ่อ คือ …ไว้ ไว้ชีวิต …ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! อย่าฆ่าข้าน้อยเลย!” เมื่อป้าฉินหันกลับไปมองก็พบว่ามีปลายดาบจ่ออยู่ที่คอของตนเอง นางตกใจจนเข่าทรุดลงกับพื้น ก่อนจะคลานถอยหลังไปหาลุงฉิน ทั้งร่างสั่นสะท้านไปหมด
อีกทั้งทุกคนยังเห็นคราบน้ำอยู่บนพื้นตามทางที่นางคลานไปอีกด้วย ท่าทางจะตกใจกลัวเป็นอย่างมาก
คนที่เห็นเหตุการณ์มองคนถือดาบด้วยความหวาดกลัว พวกเขาพากันหลบซ้ายขวา และแหวกทางให้อีกฝ่ายไปถึงหน้าประตูบ้านตระกูลฉิน
เหยียนเฟิงโกรธมาก ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกรธมากถึงเพียงนี้มานานแล้ว คนคนนี้ร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร นางรู้บ้างหรือไม่ว่าฉินซีรั่วต้องลำบากเพียงใดกว่าจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้ กล้าดีอย่างไรมาพูดจาพล่อย ๆ จนผลักให้นางไปตาย!
เขาไม่สนใจคนอื่นและก้าวไปหาลุงฉิน ก่อนจะหันปลายดาบไปที่แขนเสื้อซึ่งเปิดอยู่ของป้าฉิน แล้วสบถออกมาว่า “นางสมควรตายหรือไม่”
ทุกคนมองไปทางแขนที่อยู่นอกเสื้อผ้าของป้าฉิน แล้วก็เข้าใจว่าชายคนนี้กำลังพยายามต่อสู้เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับสองพี่น้อง เมื่อครู่ป้าฉินบอกว่าฉินซีรั่วสมควรตายเพราะเปิดแขนให้คนอื่นเห็น แต่ตอนนี้ป้าฉินไม่ได้เพียงเปิดแขนเสื้อเท่านั้น แต่แขนเสื้อของนางขาดไปจนถึงช่วงไหล่ เขากำลังถามว่านางก็สมควรตายเช่นกันหรือไม่
“คือ… ข้า… ข้า… ข้ายังไม่อยากตาย! อย่าฆ่าข้าเลยเจ้าค่ะ!” ป้าฉินคิดอะไรไม่ออก เมื่อเห็นปลายดาบส่องประกายตกกระทบเข้าที่ตาแล้ว นางก็คิดว่าจะต้องถูกฆ่าจริง ๆ ดังนั้นจึงตะโกนลั่นจนตัวสั่น นางดึงขากางเกงของสามีแล้วร้องเสียงดัง น้ำมูกน้ำตาไหลออกมาเต็มหน้าไปหมด
เหยียนเฟิงมองลุงฉินอีกครั้ง
ใบหน้าของเขามีรอยเหี่ยวย่นและท่าทางซื่อตรงเรียบง่ายแบบชาวนาทั่วไป ทว่ากลับมีดวงตาเจ้าเล่ห์ต่างจากรูปลักษณ์ที่เห็นไม่น้อย
ลุงฉินใจเย็นกว่าป้าฉิน เมื่อเขาเห็นว่าเหยียนเฟิงสวมเครื่องแบบจึงเอ่ยขึ้น “ทหารหนุ่มท่านนี้ คือว่า…” เขาอยากจะขอความเมตตา แต่ก็คิดคำพูดดี ๆ ไม่ออก เมื่อมีผู้สูงศักดิ์อยู่ตรงหน้าจึงทำได้เพียงคุกเข่าลงเท่านั้น
ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนรอบ ๆ ที่มามุงดูอยู่ทีละคน พวกเขาพากันตกใจมากจนต้องรีบคุกเข่าลงตาม ๆ กัน ด้วยกลัวว่าใครที่ยืนจะถูกดาบในมืออีกฝ่ายฟันเอาได้
สองพี่น้องฉินที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านมองเหยียนเฟิงที่อยู่ในอาภรณ์สีดำสนิทและถือดาบเอาไว้อย่างสง่างาม อีกฝ่ายคล้ายเป็นดั่งเทพสงครามก็ไม่ปาน
หญิงสาวรีบเรียกเขาทันที “ท่านแม่ทัพเหยียน!” แต่จู่ ๆ นางก็คิดถึงคำพูดของลุงกับป้าที่เพิ่งดุด่าและดูถูกตนเองขึ้นมา นางรู้สึกว่าตนช่างไร้เกียรติเกินกว่าจะพบหน้าเขา ดังนั้นจึงรีบหนีเข้าบ้านไป
“แม่นางฉิน!” เมื่อเห็นว่านางกำลังหันหลังหนี เหยียนเฟิงตะโกนเรียกเสียงดังโดยไม่รู้ตัว
ฉินซีรั่วรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
สองช่วงเวลาของชีวิตที่นางคิดว่าน่าอับอายที่สุดกลับต้องมีเหยียนเฟิงอยู่ด้วยทุกครั้ง ตอนที่นางคิดว่าตนเองจะต้องตายแน่ ๆ ก็พบเขายืนอยู่ตรงหน้าของตนเองเสมอ
เหยียนเฟิงกังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นว่านางหนีเข้าไปในบ้าน
จากนั้นฉินซีฉือก็เพิ่งรู้ตัวว่าแม่ทัพเหยียนมาหาเขาถึงบ้านจริง ๆ “ท่านแม่ทัพเหยียน เหตุใดจึงมาถึงที่นี่ได้ขอรับ”
“ข้า…” ชายหนุ่มอยากจะบอกว่าเขามาที่นี่เพื่อแจ้งข่าวเรื่องการสอบขุนนาง แต่เพราะความวุ่นวายตรงหน้าจึงโพล่งสิ่งที่อยู่ในใจออกมา “มาดูว่าพวกเจ้าเป็นอย่างไร”
ฉินซีฉือหันหลังให้เหยียนเฟิง “ท่านแม่ทัพเหยียน บ้านของพวกเราคับแคบมาก ต้องขออภัยด้วย เชิญท่านเข้ามาด้านในเพื่อดื่มชาสักถ้วยเถิดขอรับ”
เหยียนเฟิงยังไม่ขยับตัวไปไหน เขาหันไปมองผู้คนรอบ ๆ แล้วพูดกับฉินซีฉืออย่างเคร่งขรึมว่า “ไปกับข้า”
ฮะ?
ฉินซีฉือตะลึง แต่เหยียนเฟิงเดินผ่านเขาไป แล้วเข้าไปในห้องที่ฉินซีรั่วเดินเข้าไปก่อนหน้านี้ เมื่อเข้าไปในนั้นก็พบร่างบอบบางของหญิงสาวที่นั่งร้องไห้อยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งและไม่ได้เดินเข้าไปหานางทันที เพียงแค่ยกมือขึ้นเคาะกรอบประตูก่อนจะเอ่ยขึ้น “แม่นางฉิน เก็บข้าวของแล้วไปกับข้า”
เขาจะปล่อยให้นางอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร
สถานที่ที่มีแต่คนอันตรายเช่นนี้ไม่เหมาะสมจะให้นางอยู่เลย
ฉินซีรั่วร้องไห้อยู่ที่โต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงของเหยียนเฟิงก็เข้าใจว่าตัวเองหูฝาดไป จึงรีบเงยหน้ามองที่ประตู
ดวงตาและจมูกนางแดงก่ำจากการร้องไห้ ฉินซีรั่วมองหน้าอีกฝ่ายทั้งน้ำตา นางดูราวกับเป็นกระต่ายน้อยที่กำลังหวาดกลัวและทำอะไรไม่ถูก
เหยียนเฟิงคุ้นเคยกับการเห็นใบหน้ายิ้มแย้มอย่างสดใสของนาง ดังนั้นเขาจึงไม่ชินกับการเห็นหญิงสาวร้องไห้เลย ใจของชายหนุ่มหดหู่ลงเล็กน้อยและลดเสียงให้เบาลง พร้อมเพิ่มความอ่อนโยนขึ้น “มากับข้าเถอะ”
ฉินซีรั่วส่ายหน้าไปมา “ท่านแม่ทัพเหยียน ที่นี่คือบ้านของข้าเจ้าค่ะ” ไปกับเขาอย่างนั้นหรือ? นางเป็นเพียงสาวชาวนา เขาจะให้นางไปด้วยได้อย่างไร นางเกิดและโตที่หมู่บ้านจางซู่ ที่นี่คือบ้านของนาง
เหยียนเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปถามฉินซีฉือที่ยืนอยู่ด้านหลัง “หากไม่ยอมไปจากที่นี่นางอาจจะตายก็ได้ เจ้าจะยอมให้เป็นเช่นนั้นหรือ”
ฉินซีฉือเข้าใจว่าเหยียนเฟิงหมายความว่า หากเขาไม่ยอมพาน้องสาวย้ายออกไป นางจะต้องถูกกดดันให้ปลิดชีพตนเองในไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาดูถูก ไล่นางให้ไปตาย หรือไม่ก็บังคับให้แต่งงานกับใครสักคนอย่างไร้ความคิด ซึ่งนั่นนับว่าเลวร้ายยิ่งกว่าความตายเสียอีก เขาทนไม่ได้หากเรื่องเช่นนั้นจะเกิดขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์ในเวลานี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนได้แล้ว
สตรีห้าคนในหมู่บ้านซึ่งถูกลักพาตัวไปแล้วกลับมาที่นี่พร้อมกับซีรั่ว พวกนางปลิดชีพตนเองไปสองคนในช่วงไม่กี่วันหลังจากกลับมาถึง คนหนึ่งแขวนคอตาย อีกคนถูกพบร่างอยู่ที่หน้าบ้าน ส่วนอีกสองคนถูกครอบครัวขับไล่ไสส่ง จากนั้นทุกสายตาในหมู่บ้านจึงจับจ้องมาที่ฉินซีรั่ว หากนางไม่ได้หลบอยู่ในบ้านตลอดเวลาดังเช่นที่ผ่านมา ลุงฉินคงเข้ามาลากนางใส่กรงแล้วโยนลงน้ำไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่าน้องสาวเขาไม่ได้ทำอะไรผิด นางยังไม่ได้ถูกล่วงเกินเลยด้วยซ้ำ แต่คนเหล่านี้ก็ยังหาเรื่องนาง แท้จริงแล้วพวกเขาแค่พยายามจะกลบเกลื่อนความรู้สึกไร้ความสามารถของตนเองมากกว่า คนที่รอดชีวิตที่นี่ บางคนก็เป็นเช่นเขาที่หลบหนีออกไปเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายนั่นเกิดขึ้น ส่วนบางคนก็ซ่อนตัวอยู่ตามมุมมืดของบ้าน พร้อมมองคนในครอบครัวถูกพวกเป่ยหมานสังหารและลักพาตัวไปโดยไม่ได้ออกมาช่วยเหลือ
พวกเขาไม่อยากให้สตรีเหล่านี้มีชีวิตอยู่ เพราะทุกครั้งที่มองเห็นพวกนางก็จะทำให้รู้สึกราวกับว่า ความขี้ขลาดของตนเองที่ไม่ช่วยเหลือครอบครัวกลับมาทิ่มแทงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ลุงฉินและครอบครัวต้องการจะยึดบ้านหลังนี้ จึงยุยงคนในหมู่บ้านให้ร่วมกันกดดันสองพี่น้อง ด้วยหวังว่าสักวันทั้งคู่จะทนไม่ไหวอีกต่อไป
เดิมทีเขาเองก็ต้องการหาครอบครัวดี ๆ ให้น้องสาวแต่งออกไป แต่เมื่อนึกถึงคำพูดดูหมิ่นของแม่สื่อแล้วก็เริ่มกำหมัดแน่น เดินเข้ามาในห้อง “น้องสาว ข้าผิดเองที่ไร้ประโยชน์และไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ ทำอย่างที่ท่านแม่ทัพว่าเถอะ เราออกไปจากที่นี่กัน ต่อให้ต้องขอทานข้าก็จะหาเลี้ยงเจ้าให้ได้”
“พี่ชาย แต่ท่านต้องไปสอบนะเจ้าคะ” ตอนนี้เงินของพวกเขาหมดแล้ว หากออกจากบ้านไปดิ้นรนเอาตัวรอดข้างนอกนั่น พี่ชายของนางจะมีสมาธิเพียงพอในการเตรียมตัวสอบได้อย่างไร
“ข้าจะไม่ไปสอบแล้ว” ฉินซีฉือยิ้ม “เราออกไปจากที่นี่กันเถอะ เข้าไปในเมืองก็ได้ ข้าอาจจะหางานสอนหนังสือได้บ้าง ไม่อย่างนั้นก็ไปที่ชุมชนการค้า ที่นั่นน่าจะพอหางานเสมียนได้เช่นกัน”