ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 420 คำพูดไม่กี่ประโยค
บทที่ 420 คำพูดไม่กี่ประโยค
ชายวัยกลางคนสวมชุดผ้าไหมมันเงาดูคล้ายจะเป็นคหบดี ทว่าเมื่อได้ยินเหยียนซีเรียกว่าท่านแม่ทัพ เขาก็อ้าปากค้างและมีอาการสับสน
หญิงสาวจิบชาจากถ้วยชาที่จี๋เสียงเป็นคนรินให้เล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ทัพโปรดนั่งลงก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ชายคนนั้นไม่ได้เขินอายและรีบนั่งลงตามคำเชิญ “ข้าคือรองแม่ทัพสกุลฉู่ ท่านหญิงรู้ตัวตนของข้าได้อย่างไรกันขอรับ”
“การนั่งและท่วงท่าในการทักทายของรองแม่ทัพฉู่นั้นดูเป็นระเบียบ ร่างกายผึ่งผายดังขุนเขา เพียงมองก็รู้ว่าเป็นทหารเจ้าค่ะ” เมื่อเหยียนซีได้ยินว่าเขาเป็นคนสกุลฉู่ มันก็ทำให้เธอนึกถึงเรื่องที่นายอำเภอหนิวกล่าวว่าเขาเป็นคนมาจากทางใต้ และนึกถึงตระกูลหนึ่งขึ้นมาทันที เขาน่าจะเป็นตระกูลของพระมเหสีองค์ปัจจุบัน และไม่ว่าข้อสันนิษฐานนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ตนก็จำเป็นต้องผูกไมตรีกับอีกฝ่ายเอาไว้จะเป็นการดีที่สุด
ชายผู้นี้น่าจะเป็นญาติผู้พี่ของพระมเหสีจากตระกูลฉู่
ท่านลุงของเขาได้ออกคำสั่งให้รองแม่ทัพฉู่เดินทางจากทางใต้มาจนถึงชายแดนเหนือเพื่อสั่งซื้อม้า และตัวเขาเองก็ไม่น่าจะเต็มใจมาที่นี่เท่าไหร่นัก
พระมเหสีส่งข่าวไปที่ตระกูลของพระนางว่าหลิวเหิงและเหยียนซีเป็นคนที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานเป็นพิเศษ เมื่อหลิวเหิงเดินทางกลับไปยังเมืองหลวง เขาจะต้องเป็นคนที่จักรพรรดิไว้วางพระทัยอย่างมากอย่างแน่นอน พระนางอยู่ในวังหลวง ทำให้ไม่สามารถดูความเคลื่อนไหวของทั้งสองได้ ดังนั้นจึงต้องการให้ครอบครัวฝั่งบิดาส่งคนมาติดต่อทั้งคู่เอาไว้
แม่ทัพฉู่เป็นขุนนางฝ่ายกลาโหม เขาไม่ได้มีสัมพันธ์อันดีกับขุนนางฝ่ายพลเรือนที่อยู่ในหน่วยงานท้องถิ่น และไม่มีคนใกล้ชิดที่เดินทางมายังเหลียวโจวเพื่อพิทักษ์ชายแดนอีกด้วย หลังจากพยายามไตร่ตรองและคิดหาวิธีดูแล้วก็พบว่าฝ่าบาททรงส่งเสริมให้เหลียวโจวขายสินค้าพิเศษหลายอย่าง แต่กองทัพไม่มีสินค้าพิเศษใดซึ่งเป็นที่ต้องการนอกจากม้าเหล่านี้
ดังนั้นแม่ทัพฉู่จึงส่งหลานชายให้เดินทางมาที่เหลียวโจวเพื่อขอซื้อม้า ทุกคนรู้ดีว่าโรงม้าที่เหอถิงเป็นโรงม้าที่ท่านหญิงเหยียนเป็นเจ้าของ เมื่อตระกูลฉู่เป็นผู้นำคำสั่งซื้อมาก็เท่ากับเป็นการจ่ายเงินและมอบผลประโยชน์แก่ท่านหญิงเหยียน เมื่อได้ดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้าเช่นนี้ก็จะเป็นเรื่องง่ายที่จะสร้างไมตรีต่อกัน
ระหว่างที่ฉู่เว่ยกำลังเดินทางมาที่นี่ เขาก็ได้ทราบข่าวว่ากรมกลาโหมยกเลิกการสั่งซื้อม้าเพิ่มแล้ว มันทำให้ตระกูลฉู่ไปต่อไม่ถูก ดังนั้นทันทีที่เขามาถึงที่อำเภอเหอถิงก็ขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายสิ่งใด เพียงบอกกับนายอำเภอว่าต้องการพบท่านหญิงเหยียนเท่านั้น
ส่วนตัวแล้วเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้เลย ตระกูลฉู่เป็นตระกูลทหารซึ่งทำหน้าที่ปกป้องชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นมาหลายชั่วอายุคน เหตุใดจึงต้องมาพยายามผูกไมตรีกับเจ้าเมืองเช่นนี้ด้วย
ทว่าทันทีที่พบกัน เหยียนซีก็มองฐานะที่แท้จริงของเขาออกว่าเป็นทหารในกองทัพ สายตาอันเฉียบแหลมของนางทำให้ตนลดความรู้สึกปรามาสในตอนแรกลงไปมาก
“ท่านหญิงชมกันเกินไปแล้ว” อีกฝ่ายชมว่าท่าทางของตนเปรียบได้ดั่งขุนเขา ดังนั้นจึงต้องเอ่ยตอบอย่างถ่อมตน
“รองแม่ทัพฉู่เดินทางขึ้นมาจากทางใต้ หมายความว่าแม่ทัพพิทักษ์แดนใต้มีความสนใจที่จะซื้อม้าจากโรงม้าของข้างั้นหรือเจ้าคะ”
“ถูกต้อง ท่านหญิงเหยียนช่างหลักแหลมในการคาดเดาสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วจริง ๆ น่าชื่นชมยิ่งนัก” ตอนนี้ฉู่เว่ยรู้สึกประทับใจในตัวหญิงสาวแล้ว เขาพูดกับนางเพียงไม่กี่ประโยค แต่เหยียนซีก็เดาทุกอย่างออกได้อย่างแม่นยำ ด้วยความหลักแหลมเช่นนี้รองแม่ทัพฉู่ก็ชักอยากจะผูกมิตรกับอีกฝ่ายขึ้นมาจริง ๆ
เมื่อทั้งคู่เดินกลับไปยังเมืองหลวง หลิวเหิงที่เป็นขุนนางขั้นสาม ส่วนเหยียนซีซึ่งเป็นถึงท่านหญิงก็ไม่นับว่าเป็นสตรีต่ำศักดิ์ในเมืองหลวง หากผูกมิตรกับนางเอาไว้ พระมเหสีอาจจะได้พระสหายที่จะช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ได้อีกหนึ่งคน
พระมเหสีได้ทูลถามเรื่องต่าง ๆ มากมายจากฝ่าบาท และเข้าใจว่าพระองค์ทรงยกย่องสองสามีภรรยาคู่นี้มาก แม้แต่จี้หยกซึ่งเป็นของส่วนพระองค์มานานก็ยังพระราชทานให้คนทั้งสองไป อีกทั้งพระองค์ยังติดพระทัยในรสชาติอาหารจากเหลียวโจวที่ส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการมาก ยิ่งมองก็ยิ่งเข้าใจว่าเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเพียงใด
ฉู่เว่ยคิดในใจเช่นนั้น และเหยียนซีเองก็ราวกับอ่านใจอีกฝ่ายได้ เขาคงกำลังจะพยายามผูกมิตรกับเธอเพื่อผลประโยชน์ของพระมเหสีอยู่ใช่หรือไม่ ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะคิดเช่นนั้น ดังที่โบราณว่าไว้ ทำบุญแล้วไม่ขอพร สวรรค์ก็มองไม่เห็น ตระกูลฉู่เองก็คงต้องการแสดงออกให้ตนทราบเช่นกันว่าพวกเขามาซื้อม้าถึงเหอถิงด้วยเจตนาแฝงเช่นไร
เมื่อคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงจักรพรรดิและพระมเหสี จิตใจของเหยียนซีก็พลันเย็นเยียบขึ้นมา จากละครประวัติศาสตร์ที่เธอเคยดูในโทรทัศน์สมัยใหม่ การต่อสู้แย่งชิงในวังหลวงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พระมเหสีทุกพระองค์ที่มีพระโอรสล้วนไม่ต่างจากนักรบที่ต่อสู้เพื่ออำนาจในราชบัลลังก์ของบุตรตนเอง
“เนื่องจากแม่ทัพฉู่ถึงขั้นส่งรองแม่ทัพฉู่มาซื้อม้าถึงที่นี่ด้วยตนเอง นั่นหมายความว่ารองแม่ทัพฉู่เป็นคนที่มีความรู้เรื่องม้าเป็นอย่างดีใช่หรือไม่เจ้าคะ” เหยียนซีเอ่ยพลางลุกขึ้นอย่างไม่อยากจะพูดพร่ำทำเพลง “ข้ามาที่นี่เพื่อพูดคุยเรื่องการค้าขาย ส่วนรองแม่ทัพฉู่ก็มาถึงที่นี่เพื่อซื้อม้าจากข้า ข้าไม่สามารถรับเงินได้หากท่านยังไม่ได้เห็นม้าของพวกเรา รอให้ท่านได้ชมม้าจากที่นี่ดูก่อนเถอะเจ้าค่ะ หลังจากนั้นหากท่านชอบใจก็สามารถต่อรองราคากันได้ในภายหลัง ดีหรือไม่เจ้าคะ”
ในเมื่อเป็นการพบกันเพื่อเจรจาการค้า มันก็ย่อมต้องชัดเจนในเรื่องการค้าขาย และไม่มีเรื่องอื่นแอบแฝง
ฉู่เว่ยตะลึงไม่น้อย เขาเดินทางมาไกลและรออยู่นาน แต่เมื่อได้พบนาง ตนกลับได้รับโอกาสในการสนทนาเพียงเท่านี้อย่างนั้นหรือ
แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เหยียนซีพูดก็มีเหตุผล เขาไม่อาจหาสิ่งใดมารั้งนางเอาไว้ได้อีกต่อไป ประการแรก สถานะของนางนั้นถือว่าสูงส่งกว่าเขา ประการที่สอง นางปิดกั้นเรื่องอื่นด้วยการเสนอเรื่องค้าขายมาเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นตนจะกล้าเอ่ยสิ่งใดได้อีกเล่า
ตอนนี้เขามั่นใจได้แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรท่านหญิงเหยียนผู้นี้ก็ต้องเป็นยอดนักเจรจาทางการค้าอย่างแน่นอน เพียงเอ่ยปากสองประโยคก็สามารถพลิกสถานการณ์ทั้งหมดกลับมาอยู่ในมือของตนเองได้แล้ว แผนการทั้งหมดของเขา หรือแม้แต่ข้อต่อรองจากตระกูลฉู่ทั้งหมดอยู่ในกำมือของอีกฝ่ายแล้ว
นอกจากนี้นางยังระบุชัดเจนว่าหากตระกูลฉู่ต้องการซื้อม้าก็ต้องพูดคุยเรื่องม้าเท่านั้น ไม่มีเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นางทำการค้าก็เพื่อหาเงินและไม่มีนอกในใด ๆ ทั้งสิ้น
นับว่าเป็นโชคดีของเขา งานที่ท่านลุงมอบหมายตนมาในครั้งนี้ก็คือการมาซื้อม้ากลับไปด้วยจริง ๆ ไม่เพียงเพื่อพบตัวท่านหญิงเหยียนเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงไม่นับว่ามาเสียเที่ยวจนเกินไป “ในเมื่อท่านหญิงยินดีจะให้ข้าดูม้าก่อนตกลงสั่งซื้อ มันก็เป็นเรื่องที่ดีมากขอรับ”
เหยียนซีพยักหน้ารับ แต่แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติที่เธอจะไม่ใช่คนพาเขาไปดูม้าด้วยตนเอง หญิงสาวหันไปทางนายอำเภอหนิวแล้วเอ่ยขึ้น “นายอำเภอหนิว ท่านช่วยสละเวลาพารองแม่ทัพฉู่ไปดูม้าได้หรือไม่” จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับหลู่ฝู “หลู่ฝู เจ้าไปที่คอกม้า และบอกให้ทุกคนรู้ว่าแม่ทัพฉู่สามารถเลือกดูม้าทุกตัวในโรงเลี้ยงม้าแห่งนี้ได้”
แม้เธอจะมีโรงม้าอยู่หลายแห่ง แต่รองแม่ทัพฉู่จะถูกพาไปยังโรงเลี้ยงม้าเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ทว่าการที่ตนเอ่ยกับหลู่ฝูเช่นนั้น มันเป็นการทำให้คำพูดฟังดูใจกว้างและสวยหรูเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ หลู่ฝูเป็นคนมีไหวพริบ ดังนั้นจึงเข้าใจได้ในทันที เขารีบรับคำ และตอนนี้ความพอใจที่ฉู่เว่ยมีต่อเหยียนซีก็เพิ่มสูงขึ้นมาก
ผ่านไปสองวัน ฉู่เว่ยจ่ายเงินมัดจำค่าม้าและตกลงที่จะส่งคนมาขนม้า พร้อมชำระเงินส่วนที่เหลือหลังจากเขาเดินทางกลับไปทางใต้ จากนั้นเหยียนซีก็รับเงินมา เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนั้นนายอำเภอหนิวจึงเลี้ยงรับรองฉู่เว่ยด้วยอาหารและสุราอย่างดีก่อนจะส่งเขากลับไป
เมื่อเห็นตั๋วเงินในมือของเหยียนซี นายอำเภอหนิวก็ตาเป็นประกาย หญิงสาวไม่อาจต้านทานท่าทางที่เต็มไปด้วยความหวังของเขาได้ จึงมอบเงินปันผลตามที่สัญญาไว้แก่อำเภอเหอถิงก่อน
นายอำเภอหนิวรับตั๋วเงินมาแล้วรีบโค้งคำนับก่อนจะขอตัวออกไป และรีบวางแผนกับเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอว่าจะนำเงินไปทำสิ่งใดให้อำเภอเหอถิงบ้าง
เหยียนซีเดินทางกลับอิงเฉิง และเล่าเรื่องทั้งหมดที่รู้เกี่ยวกับตระกูลฉู่ให้หลิวเหิงฟัง “พี่เอ้อร์หลาง ข้าตกลงทำการค้ากับตระกูลฉู่ ท่านคิดว่าคราวนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก เจ้าไม่ได้บอกเองหรือว่าคุยกับเขาเพียงเรื่องการค้า พวกเขาต้องการที่จะซื้อม้า ทางเราก็จัดหาม้ามาให้ หากพวกเขาคิดว่านี่เป็นการตอบรับไมตรีจากเรา มันก็ดูจะมากเกินไปที่จะคิดเช่นนั้นหรือไม่” หลิวเหิงตอบอย่างไร้ซึ่งความกังวล “นอกจากนี้การมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลฉู่ก็นับว่าไม่เลวเลย ข้าต้องเข้าไปเป็นขุนนางในเมืองหลวง เรื่องเช่นนี้ย่อมต้องเกิดขึ้นในอนาคตอยู่แล้ว” แม้ใจจริงเขาจะไม่ได้ต้องฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่เมื่อไร้ทางหลีกเลี่ยงก็ต้องมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ดี
เหยียนซีรู้สึกโล่งอก ความหมายที่หลิวเหิงจะสื่อคือ ตนสามารถทำการค้าต่อไปได้และไม่ต้องกังวลอะไรมากมายนัก
ระหว่างที่หญิงสาวกำลังยุ่งอยู่กับการทำการค้า เหยียนเฟิงก็เริ่มออกไปไหนมาไหนได้มากขึ้นในชุมชนการค้าชายแดน บาดแผลของเขาเริ่มหายดี และไม่มีใครคอยบังคับให้ตนต้องนอนพักอีกต่อไป ชายหนุ่มไปที่ช่องเขาฮูเหล่าเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบที่ดำเนินอยู่ เขายังไม่ได้ทำอะไรมากมายนัก เพียงแค่พาทหารใต้บังคับบัญชาไปที่หมู่บ้านใกล้เคียงกับช่องเขาฮูเหล่าเพื่อตรวจสอบพื้นที่ต่าง ๆ
เมื่อเขาเดินทางไปยังชุมชนเล็ก ๆ ก็พบว่ามีประกาศติดเอาไว้ทั่วทุกพื้นที่ ตามที่หลิวเหิงได้เล่าเกี่ยวกับการสอบขุนนาง หลายคนมีสีหน้ายินดี สำหรับบัณฑิต การสอบแต่ละครั้งหมายถึงโอกาสที่จะเข้ารับราชการซึ่งอาจจะมีผลไปชั่วชีวิต และยังมีคนอีกมากที่รีบเดินทางกลับบ้าน เพื่อบอกข่าวนี้กับญาติหรือเพื่อนที่ยังต้องไว้ทุกข์แต่ต้องการเข้าสอบ
เหยียนเฟิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงพี่น้องตระกูลฉิน และสงสัยว่าทั้งสองทราบข่าวนี้แล้วเช่นกันหรือไม่