ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 419 เดินทางไปรับคำสั่งซื้อ
บทที่ 419 เดินทางไปรับคำสั่งซื้อ
เมื่อเหยียนซีคิดว่าฉินซีฉือจะต้องไว้ทุกข์ให้บิดามารดาแล้วก็พบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหลียวโจวถูกกบฏและข้าศึกศัตรูรุกรานจนเป็นปัญหาเสมอ เกรงว่าผู้คนมากกว่าครึ่งจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานกับการสูญเสียและยังต้องไว้ทุกข์อีกด้วย เช่นนั้นแล้วต่อให้มีการสอบในฤดูใบไม้ร่วง มันก็ใช่ว่าจะเหลือคนที่ไปสอบได้มากมายอะไร
หลิวเหิงพยักหน้า “นายอำเภอทั้งสิบเจ็ดอำเภอได้ไปสำรวจมาแล้ว มีคนเพียงไม่ถึงร้อยที่จะสามารถเข้าสอบในปีหน้าได้ เพราะคนอื่น ๆ ยังต้องไว้ทุกข์ให้กับคนในครอบครัวก่อน”
ทั้ง ๆ ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมีจำนวนผู้ที่ต้องการเข้าสอบอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อถึงเวลาเปิดสอบจริง ๆ จำนวนคนที่คาดการณ์เอาไว้กลับต้องลดลงไปอีก บางคนอายุมากเกินไปแล้ว ส่วนบางคนก็ติดปัญหาจนไม่อาจเดินทางไปได้อย่างกะทันหัน ท้ายที่สุดก็อาจจะเหลือคนจากเหลียวโจวไม่กี่สิบคนที่ได้เดินทางเข้าไปสอบในเมืองหลวง
“น้อยเพียงนั้นเชียวหรือ” เหยียนเฟิงประหลาดใจไม่น้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“เพราะอย่างนั้นใต้เท้าเสวี่ยเจิ้งประจำเหลียวโจวกับข้าจึงหารือกันและถวายฎีกา เพื่อขอให้ฝ่าบาทพระราชทานอนุญาตให้ชาวเหลียวโจวนับเดือนเป็นปีได้ โดยการให้ทุกคนไว้ทุกข์สามเดือนแทนสามปีเพื่อให้สามารถเข้าสอบคราวนี้ได้ทัน หากฝ่าบาททรงเมตตาให้ทำเช่นนั้นได้ ก็คงจะมีผู้เข้าสอบถึงร้อยคนที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวงในการสอบครั้งหน้า”
จะหนึ่งหรือสองร้อยก็ยังนับว่าน้อยไปอยู่ดีเมื่อมองว่าเหลียวโจวเป็นเมืองใหญ่ของทางเหนือ
แต่ถึงอย่างนั้นต้องมีขุนนางจากกรมพิธีการและฝ่ายตรวจการขัดขวางเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะมันเกี่ยวข้องกับตำแหน่งขุนนางทั้งหมด นี่นับว่าเป็นหมากทางการเมืองที่สำคัญไม่น้อย
เหยียนซีคิดว่าเรื่องนี้เป็นทางออกที่ดีสำหรับเหลียวโจวที่ต้องเผชิญกับศึกสงครามถึงสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน การมีบัณฑิตและขุนนางจากพื้นที่เข้าไปในราชสำนักได้มากขึ้นย่อมเป็นเรื่องดี
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฝ่าบาทก็พระราชทานพระราชโองการลงมายังเหลียวโจวอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าพระองค์ทรงอนุญาตให้ไว้ทุกข์สามเดือนได้ตามที่ถวายฎีกาไป
เนื่องจากได้รับพระราชทานพระอนุญาตแล้ว อีกทั้งเดือนห้าก็กำลังจะมาถึง หลิวเหิงจึงไม่สามารถเดินทางไปเยี่ยมชาวบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อีกต่อไป เขาต้องรีบกลับตัวเมืองอิงเฉิงเพื่อร่วมมือกับใต้เท้าเสวี่ยเจิ้งในการเตรียมส่งพระราชโองการไปยังทุกพื้นที่ในเมือง
ในเวลานี้เอง นายอำเภอเหอถิงก็มีความกังวลใจจนต้องขอเข้าพบเหยียนซีด้วยเช่นกัน
สงครามระหว่างแคว้นเว่ยและเป่ยหมานเป็นไปอย่างราบรื่น ฝ่ายเป่ยหมานต้องรับมือกับการโจมตีนอกชายแดนของทหารแคว้นเว่ยที่แข็งแกร่งจนไม่อาจต้านทาน การสังหารผู้นำเป่ยหมานของเหยียนเฟิงทำให้ขวัญกำลังกองทัพเป่ยหมานตกต่ำ ตอนนี้ทั้งกองทัพของแคว้นเว่ย กองทัพเป่ยหู และแม้แต่พวกเป่ยหรงก็ยังถือโอกาสนี้โจมตีเป่ยหมานเช่นเดียวกัน
ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้นำความยินดีมาสู่ทุกฝ่าย แต่นายอำเภอหนิวก็มีความสุขปนเศร้าใจเล็กน้อย
เพราะกรมกลาโหมต้องเตรียมการสำหรับทำสงคราม ดังนั้นพวกเขาจึงสั่งซื้อม้าชั้นดีจำนวนมากจากอำเภอเหอถิงเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ตอนนี้สงครามดำเนินไปอย่างราบรื่น กองทัพแคว้นเว่ยได้ม้าดี ๆ ไปใช้งานมากพอด้วยการยึดมาจากพวกเป่ยหมาน ทำให้กรมกลาโหมจึงไม่ต้องการสั่งม้าจากอำเภอเหอถิงอีก
แม้จะจ่ายเงินมัดจำมาก่อนแล้ว แต่พวกเขาก็ยังสามารถยกเลิกคำสั่งซื้อได้อยู่ดี
เหยียนซีเองก็เสียใจเช่นกันที่รู้เรื่องนี้ อีกทั้งนายอำเภอหนิวยังได้หารือกับเหยียนซีเรื่องที่จะฟ้องร้องกรมกลาโหมเนื่องจากละเมิดข้อตกลง แต่ไม่ว่าจะพยายามร้องเรียนไปที่ใดก็ไม่มีใครยอมรับคดีความนี้เลย เว้นแต่จะถวายฎีกาให้จักรพรรดิโดยตรง ทว่ามันก็ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะส่งไปถึงพระเนตรพระกรรณได้เช่นกัน น่ากลัวว่าถ้านายอำเภอหนิวกล้าเอาเรื่องม้าสองพันตัวไปกราบทูล หญิงสาวกังวลว่านอกจากจักรพรรดิจะไม่สนพระทัยแล้ว ตัวเขาเองจะถูกสั่งให้ออกจากตำแหน่งอีกด้วย
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากจนทำให้นายอำเภอหนิวกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนมุมปากเกิดแผลพุพองขึ้นสองจุดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ
และคราวนี้เขาก็กังวลมากขึ้นเมื่อผู้ซื้อรายใหญ่รายหนึ่งมาหาตนถึงโรงเลี้ยงม้า และกล่าวว่าต้องการพบเจ้าของโรงเลี้ยงแห่งนี้ซึ่งก็คือท่านหญิงเหยียน ดังนั้นเขาจึงรีบส่งข่าวมาหาหญิงสาวทราบ พร้อมขอให้นางสละเวลาไปพบผู้ซื้อที่อำเภอเหอถิงได้หรือไม่
เหยียนซีเองก็เป็นห่วงเรื่องการค้าของโรงเลี้ยงม้าเช่นเดียวกัน เพราะเธอลงทุนเกี่ยวกับการเลี้ยงม้ามากที่สุดในบรรดากิจการการค้าทั้งหมด ตอนนี้โรงเลี้ยงแกะทำกำไรได้แล้ว แต่โรงเลี้ยงม้ายังไม่มีกำไรเลย อีกทั้งยังขาดทุนอยู่นับหมื่นตำลึง หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปตนก็เริ่มคิดว่าจะต้องเชือดม้ามาทำอาหารขายดีหรือไม่
ไม่เพียงนายอำเภอหนิวเท่านั้นที่กังวล ว่ากันตามตรงแล้วเธอก็กังวลเรื่องนี้ไม่น้อยไปกว่าเขา หากตนไม่คิดเล็กคิดน้อย ยอมรับเงินช่วยเหลือจากทางการ และขอเงินช่วยเหลือจากราชสำนัก มันก็อาจจะมีเงินเพียงพอมาแก้ไขปัญหานี้หรือไม่
ทันทีที่ได้ยินว่ามีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามา เหยียนซีก็กระตือรือร้นมากที่จะออกไปพบลูกค้า แม้เหยียนเฟิงจะอยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ แต่ตอนนี้นับว่าเขายังอยู่ในหน้าที่ขุนนางฝ่ายทหาร ทำให้ไม่สามารถออกไปจากพื้นที่รอบ ๆ ช่องเขาฮูเหล่าได้หากไม่มีคำสั่ง
หลิวเหิงและเหยียนซีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาคนสองสามคนมาดูแลเหยียนเฟิง ส่วนทั้งสองก็แยกย้ายกันไปทำงาน
หญิงสาวรีบไปที่ว่าการอำเภอเหอถิงอย่างเร็วที่สุด ทันทีที่นายอำเภอหนิวเห็นว่าอีกฝ่ายมาถึงแล้ว เขาก็รีบจัดเครื่องแต่งกายในตำแหน่งของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะวิ่งตรงไปหาเหยียนซีตั้งแต่เธอยังไม่ทันลงจากรถม้าเสียด้วยซ้ำ “ฮูหยินมาแล้วหรือขอรับ พวกเขาว่าต้องการม้าชั้นดีพันตัว หากบรรลุข้อตกลงได้ พวกเขาจะสั่งซื้อม้าจำนวนมากในปีหน้า นับว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ขอรับ”
หากไม่ใช่เพราะมีม่านรถม้ากั้น น่ากลัวว่าน้ำลายของนายอำเภอหนิวจะกระเด็นใส่เธอได้แล้ว
ผู้ติดตามที่ดูแลรถม้าเหยียนซีรีบลงมาและขอให้นายอำเภอหนิวถอยออกมาก่อน เพื่อให้หญิงสาวลงจากรถได้อย่างสะดวก
“เป็นลูกค้าจากที่ใดกัน”
“ฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะมาจากทางใต้ขอรับ แต่ข้าเองก็ยังไม่ได้สอบถามรายละเอียด ฮูหยิน เขาต้องการม้าพันตัวในคราวเดียว และยังพร้อมจ่ายเงินมัดจำพันตำลึงแก่เราก่อน หากขายม้าพันตัวในราคาตัวละแปดสิบตำลึง มันก็จะได้เงินมากถึงแปดหมื่นตำลึง! ฮูหยิน! เงินถึงแปดหมื่นตำลึงสามารถนำมาปรับปรุงคอกม้า ซ่อมแซมถนนหลัก และทำแปลงปลูกหญ้า…”
เมื่อนายอำเภอหนิวคิดถึงเงินแปดหมื่นตำลึง ดวงตาของเขาก็เป็นประกายและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พร้อมรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เงินถึงแปดหมื่นตำลึง ไม่คาดจริง ๆ ว่าชีวิตนี้จะสามารถหาเงินได้มากถึงเพียงนั้นได้
เมื่อเหยียนซีได้เห็นท่าทางเช่นนั้นของนายอำเภอหนิว เธอก็รู้สึกขบขันเล็กน้อย นายอำเภอหนิวเก่งเรื่องการปกครองบ้านเมืองและดูแลผู้คน แต่เขากลับดูเป็นพ่อค้ามาก
ตอนที่จะเปิดโรงเลี้ยงม้าเขาก็กังวลเรื่องการลงทุนเกินตัวเป็นอย่างแรก และกลัวว่าหากฮูหยินไม่ได้กำไรแล้วไม่ต้องการจะลงทุนต่อไปพวกเขาจะทำอย่างไร ชาวเหอถิงจะยังมีหวังได้หรือไม่
ต่อมาเมื่อกรมกลาโหมสั่งซื้อม้าและต้องส่งม้าแปดสิบตัวต่อวัน เขาก็กังวลว่าม้าจะไม่เพียงพอกับคำสั่งซื้อ
แต่เมื่อกรมกลาโหมยกเลิกคำสั่งซื้อ เขาก็กังวลมากขึ้นอีก อีกทั้งโทษตัวเองและสาปส่งกรมกลาโหมว่าไม่น่าไปยอมทำการค้ากับพวกเขาตั้งแต่แรก
ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าจะมีลูกค้ารายใหญ่เข้ามา มันจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะดีใจมากถึงเพียงนั้น
“นายอำเภอหนิว ลูกค้าอยู่ที่ใดกัน”
“อยู่ในที่ว่าการอำเภอขอรับ ข้าให้ผู้ช่วยหยางต้อนรับอยู่ ฮูหยินไม่ต้องเป็นห่วง ข้าขอให้คนหาชาหอม ๆ และของว่างให้พวกเขาแล้วขอรับ” การที่นายอำเภอหนิวนำชาและขนมมาให้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแม้แต่เจ้าเมืองกับฮูหยินก็ยังได้รับเพียงชาและไม่มีของว่างให้ด้วยซ้ำ
เหยียนซีพยักหน้ารับและคิดอยู่ในใจว่า ลูกค้ารายนี้ต้องการพบตนโดยตรง ดังนั้นอีกฝ่ายน่าจะไม่ได้สนใจเรื่องม้า แต่ต้องการอะไรบางอย่างจากเธอมากกว่า
ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่รีบร้อนที่จะไปเข้าพบลูกค้าที่ว่า แต่กลับเข้าไปในที่พักชั้นในของที่ว่าการอำเภอเสียก่อน พร้อมขอใช้ห้องของนายอำเภอหนิวเพื่อจัดเตรียมเสื้อผ้าและทรงผมให้เรียบร้อย อีกทั้งยังเตรียมห้องโถงของที่ว่าการอำเภอให้เป็นห้องรับแขก
สถานที่ที่ดูดีที่สุดของที่ว่าการอำเภอเหอถิงก็คือโถงของที่ว่าการอำเภอ แม้นายอำเภอหนิวจะหาเงินได้มากขึ้นแล้ว แต่เขาก็ไม่อยากจะใช้เงินไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น เขานำเงินไปช่วยเหลือชาวบ้านและทำอย่างอื่นที่จำเป็นก่อน อีกทั้งยังไม่ทันซ่อมแซมที่ว่าการให้สวยงาม มีเพียงโถงของที่ว่าการเท่านั้นที่อยู่ในสภาพใช้การได้ดีและพร้อมที่จะรับแขก
โชคดีที่มีคนทำงานและมาติดต่อไม่มากนัก ไม่งั้นโถงของที่ว่าการอำเภอก็คงใช้งานไม่ได้เช่นกัน
ทันทีที่เหยียนซีเข้าไปในห้อง เธอก็พบว่ามีชายวัยกลางคนร่างผอมเพรียวนั่งอยู่ด้วยท่าทางสบายใจราวกับอยู่บ้านตนเอง
ผู้ช่วยหยางนั่งอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นนายอำเภอหนิวเดินเข้ามา เขาก็เอ่ยกับชายคนนั้นอย่างมีความสุขว่า “นายท่าน ท่านหญิงเหยียนมาถึงแล้วขอรับ”
เมื่อชายคนนั้นเห็นว่านายอำเภอหนิวเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่ง เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วคุกเข่าลงทักทายต่อหน้าเหยียนซี “ยินดีที่ได้พบท่านหญิงเหยียน”
ท่าทางเช่นนั้นไม่เรียกว่าการเคารพอย่างจริงใจ แต่เป็นการตั้งใจทำไปอย่างนั้น ซ้ำยังมีแววของความดูถูกอยู่อีกด้วย
เมื่อหญิงสาวมองรูปร่างและหน้าตาของชายผู้นั้นก็ยิ้มออกมาและพยักหน้ากับเขาเพื่อให้เขาลุกขึ้น จากนั้นก็เอ่ยต่อ “ท่านแม่ทัพนั่งลงก่อนเถอะ หากข้าเข้าใจไม่ผิด ท่านคือแม่ทัพใช่หรือไม่”