ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 417 นางเป็นคนดี
บทที่ 417 นางเป็นคนดี
ฉินซีรั่วเดินออกมาแล้ว แต่ก็ยังมองกลับไปถึงสามครั้ง
เมื่อเห็นอาการเช่นนั้นของน้องสาว ฉินซีฉือจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “น้องสาว เจ้ามีอะไรในใจเกี่ยวกับแม่ทัพเหยียนหรือไม่…” เขาควรทำอย่างไรหากน้องสาวมีใจให้กับแม่ทัพเหยียน แม้ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ทั้งหมด แต่อาการที่เห็นเวลานี้ก็ชัดเจนมากแล้ว
เมื่อฉินซีรั่วได้ยินสิ่งที่พี่ชายพูด มันก็ดูเหมือนว่าตัวนางเองก็เพิ่งจะค้นพบสาเหตุที่รู้สึกอึดอัดในใจมากถึงเพียงนี้เช่นกัน เป็นเพราะนางชอบพูดคุยกับแม่ทัพเหยียน จึงได้รู้สึกไม่อยากจากเขาไป …หรือว่ามีความรู้สึกอื่นแฝงอยู่ด้วยกันแน่
นับตั้งแต่วันที่เหยียนเฟิงนำกองกำลังไปช่วยเหลือทุกคนออกมาจากค่ายของเป่ยหมาน นางก็รู้สึกว่าเขาเป็นดังวีรบุรุษ
และเมื่อได้ยินที่เขากล่าวว่า ‘เป็นเราที่ปกป้องพวกเจ้าไม่ได้ ทุกอย่างเป็นความผิดของเราเอง’ หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกว่าแม่ทัพเหยียนเป็นคนดีมาก
เขาเป็นทั้งวีรบุรุษและผู้ชายที่ดีมากเช่นนี้ …มีหรือนางจะไม่ชอบเขา
เมื่อมาที่บ้านพักหลังนี้ นางก็รู้ว่าเหยียนเฟิงคือท่านแม่ทัพซึ่งเป็นพี่ชายของฮูหยินและยังเป็นบุตรบุญธรรมของท่านมหาราชครู นางเคยได้ยินผู้คนปรามาสว่าเขาเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง แต่นางกลับคิดว่าคนดี ๆ เช่นเขาก็สมควรแล้วที่จะได้รับสิ่งดี ๆ เช่นนี้
เขาเป็นคนสุขุมเยือกเย็นและสงวนคำพูด แต่ทุกครั้งที่นางเศร้าใจ เขาจะใช้คำพูดมาปลอบโยนเสมอ
แม้รู้ดีว่าคนเช่นเขาไม่ใช่บุรุษที่นางจะอาจเอื้อม แต่เมื่อคิดว่าจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วในอนาคต หญิงสาวก็พลันรู้สึกน้อยใจในโชคชะตา ดวงตาแดงขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อฉินซีฉือเห็นเช่นนั้นแล้วจะไม่เข้าใจได้อย่างไร “น้องสาว แม่ทัพเหยียนกับเรานั้นเป็นคนละชนชั้นกัน…”
“พี่ชาย ท่านหยุดพูดเถอะ ข้าเข้าใจเรื่องนั้นดี อีกอย่างที่ข้าพยายามทำทั้งหมดก็ไม่ได้หวังว่าจะเทียบชั้นกับท่านแม่ทัพเลย เพียงแค่อยากจะตอบแทนที่ท่านเคยช่วยชีวิตเอาไว้เท่านั้น มันเป็นการแสดงความกตัญญูจากข้า” ฉินซีรั่วยกมือขึ้นปาดน้ำตา “พี่ชาย เรากลับบ้านกันเถอะ ป้ายวิญญาณของท่านพ่อและท่านแม่เรายังไม่ได้ถูกตั้งเลย”
แม้จะพูดอย่างเฉยเมย แต่นางก็มีน้ำตาไหลอาบแก้มเป็นสาย การทำความเข้าใจเรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องยากเลย ทว่าที่ยากคือการควบคุมความรู้สึกในหัวใจมากกว่า
ฉินซีฉือเห็นน้ำตาบนใบหน้าน้องสาวไหลรินมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดนางก็หยุดเดินเพราะเริ่มมองทางไม่ชัดเจนจากม่านน้ำตาที่บดบัง ดังนั้นเขาจึงเอื้อมมือไปลูบหัวน้องสาวก่อนจะเดินไปข้างหน้าแล้วย่อตัวลงเอ่ยขึ้น “ไปเถอะ พี่ชายจะแบกเจ้ากลับบ้านเราเอง”
พี่ชายและน้องสาวพากันจากไป โดยที่ไม่ได้ทราบเลยว่ามีเหยียนเฟิงมองตามหลังไปด้วยแววตาซับซ้อนจากบริเวณประตูบ้าน
เขาจำได้ว่าหมู่บ้านที่สองพี่น้องอาศัยอยู่ถูกพวกเป่ยหมานปล้น และพ่อกับแม่ของทั้งสองก็เสียชีวิตด้วยน้ำมือของพวกเป่ยหมานเช่นกัน อีกทั้งครอบครัวยังต้องแยกจากกันช่วงหนึ่ง เมื่อฉินซีฉือถูกพาตัวกลับมาจากทุ่งหญ้านอกชายแดน จึงนับได้ว่าพวกเขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ชายหนุ่มอยากจะมอบเงินให้ทั้งคู่ แม้เหยียนเฟิงจะไม่ได้เป็นคนช่างพูด แต่เขามักจะติดตามเหยียนซีไปไหนมาไหนมานาน พร้อมรู้ว่าแผ่นดินนี้นั้นแสนยากลำบาก ผู้คนต้องการเงินเพื่อความอยู่รอด ทว่าตอนนี้ตนไม่ได้เตรียมเงินติดตัวเอาไว้เลย ดังนั้นจึงต้องไปตามหลิวจงเซี่ยวเพื่อเอาเงินมา
หากเขาขอให้คนเอาไปให้โดยที่ตนไม่ได้มอบให้อย่างเป็นทางการ มันก็ดูเหมือนจะเป็นการดูถูกมากเกินไป ดังนั้นเหยียนเฟิงจึงตามนางออกมาด้วยตนเอง
แต่ไม่คาดเลยว่าจะได้ยินบทสนทนาระหว่างพี่น้อง เขาไม่คิดมาก่อนว่าแม่นางฉินจะมีใจให้แก่ตน
ไม่แปลกที่เหยียนเฟิงจะรู้สึกสับสน เขาเป็นเพียงหน่วยกล้าตาย หลังจากเหยียนซีช่วยเหลือเขาออกมา ผู้หญิงเพียงคนเดียวนอกจากน้องสาวที่เขาพูดคุยด้วยมากที่สุดก็คือเหยียนซี หญิงสาวสดใสและมีชีวิตชีวา ส่วนเหยียนหลิ่วและเขามักจะเย็นชาเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ไม่คุ้นเคย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจึงไม่มีสตรีคนใดมาสนใจเขา และเมื่อนึกถึงวันที่มีสตรีคนหนึ่งมาคอยสนใจจู้จี้อยู่ข้างกาย …มันหมายถึงว่านางชอบพอในตัวเขาหรอกหรือ?
ถึงฉินซีรั่วไม่ได้หน้าตางดงามโดดเด่น แต่ก็มีบุคลิกสดใส มองโลกในแง่ดี และจิตใจแข็งแกร่ง เขาไม่ได้รังเกียจนางแม้แต่น้อย แต่คนที่เขาชอบคือเหยียนซี และดูเหมือนว่าแม้จะผ่านไปนานหลายปีก็ยังไม่เคยเปลี่ยน ตนแค่อยากอยู่ข้าง ๆ เพื่อคอยมองหญิงสาวและเหยียนหลิ่วมีความสุขกับชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้เท่านั้น
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วเหยียนเฟิงก็มองเงินในมือแล้วถอนหายใจออกมา เขากลับเข้าไปในบ้าน และขอให้หลิวจงเซี่ยวเอาเงินไปส่งให้บ้านตระกูลฉินในวันพรุ่งนี้ “บอกนางว่าฮูหยินมอบเงินนี้ให้ก็พอ”
หลิวจงเซี่ยวไม่กล้าอ้างชื่อฮูหยิน เมื่อเหยียนซีกลับมาที่บ้านเขาจึงเล่าทุกอย่างให้ฟังอย่างรวดเร็ว
“สองพี่น้องรีบกลับไปเร็วถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ข้าน้อยก็อยากจะให้พวกเขาอยู่รอฮูหยินกลับมาก่อนเช่นกันขอรับ แต่คุณชายฉินต้องการพาน้องสาวกลับบ้าน เพื่อตั้งป้ายรำลึกให้พ่อแม่อย่างเร็วที่สุด และคุณชายฉินก็บอกว่าที่อำเภอใกล้ ๆ กำลังทำทะเบียนประชากรของแต่ละครอบครัวที่ต้องการแบ่งที่ทำกินครั้งใหม่ เขากลัวว่าหากล่าช้าจะไม่ได้รับที่ดิน ดังนั้นจึงได้รีบออกเดินทางทันทีขอรับ”
สองพี่น้องดูเป็นคนดีมากจริง ๆ เธอคิดว่าฉินซีรั่วเข้มแข็งมาก ระหว่างที่สตรีคนอื่น ๆ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือมาจากค่ายเป่ยหมานกำลังร้องไห้คร่ำครวญ แต่นางกลับไม่ได้คิดจะละทิ้งชีวิตตนเอง และพยายามหาทางเอาตัวรอด สิ่งแรกที่อีกฝ่ายถามถึงคือครอบครัวตนเอง หลังจากได้ยินว่าบิดามารดาถูกสังหารไปแล้วและพี่ชายก็หายตัวไป หญิงสาวก็คิดอยากจะกลับหมู่บ้านไปตามหา
เมื่อมีจิตใจเข้มแข็ง ชีวิตก็จะเป็นอิสระ จากนั้นก็จะสามารถยืนหยัดเพื่อตนเองได้ไม่ว่าจะเผชิญกับสิ่งใด เหยียนซีทั้งชื่นชอบและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือคนที่มีความคิดเช่นนี้ เมื่อได้ยินว่าพี่ชายนางยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ยังคิดอยู่เลยว่าพี่ชายของฉินซีรั่วจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็เห็นชัดว่าพี่ชายที่ไม่ปฏิเสธน้องสาวที่ถูกช่วยออกมาเช่นเขาก็คงจะเป็นคนดีมากเช่นกัน
เมื่อคิดเช่นนี้เหยียนซีจึงไม่ติดใจเลยหากเหยียนเฟิงจะอ้างชื่อตนในการมอบเงินให้กับพี่น้องตระกูลฉิน เธอยอมให้หลิวจงเซี่ยวทำตามคำสั่งของเหยียนเฟิงได้
หลิวจงเซี่ยวรับคำ จากนั้นก็เอ่ยอย่างลังเลว่า “ฮูหยินขอรับ ระหว่างที่แม่นางฉินกลับไป นางร้องไห้เสียใจมาก เดิมท่านแม่ทัพต้องการนำเงินไปมอบให้นางด้วยตนเอง …แต่แล้วท่านก็เปลี่ยนใจ”
เหยียนเฟิงถือเงินไปถึงหน้าประตูแล้ว แต่ก็หันหลังกลับเข้ามาอีกครั้งอย่างนั้นหรือ? เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะเขาเห็นนางร้องไห้เสียใจมาก จึงไม่อยากจะรบกวนเวลาของพี่น้อง
หญิงสาวคิดจะถามเขาด้วยตนเอง แต่เมื่อเข้าไปในห้องพักก็พบว่าเหยียนเฟิงกำลังจ้องขวดยาด้วยสายตาว่างเปล่า ยาขวดนั้นคือยารักษาแผลจินชวงที่ฉินซีรั่วมอบให้เขา
ต้นไหวซู่ที่อยู่ข้าง ๆ กำลังออกดอกบานสะพรั่ง เมื่อถูกลมพัด กลีบดอกก็ปลิวไสว และร่วงลงมาอยู่บนตัวเขา แต่เจ้าตัวกลับไม่สังเกตเห็นเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งเหยียนซีเดินมาถึงตัว เหยียนเฟิงจึงเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“พี่ชาย หลิวจงเซี่ยวบอกว่าท่านต้องการใช้ชื่อข้าเพื่อมอบเงินให้แม่นางฉินงั้นหรือเจ้าคะ”
“ใช่ บ้านของพวกเขาถูกไฟไหม้ และคงจะมีชีวิตที่ยากลำบาก แม่นางฉินดูแลข้าเป็นอย่างดีมานาน…” เหยียนเฟิงอธิบายอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้เหยียนซีเอ่ยถามต่อ
เหยียนซีเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจและมองอาการประหลาดของอีกฝ่าย หากเขามอบเงินให้นางในนามของตน ชายหนุ่มก็เพียงต้องบอกว่าเหตุใดจึงต้องอ้างชื่อเธอมากกว่ามาอธิบายว่ามอบเงินให้นางเพราะเหตุใดไม่ใช่หรือ แต่เมื่อมองขวดกระเบื้องในมือเขาแล้ว หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วถามต่อ “พี่ชาย ท่านใส่ยาที่แผลแล้วหรือเจ้าคะ”
“แม่นางฉินช่วยใส่ยาให้ข้าก่อนที่นางจะกลับไป” เหยียนเฟิงเอาตำรับยาจินชวงที่ฉินซีรั่วเขียนให้ออกมา “นางทิ้งตำรับยานี่ไว้ให้ข้า แต่ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับมันดี ซีเอ๋อร์ ข้าควรส่งมันคืนให้นางหรือเก็บเอาไว้ดี”
คนที่เก็บงำคำพูดเสียยิ่งกว่าทองคำเช่นเขา จู่ ๆ ก็เอ่ยปากพูดอะไรออกมามากมายเช่นนี้ เหยียนซีนำกระดาษที่เขียนตำรับยาจินชวงขึ้นมาดู ท่านหมอบอกว่ายานี้เป็นตำรับที่สืบทอดในตระกูลฉินเท่านั้น มันต้องเป็นของสำคัญเท่าชีวิตอย่างแน่นอน แต่ฉินซีรั่วกลับมอบตำรับยาลับนี้ให้เขา มันนับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก
ด้วยการสังเกตอย่างละเอียด เหยียนซีก็เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างฉินซีรั่วและเหยียนเฟิงได้อย่างไม่ยากเย็น ความจริงแค่สั่งยาจากนางเอาไว้ก็ได้แล้ว หลังจากนั้นนางจะได้เอายามาส่งให้เขาอีก แต่การมอบตำรับยาไว้เช่นนี้ …มันเท่ากับนางตั้งใจว่าจะไม่กลับมาเจอเขาอีกอย่างงั้นหรือ?
“พี่ชาย ท่านคิดว่าแม่นางฉินเป็นอย่างไร” หากถามถึงเรื่องฐานะแล้ว ฉินซีรั่วไม่มีทางเทียบชั้นกับเหยียนเฟิงได้ แต่หากนางเป็นคนที่ทำให้ชายหนุ่มเอ่ยปากพูดอะไรมากมายออกมาได้ เช่นนั้นก็ควรจะให้ความสนใจนางเป็นพิเศษ เหยียนซีไม่ใช่คนโบราณที่มีอคติเรื่องชนชั้น ตราบใดที่อีกฝ่ายเป็นคนดีและเหยียนเฟิงชอบพอ มันก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่น
เมื่อเหยียนเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ตอบไปตามตรงว่า “นางเป็นคนดี”
“พี่ชาย ท่านไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว ท่านอย่าปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยออกไปเลย หากท่านเจอสตรีดี ๆ ที่ต้องใจเข้าสักคน ข้าและพี่สาวก็ยังรอเห็นท่านแต่งงานรับพี่สะใภ้เข้าบ้านอยู่นะเจ้าคะ”