ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 415 ผู้มีพระคุณ
บทที่ 415 ผู้มีพระคุณ
เหยียนเฟิงไม่คิดว่าฉินซีรั่วจะเป็นคนใจกล้าถึงขนาดนี้ นางไม่ได้มาเพื่อเอายามาให้อย่างนั้นหรือ? แค่วางยาเอาไว้แล้วจากไปไม่ได้หรืออย่างไร …เหตุใดต้องเปิดผ้าห่มของเขาออกด้วยเล่า
หลังจากที่เหยียนเฟิงได้สติ เขาก็พยายามจะยื่นมือมาดึงผ้าห่มกลับไปคลุมร่างของตนอีกครั้ง
มือของฉินซีรั่วยังคงวางอยู่ที่ไหล่ของเหยียนเฟิง เมื่อเขาพยายามจะดึงผ้าห่มคืน มือเล็ก ๆ ของนางก็เลื่อนไปที่คอแทน
เหยียนซีมองทั้งสองยื้อแย่งผ้าห่มกัน ชายหนุ่มกำผ้าห่มเอาไว้แน่นและมองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาระแวดระวัง ส่วนฝ่ายหญิงยืนอยู่ข้างเตียง พร้อมยื่นมือออกไปดึงผ้าห่มออก มันเป็นภาพที่ขัดแย้งกับภาพทั่วไปที่เคยเห็นว่าชายหนุ่มจะใจกล้าส่วนสตรีมักเขินอายได้อย่างน่าขัน ยิ่งเป็นเหยียนเฟิงกับซีรั่วด้วยแล้วจึงดูประหลาดตาเข้าไปอีก
ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าเหยียนเฟิงเป็นเสือยิ้มยาก แววตาเบิกกว้างและท่าทางตื่นตระหนกเช่นนั้นของชายหนุ่ม มันดูราวกับว่าเขาเป็นตัวอ้นที่ผุดขึ้นมาจากรู และท่าทางที่คล้ายอยากจะโวยวายเมื่อถูกรบกวนก็ดูน่ารักขึ้นมาเล็กน้อย
เหยียนซีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเมื่อมอง
เสียงหัวเราะนั้นทำให้เหยียนเฟิงและฉินซีรั่วได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เหยียนเฟิงดึงผ้าห่มกลับมาแล้วเอนหลังลงบนเตียงนอนทันที
ฉินซีรั่วเองก็ชักมือกลับมาพร้อมใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ข้าต้องการตรวจบาดแผลของท่านแม่ทัพเหยียน เพื่อที่จะได้ช่วยทำการรักษา… ใช่ คือ… ข้ารู้วิชาแพทย์เจ้าค่ะ” นางมองเหยียนเฟิงแล้วย้ำอีกครั้ง “ข้าเป็นหมอจริง ๆ นะ”
เมื่อเหยียนซีเห็นหญิงสาวกำลังจะร้องไห้ด้วยความเขินอาย จึงรีบเข้ามาช่วยเหลือทันที “พี่ชาย แม่นางฉินเป็นหมอจริง ๆ ที่นี่ยาจินชวงของตระกูลนางมีชื่อเสียงมาก ท่านยอมให้นางเปิดแผลแล้วช่วยรักษาให้เถอะ”
เด็กสาวผู้นี้หรือเป็นหมอหญิง? เหยียนเฟิงมองร่างบางตรงหน้า รูปร่างและหน้าตาของนางจัดว่าธรรมดาทั่วไป แต่สิ่งที่โดดเด่นกลับเป็นดวงตาที่สุกสว่างราวกับดวงดาวยามค่ำคืนคู่นั้น
เมื่อได้ยินเหยียนซียืนยันเช่นนั้น เขาจึงยอมลดมือจากผ้าห่มแล้วเอ่ยขึ้น “รบกวนท่านหมอฉินด้วย”
“ข้า… ข้ายังไม่สำเร็จวิชาแพทย์ทั้งหมดหรอกเจ้าค่ะ” ฉินซีรั่วอดเอ่ยอย่างขัดเขินเมื่อได้ยินเขาเรียกตนเองว่าหมอฉินไม่ได้ แต่ก็กลัวว่าเหยียนเฟิงจะไม่เชื่อถือ นางจึงเอ่ยต่ออย่างจริงจังว่า “แต่ข้าก็ได้เรียนรู้การรักษาผู้บาดเจ็บจากท่านพ่อมาแล้วมากมาย ข้าสามารถดูแลแผลของท่านได้เจ้าค่ะ”
“อืม แม่นางฉินช่วยดูแผลให้ข้าทีเถอะ”
สำหรับหมอที่ทำการรักษาคนไข้ มันไม่มีคำว่าสตรีหรือบุรุษ แม้เหยียนเฟิงจะยอมอ่อนลงและไม่คิดว่าเป็นเรื่องเสียหายที่จะให้ฉินซีรั่วเห็นตนไม่สวมเสื้อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเพราะเห็นว่าเหยียนซีอยู่ในห้อง
เหยียนซีเงยหน้าขึ้นมามองเป็นครั้งคราวโดยไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก เธอกังวลเกี่ยวกับบาดแผลของเหยียนเฟิงมาก แต่เมื่อเห็นว่าเขาเขินอายจึงไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้ ตนกลัวว่าความกล้าของตนเองจะทำให้ชายหนุ่มขาดใจตายเพราะความเขินอาย
ดังนั้นเธอจึงถอยหลังออกไปสองถึงสามก้าว และเว้นระยะห่างจากเตียงเล็กน้อย
ทันทีที่ฉินซีรั่วเห็นแผลแดงสดที่บาดลึกจนเห็นกระดูก ซึ่งพาดจากไหล่ไปถึงหน้าอกของเหยียนเฟิง นางก็เอาขวดกระเบื้องเคลือบที่มียาอยู่ด้านในออกมา จากนั้นก็เทยาใส่มืออย่างระมัดระวังและโรยลงบนแผล พร้อมพยายามเป่าเล็กน้อยเพื่อให้ยากระจายไปทั่ว ท่าทางของหญิงสาวราวกับกำลังช่วยให้ชายตรงหน้าคลายจากความเจ็บปวดจากการที่ตัวยาสัมผัสแผลสด
เหยียนเฟิงอึดอัดใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสมาหลายครั้ง ทว่าบางครั้งก็หายได้เองโดยไม่ได้ใช้ยา หรือไม่ก็รีบกินยาและใส่ยาอย่างรวดเร็ว ตนคิดเพียงว่าไม่ตายก็พอแล้ว อีกทั้งยังไม่ได้สนเรื่องความเจ็บปวดถึงเพียงนั้น
แต่ท่าทางการกระทำของฉินซีรั่วในยามนี้ มันทำให้เขาดูคล้ายกับเด็กเล็กที่จะร้องไห้งอแงหากหนักมือจนเกินไป
เมื่อฉินซีรั่วใส่ยาที่แผลเสร็จ นางก็เอาผ้าพันแผลสะอาดผืนใหม่ออกมาพันรอบไหล่และตัวของเหยียนเฟิงอย่างไม่ให้แน่นเกินไป “แม่ทัพเหยียน ยานี้เมื่อออกฤทธิ์จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย ท่านอาจจะต้องอดทนเสียหน่อย พรุ่งนี้ข้าจะมาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้อีกครั้งนะเจ้าคะ”
“ขอบคุณแม่นางฉินมาก… พรุ่งนี้เจ้าเอายามาส่งแล้วก็กลับไปได้เลย… ข้าจะให้ทหาร…” ตอนนี้เขามีทหารในบังคับบัญชาเป็นของตนเองแล้ว และรู้สึกแปลกที่ต้องให้สตรีมาทำแผลให้
“ข้าทำแผลให้ท่านเองดีกว่าเจ้าค่ะ อีกทั้งข้าก็มีหน้าที่ต้องคอยสังเกตอาการท่านด้วย หากแผลไม่ดีขึ้นจะได้เปลี่ยนยาที่รักษาได้ทัน” ฉินซีรั่วยืนกรานที่จะทำหน้าที่ทำแผลให้กับเหยียนเฟิงเอง จากนั้นก็ค่อย ๆ คลุมผ้าห่มให้เขาอย่างระมัดระวัง “ขอบคุณท่านแม่ทัพจริง ๆ นะเจ้าคะ”
นางขอบคุณเขาเรื่องอะไรงั้นหรือ? เหยียนเฟิงมองหญิงสาวอย่างสับสน
ฉินซีรั่วกระซิบเสียงเบา “ท่านแม่ทัพบุกเข้าไปช่วยพวกเราถึงบนภูเขาและฆ่าพวกเดรัจฉานเหล่านั้นแทนทุกคน” นางขบริมฝีปาก ดวงตาแดงก่ำแต่ไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมา “พวกมันสังหารท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชายของข้า ท่านแม่ทัพทั้งช่วยชีวิตของเราและล้างแค้นให้กับครอบครัวของข้าด้วยเจ้าค่ะ”
นางอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับทางหลักไปสู่ช่องเขาฮูเหล่า ท่านพ่อของนางสอบขุนนางไม่ผ่าน ดังนั้นจึงหันไปศึกษาตำราแพทย์และช่วยรักษาคนที่เจ็บป่วย และหลังจากยาจินชวงใช้ได้ผลดีมากเป็นพิเศษ มันก็ทำให้ครอบครัวนางกลายเป็นที่รู้จักในละแวกนี้
บ้านของฉินซีรั่วพอจะมีที่ดินทำกินอยู่บ้าง ส่วนบิดาก็มีรายได้จากการเป็นหมอ แม้จะไม่ได้ถึงกับมั่งคั่ง แต่ทุกคนในบ้านก็อยู่กันสบายและรักใคร่กันดี พวกเธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ส่วนพี่ชายของนางทั้งทำนาและศึกษาตำราไปด้วย เดิมทีเขาเองก็อยากจะไปสอบขุนนางในอีกสองปีข้างหน้าเช่นกัน แต่พวกเป่ยหมานกลับบุกเข้ามาในหมู่บ้านและสังหารทุกคนไม่เลือกหน้า อีกทั้งยังฉุดคร่าสตรีทุกคนที่ได้พบ
เมื่อถูกจับตัวได้นางก็ถูกเอาศีรษะโขกกับก้อนหินอย่างแรง แม้จะไม่ถึงตายแต่ศีรษะเต็มไปด้วยเลือด ซ้ำยังถูกลากให้เดินตามหลังม้าจนร่างเต็มไปด้วยโคลน พวกเป่ยหมานจับผู้หญิงทุกคนขึ้นไปขังไว้บนเขาและกระทำกับพวกนางไม่ต่างจากสัตว์ป่า พวกเขาคิดว่าฉินซีรั่วสภาพดูไม่ได้และใกล้ตายจึงจับไปโยนทิ้งไว้ ตอนนั้นเองที่นางรู้สึกว่าตนเองไม่มีทางหนีรอดไปได้และกำลังคิดจะปลิดชีพตัวเอง ตอนนั้นเองที่เหยียนเฟิงก็เข้ามาช่วยทุกคนเอาไว้
ฉินซีรั่วได้ยินจากคนในหมู่บ้านว่าสตรีที่ถูกฉุดคร่าไปแล้ว ต่อให้รอดชีวิตกลับมาได้ก็จะต้องถูกรังเกียจและดูถูกเหยียดหยาม นางเคยเห็นหนึ่งในผู้หญิงที่ได้รับการช่วยเหลือมาจากค่ายของเป่ยหมาน เมื่อกลับมาบ้านแล้วก็ถูกคนในครอบครัวพูดจาดูถูกและกดดันบอกให้นางตายไปเสีย
นางรู้สึกว่าตนเองสิ้นไร้หนทาง บิดาและมารดาเสียชีวิตด้วยกันทั้งคู่ ส่วนพี่ชายที่ออกไปทำนาวันนั้นหาตัวไม่พบ เขาเองก็คงจะไม่รอดเช่นกัน ตอนนี้นางตัวคนเดียวแล้ว ทั้งยังจะต้องมีคนมาดูถูกอีกอย่างนั้นหรือ?
ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนั้นเอง ฉินซีรั่วก็ได้ยินเสียงของชายผู้หนึ่งที่เอ่ยขึ้นมาว่า ‘เป็นเราที่ปกป้องพวกเจ้าไม่ได้ ทุกอย่างเป็นความผิดของพวกเราเอง’ มันทำให้นางอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่าชายที่พูดเช่นนี้เป็นใครกัน และได้เห็นว่าเขาเป็นแม่ทัพที่ดูอายุน้อยมากคนหนึ่ง
แม้จะยังไม่ได้ยินใครเรียกเขาว่าแม่ทัพ แต่นางก็รู้ได้ว่าเขาเป็นแม่ทัพ
แม่ทัพส่วนใหญ่มักจะมีท่าทางขึงขังและน่าเกรงขาม แม่ทัพที่ช่องเขาฮูเหล่าเองก็มีเสียงพูดหยาบกระด้างน่าเกรงกลัวเช่นกัน ทว่าแม่ทัพเหยียนผู้นี้เต็มไปด้วยรัศมีแห่งความอบอุ่นอ่อนโยน หากสวมเสื้อคลุมยาวก็คงไม่ต่างจากบัณฑิตหนุ่ม
เมื่อเหยียนเฟิงได้ยินนางเล่าว่าเคยถูกช่วยเหลือมาจากภูเขาก็นึกถึงกลุ่มสตรีที่ตนไปพบ …ปรากฏว่านางคือหนึ่งในนั้น หลังเห็นว่าหญิงสาวกำลังข่มกลั้นความเศร้าหมองเขาก็เอ่ยปลอบประโลมขึ้นมาอย่างแห้งแล้ง “มันผ่านไปแล้ว อย่าคิดถึงอีกเลย”
ฉินซีรั่วพยักหน้ารับอย่างช้า ๆ “ขอบคุณท่านแม่ทัพมากเจ้าค่ะ ฮูหยินส่งทุกคนกลับบ้านจนหมด ท่านเจ้าเมืองและฮูหยินช่วยพูดกับครอบครัวของทุกคน จนไม่มีใครกล้าบังคับและกดดันจิตใจพวกนางอีกต่อไป และฮูหยินยังบอกอีกว่าหากใครรู้สึกว่าไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิมได้ให้ไปหาท่าน ฮูหยินจะช่วยให้ทุกคนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ บ้านของข้าถูกไฟไหม้ ส่วนครอบครัวก็ตายจาก ฮูหยินเห็นว่าข้าพอจะมีความรู้ทางการแพทย์อยู่บ้าง ดังนั้นจึงได้ให้โอกาสมาช่วยเหลืองาน หากมีสตรีป่วยไข้จะได้ช่วยให้การรักษา”
เหยียนซีอยากจะหัวเราะ แต่ก็กลัวว่าทั้งสองจะเขินอายจึงได้เงียบเอาไว้ เมื่อเห็นว่าทั้งคู่นิ่งเงียบและไม่พูดต่อ เธอจึงให้คนไปเอายาต้มที่เตรียมไว้แล้วเข้ามา และให้เหยียนเฟิงดื่มมันเข้าไป “พี่ชาย แม่ทัพโจวกำลังนำคนยกทัพไปตามไล่ล่าพวกเป่ยหมาน ส่วนท่านก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีจะได้หายจากอาการบาดเจ็บไว ๆ”
ฝ่ายเป่ยหมาน หลังเสียผู้นำทัพไปอย่างกะทันหัน ตอนนี้จึงไร้ความมั่นคงไม่ต่างจากปราสาททรายที่ใกล้จะถล่ม ชาวเป่ยหูจึงรีบฉวยโอกาสนี้โจมตีรุกไล่ ฟางหมิงอี้และเหยียนหลิ่วเองก็ออกไปนอกชายแดนแล้วเช่นกัน
แม้เหยียนเฟิงจะต้องอยู่ที่นี่เพื่อพักฟื้นและไม่ได้ไปร่วมรบอีก แต่ด้วยผลงานของเขาที่เป็นที่ประจักษ์ จึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่าชายหนุ่มนำความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มาสู่กองทัพแคว้นเว่ย