ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 414 หญิงสาวใจกล้า
บทที่ 414 หญิงสาวใจกล้า
เมื่อพวกเป่ยหมานเห็นว่าเหยียนเฟิงกำลังยืนขึ้น แม้จะแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่สามารถต่อสู้ได้อีก ทว่าก็ไม่มีใครกล้าประมาท เพราะตลอดทางที่หนีมา ชายคนนี้สังหารคนไปเป็นจำนวนไม่น้อย ทหารเป่ยหมานค่อย ๆ ล้อมตัวชายหนุ่ม แล้วกระชับวงล้อมเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างกับการล่าสัตว์
ชายคนนี้สังหารท่านผู้นำ เขาจะต้องถูกจับไปแล่เนื้อมากินทั้งเป็น!
หลังเหยียนเฟิงกินเนื้อตากแห้งไปสองสามชิ้นก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย เขากำดาบในมือขวาแน่น ตอนนี้ไม่มีกำลังเหลือมากนัก ตนสามารถสู้ได้ทีละคนเท่านั้น
ชาวเป่ยหมานคำรามออกมาเป็นภาษาตนเองแล้วตรงเข้าไปโจมตีเหยียนเฟิง เขาไม่ได้หนีหรือหลบ พร้อมพยายามจะสังหารฝ่ายตรงข้ามด้วยการวาดดาบโจมตีอย่างสะเปะสะปะ
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีลูกธนูลอยแหวกอากาศเข้ามายิงที่อกของทหารชาวเป่ยหมานซึ่งอยู่ใกล้เหยียนเฟิงที่สุด ทหารคนนั้นมองลูกธนูด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะมองตรงไปข้างหน้า
มีเสียงเป่าปากดังมาจากทางตะวันตก กลุ่มคนเหล่านั้นตรงเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ทุกคนพบว่านั่นคือกองทัพเป่ยหู และมีซูเอ๋อร์จา เป็นผู้นำทัพด้วยตนเอง
ฟางหมิงอี้อยู่บนหลังม้าข้าง ๆ ซูเอ๋อร์จา เขาถือคบไฟที่ส่องสว่างสะท้อนพื้นหิมะขาว และเห็นใบหน้าของเหยียนเฟิงอย่างชัดเจน
“พี่ชาย!” ถัดจากฟางหมิงอี้ เหยียนหลิ่วที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นเหยียนเฟิงที่อยู่ตรงหน้าทันที นางรู้สึกว่าม้าที่ขี่อยู่วิ่งช้าเกินไป ดังนั้นจึงกระโดดลงจากหลังม้าและพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยตนเอง
เหยียนเฟิงคิดว่าตนเองเห็นภาพหลอน เขาหันหน้าไปทางร่างเล็ก ๆ ซึ่งเห็นเป็นเงาดำกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ ก่อนที่นางจะมาถึง มีดบินถูกขว้างออกมาสังหารชาวเป่ยหมานที่กำลังจะทำร้ายชายหนุ่มได้ทันเวลา
“เสี่ยวหลิ่ว” เหยียนเฟิงรู้สึกราวกับว่าตอนนี้เป็นความฝัน เหตุใดเสี่ยวหลิ่วจึงมาอยู่ที่นี่ได้
เหยียนหลิ่วรีบวิ่งมาหาเขาจากด้านข้าง นางเห็นบาดแผลลึกเข้ากระดูกที่ไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายแล้ว จึงรีบเข้ามาพยุงและถือดาบขึ้นมา “พี่ชาย ข้ามาหาท่านแล้ว”
ฟางหมิงอี้เองก็รีบวิ่งตรงมา เขาสะดุดล้มหลายครั้งในพื้นหิมะ แต่ก็มาถึงตัวเหยียนเฟิงในที่สุด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บก็รีบเอาเสื้อมาคลุมตัวให้ทันที
ขณะนี้เหยียนเฟิงอุ่นขึ้นแล้ว เขาขยับมือชี้ไปทางซ้าย “หานเลี่ย”
ฟางหมิงอี้และเหยียนหลิ่วเห็นศีรษะมนุษย์บนพื้น หญิงสาวเดินเข้าไปเอาหัวนั้นขึ้นมา ส่วนฟางหมิงอี้ตกใจจนผงะถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะถามว่า “นี่… นี่ใครกัน”
“หานเลี่ย… พี่ชายข้าบอกว่านี่คือศีรษะของหานเลี่ย” เหยียนหลิ่วตอบอย่างมีความสุข
เมื่อทหารม้าของเป่ยหูตามมาถึง ซูเอ๋อร์จาก็รีบลงจากม้าแล้วตรงเข้ามา หลังได้ยินเสียงของเหยียนหลิ่วก็มองเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยขึ้น “ผู้นำเป่ยหมานถูกสังหารแล้วจริง ๆ งั้นหรือ?” เขามองเหยียนเฟิงด้วยความยินดีปนประหลาดใจและตกใจ อารมณ์ต่าง ๆ แปรปรวนไปหมด
เหยียนเฟิงสั่นสะท้านไปทั้งตัว ฟางหมิงอี้เอาถุงน้ำขึ้นมาให้ชายหนุ่มจิบ และเอาถุงน้ำร้อนวางลงบนตัวทำให้เขาอบอุ่นขึ้นมา “เอากลับไปด้วย”
“นักรบผู้กล้า ท่านสังหารหานเลี่ยด้วยตัวเองคนเดียวอย่างนั้นหรือ” ซูเอ๋อร์จาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
เหยียนเฟิงพยักหน้าและมองฟางหมิงอี้อย่างสงสัย
“เขาคือนายน้อยซูเอ๋อร์จา เป็นชาวเป่ยหู เผ่าเอ๋อร์ฮั่น หลังจากที่ข้าและเสี่ยวหลิ่วเดินทางไปถึงค่ายของเป่ยหู เขาก็รับปากว่าจะส่งกองกำลังมาร่วมรบ ตอนนี้ข้าได้ยินมาว่าฝ่ายเป่ยหมานล่าถอยแล้ว และนายน้อยซูเอ๋อร์จาบอกว่าเป่ยหมานอาจถอยมาซุ่มอยู่ใกล้ ๆ นี้ ดังนั้นเราจึงนำกำลังออกมาสกัดกั้นจนได้มาพบท่าน” ฟางหมิงอี้บอกเล่าอย่างรวดเร็ว
ความจริงแล้วเขาและเหยียนหลิ่วเดินทางไปพบสถานที่อยู่อาศัยในฤดูหนาวของชาวเป่ยหูตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแล้ว และแจ้งซูเอ๋อร์จาให้นำกำลังมาเสริม และซูเอ๋อร์จาเองก็เต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่คนอื่น ๆ กลับลังเล พร้อมต้องการดูสถานการณ์ก่อน
ดังนั้นซูเอ๋อร์จาจึงต้องส่งคนไปสอดแนมดูลาดเลาที่ช่องเขาฮูเหล่า และได้รับข่าวดีกลับมาว่าเป่ยหมานเพลี่ยงพล้ำ พร้อมต้องล่าถอยหลังกำลังเสริมของแคว้นเว่ยมาถึง
พวกเขาต้องการใช้โอกาสที่ฝ่ายเป่ยหมานกำลังอ่อนแอยกทัพเข้ามาโจมตี
พวกเขาทั้งหมดเป็นชาวทุ่งหญ้าและรู้สภาพภูมิประเทศรอบ ๆ นี้ดีกว่าชาวแคว้นเว่ย หลังจากดูเส้นทางแล้ว ซูเอ๋อร์จาก็เดาได้อย่างรวดเร็วว่าเป่ยหมานจะต้องล่าถอยมาตั้งค่ายอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงได้ตั้งกองทหารเพื่อออกติดตามมา พวกเขาวางแผนที่จะโจมตีและปล้นสะดม แต่กลับเห็นว่าค่ายของอีกฝ่ายมีไฟลุกไหม้และควันลอยสูง พร้อมมีเสียงดังมาจากระยะไกล จึงคิดว่าฝ่ายเป่ยหมานอาจจะรู้ตัวแล้วว่าถูกตามมา
เมื่อเห็นว่าไฟไม่ได้รุนแรงมากนักจึงเพียงส่งคนเข้าไปสอดแนม และได้มาพบกับเหยียนเฟิง
เหยียนเฟิงถอนหายใจออกมา “โชคยังดีที่ไม่ต้องตายตอนนี้”
เหยียนหลิ่วต้องการจะพันแผลให้เขา แต่เมื่อเห็นว่าทั้งเลือดและเสื้อผ้าของเหยียนเฟิงถูกแช่แข็งติดกันไปหมด นางก็ไม่กล้าไม่ลงมือทำอะไรต่อ
ทันใดนั้นซูเอ๋อร์จาก็พูดอย่างกระตือรือร้น “พาเขากลับไปที่ค่าย เรามีพ่อหมออยู่ที่นั่น”
ชาวชนเผ่าตามทุ่งหญ้าอาศัยความรู้ของหมอผีประจำเผ่าในการรักษาอาการเจ็บป่วย ครั้งนี้ฟางหมิงอี้และเหยียนหลิ่วไม่ได้พาหมอเดินทางมาด้วย ดังนั้นอย่างน้อยมีพ่อหมอก็ดีกว่าไม่มีใครเลย เมื่อทั้งสองเห็นว่าทหารของเป่ยหูตรงไปไล่ล่าเป่ยหมานที่ค่ายแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้ตามอีกฝ่ายไปอีก ฟางหมิงอี้รีบพาเหยียนเฟิงขึ้นม้าและตรงไปที่ค่ายเป่ยหูอย่างรวดเร็ว
เหยียนเฟิงหมดสติไปเพราะความเจ็บปวดระหว่างที่หมอผีดึงเสื้อผ้าของเขาออกจากแผล
หลังเหยียนหลิ่วเห็นพี่ชายหมดสติไปแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หลับไม่รู้อะไรเลยดีกว่าทนเจ็บปวดอยู่เช่นก่อนหน้านี้
ห้าวันต่อมา ฟางหมิงอี้และเหยียนหลิ่วพาเหยียนเฟิงกลับไปยังช่องเขาฮูเหล่าและนำศีรษะของหานเลี่ยกลับไปด้วย
ชายหนุ่มถูกน้ำแข็งกัดไปทั้งมือและเท้า อีกทั้งยังเสียเลือดไปเป็นจำนวนมากและเกือบจะเสียแขนไป ทว่าเขาก็ยังรอดมาได้แม้จะยังมีอาการซีดเซียวอยู่ แต่เริ่มดีขึ้นหลังจากได้พักผ่อนแล้ว
โจวหงมองเหยียนเฟิงและสิ่งที่เขานำกลับมาด้วย ตนอยากจะก่นด่าสักสองสามครั้ง “เจ้าเด็กนี่!… เจ้า… เจ้าทำได้ดีมาก” แต่หลังจากที่อึกอักอยู่เป็นเวลานาน เขาก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมออกมา “ข้าคิดว่าจะต้องทำศึกอยู่ที่นี่เป็นปี ๆ แต่สุดท้ายแค่ปะทะกันเพียงครั้งเดียวทุกอย่างก็เรียบร้อย ฮ่า ๆ สวรรค์ประทานพรจริง ๆ เป็นเพราะบารมีของฝ่าบาทที่ช่วยปกป้องบ้านเมืองเราเอาไว้ ฮ่า ๆ”
ใครจะคาดว่าหลังจากสู้กันเพียงหนึ่งครั้งเป่ยหมานก็จะพ่ายแพ้ ผู้นำของฝ่ายตรงข้ามถูกสังหารแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะต้องต่อสู้กันอีกต่อไป
เขาหัวเราะต่อไปอีกสองสามครั้ง ก่อนจะมองหน้าเหยียนเฟิงและเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “แต่เจ้าก็นำกำลังออกไปโดยพลการและขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา หลังหายจากอาการบาดเจ็บแล้วเจ้าจะต้องถูกโบยสามสิบไม้”
เหยียนเฟิงยิ้มออกมา “น้อมรับคำสั่งขอรับ”
เมื่อเหยียนซีได้ยินเรื่องอาการบาดเจ็บของเหยียนเฟิง เธอก็ร้อนใจมากและรีบมาจากอิงเฉิงพร้อมหมอจากในเมือง หลังจากท่านหมอตรวจอาการอย่างระมัดระวังแล้วก็เอ่ยปลอบขึ้น “ไม่เป็นอะไรขอรับ กระดูกไม่ได้รับความเสียหาย เมื่อแผลสมานตัวก็จะหายดีเหมือนเดิม หากใช้ยาจินชวงนี้ใส่แผลก็จะหายดีอย่างแน่นอน ข้าจะให้คนเอายามาให้”
เหยียนเฟิงเปิดปากขึ้นและอยากเรียกเหยียนซีว่าคุณหนูอย่างไม่รู้ตัว หญิงสาวยิ้มให้ท่านหมอและส่งเขากลับไป จากนั้นจึงหันมาทางเหยียนเฟิงแล้วขมวดคิ้ว “เหตุใดท่านจึงตามเป่ยหมานไปเพียงลำพังเช่นนั้น”
“ท่านเป็นแม่ทัพ ไม่ใช่มือสังหาร แม่ทัพควรนำทัพไปออกรบ กล้าดีอย่างไรออกไปลงมือเองเพียงคนเดียว ครั้งนี้ท่านโชคดีที่รอดมาได้ แล้วคราวหน้าเล่า? จะต้องให้ข้าบอกอีกกี่ครั้งว่าข้าอยากเห็นท่านพี่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพื่อตนเอง!”
เหยียนเฟิงฟังคำบ่นของเหยียนซีแล้วหลุบตาลงต่ำและไม่กล้าโต้แย้ง ขณะที่หญิงสาวยังคงดุด่าก็มีเสียงเบา ๆ ดังขึ้นที่ประตู “เอ่อ… ฮูหยินเจ้าคะ ข้าน้อยมาช่วยใส่ยาให้คุณชายเหยียนเจ้าค่ะ”
เหยียนซีถูกขัดจังหวะการบ่น แต่เมื่อเห็นหญิงสาวที่เข้ามาก็ยิ้มอย่างรวดเร็ว “ซีรั่ว เจ้ามาช่วยพี่ชายข้าที เขาถูกหิมะกัดมือและเท้าไปหมด ไม่รู้ว่าจะเน่าหรือไม่”
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ นี่คือยาทาแผลจินชวงที่สืบทอดมาจากตระกูลของข้าเอง มันช่วยสมานแผลได้ดี ข้าจะช่วยเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เอง…” หญิงสาวที่ชื่อซีรั่วกล่าวและกำลังจะช่วยดูแผลที่ไหล่ของเหยียนเฟิง
เหยียนเฟิงตกใจจนถดตัวไปที่เตียง เขาไม่ได้สวมเสื้อผ้า มันไม่เหมาะสมเท่าไหร่หากจะปล่อยให้นางเปิดผ้าห่มแล้วมาทำแผล “ไม่จำเป็น…” ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยปฏิเสธจบ นางก็คว้าตัวเขาเข้ามา เหยียนเฟิงรีบดึงผ้าห่มมาคลุมตัวพลางร้องเสียงเบา แต่หญิงสาวกลับดึงผ้าห่มออกมาอีกครั้งพร้อมเปิดผ้าพันแผล
มือเล็ก ๆ ของนางรวดเร็วมากจนเหยียนเฟิงตะลึง …และแทบไม่ทันรู้ตัวว่าถูกเปิดเผยเนื้อหนังต่อหน้าสตรีเสียแล้ว