ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 413 แม้สิ้นชีพก็ยังต้องยืนหยัด
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 413 แม้สิ้นชีพก็ยังต้องยืนหยัด
บทที่ 413 แม้สิ้นชีพก็ยังต้องยืนหยัด
เพื่อไม่ให้ตนเองดึงดูดความสนใจจากคนอื่น ๆ และง่ายต่อการลักลอบเข้าไปในกระโจมหลัก เหยียนเฟิงจึงซ่อนดาบและสิ่งของต่าง ๆ ไว้ที่อื่น ชายหนุ่มพกเพียงมีดสั้นไว้กับตัว เขารีบเอามีดสั้นออกมารับแรงปะทะจากดาบของหานเลี่ยจนเกิดเสียงดัง ‘เคร้ง!’
หานเลี่ยไม่คาดว่าจะมีศัตรูบุกมาถึงกระโจมเช่นนี้ได้ทั้ง ๆ ที่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนาแล้ว
แม้จะเห็นว่าชายตรงหน้าแต่งกายด้วยชุดของเป่ยหมาน แต่เมื่อมองใบหน้าก็บอกได้ทันทีว่าเป็นคนแคว้นเว่ย
เขาคำรามเสียงต่ำ “มือสังหารจากแคว้นเว่ย!” จากนั้นก็หลบการโจมตีจากมีดสั้นของเหยียนเฟิง แล้วหันกลับมาโยนของรอบ ๆ ใส่ชายหนุ่มพลางหาที่หลบ
ด้วยการปะทะเพียงครั้งเดียว หานเลี่ยก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองไม่สามารถรับมือฝ่ายตรงข้ามได้ เหยียนเฟิงยืนขวางทางเข้าออก ทำให้หานเลี่ยทำได้เพียงพยายามยื้อเวลาหาทางหลบจนกว่าทหารของตนจะเข้ามาช่วยเหลือ
ชายหนุ่มโยนคบไฟลงที่พื้น เพลิงลุกไหม้ที่ทางเข้า ก่อนจะลามไปถูกไม้และผ้าขนสัตว์ของกระโจมหลังนี้
เมื่อเห็นว่าเปลวไฟกำลังลุกลามไปทั่วกระโจมพร้อมกับควันที่ลอยโขมง หานเลี่ยก็สำลักควันไฟสองสามครั้งและเอ่ยอย่างกังวล “ไฟไหม้เช่นนี้ เจ้าเองก็จะหนีไม่รอดเช่นกัน” เขาตะโกนเป็นภาษาเป่ยหมาน เมื่อเห็นว่าเหยียนเฟิงไม่ตอบสนองก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจสิ่งที่ตนพูดเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นภาษาแคว้นเว่ย “นี่ เอาทองไป” เขาดึงทองคำที่ห้อยอยู่บนเอวออกมาแล้วโยนให้อีกฝ่าย
ทว่าเหยียนเฟิงก็ยังคงนิ่งเงียบไร้การตอบสนองราวกับไม่ได้ยินอะไร เขายกมีดขึ้น พร้อมหมายตาไปที่คอ หน้าอก และอวัยวะสำคัญของผู้นำแห่งเป่ยหมาน
หากไม่สามารถสังหารหานเลี่ยได้ในคราวนี้ อีกฝ่ายคงจะหนีเข้าไปในส่วนลึกของทุ่งหญ้าและตามไปจัดการได้ยาก ดังนั้นตนต้องฆ่าอีกฝ่ายให้ได้ในครั้งนี้
จะทลายรังโจรก็ต้องเลือกจับหัวหน้า โจวหงเคยบอกเขาเช่นนี้เมื่อมาพูดคุยวางแผนการรบด้วยกัน
เป่ยหมานเป็นกลุ่มที่รวมตัวขึ้นจากชนเผ่าต่าง ๆ หลายกลุ่ม และมีหานเลี่ยเป็นผู้นำของเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในเป่ยหมาน นอกจากนี้บิดาของอีกฝ่ายก็ยังเป็นยอดนักรบที่กล้าหาญซึ่งเอาชนะเผ่าอื่น ๆ จนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำของเป่ยหมาน หลังจากที่หานเลี่ยสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาทุกเผ่าก็ยังเชื่อฟังอยู่ใต้อาณัติ เพราะเขามีทั้งเงิน อาหาร และกำลังคนที่มากเพียงพอ
แต่หานเลี่ยก็ยังไม่มีผู้สืบทอดที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เขามีบุตรชายที่เกิดจากหญิงต่างเผ่าหลายคน พวกเขาทุกคนล้วนจ้องจะสืบอำนาจต่อจากหานเลี่ย และไม่มีทางรอยกันได้ง่าย ๆ หากสังหารหานเลี่ยสำเร็จ เป่ยหมานจะเข้าสู่ความวุ่นวายจากการแย่งชิงอำนาจของผู้นำคนใหม่ และความแน่นแฟ้นของกองทัพจะต้องแตกหักอย่างแน่นอน
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนั้น แม้แต่เป่ยหูกับเป่ยหรงเองก็จะต้องเข้าร่วมการแข่งขันในสนามแห่งอำนาจเหนือทุ่งหญ้านี้ด้วยอย่างแน่นอน
สำหรับแคว้นเว่ยแล้ว ตราบใดที่ชนเผ่าต่าง ๆ ในทุ่งหญ้ายังคงทะเลาะกันสู้รบกันเองและไร้ความสงบมากเท่าไหร่ ชายแดนแคว้นเว่ยก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
แม้เป่ยหมานจะพ่ายแพ้ แต่เนื่องจากตัดสินใจถอยทัพอย่างรวดเร็ว คนที่ตายส่วนใหญ่จึงเป็นคนชรา สตรี และเด็ก ทว่าชายหนุ่มที่แข็งแกร่งยังมีอยู่ หลังจากที่ได้พักตั้งหลักแล้ว พวกเขาก็สามารถรวบรวมไพร่พลกลับมาที่ช่องเขาฮูเหล่าได้อีกครั้ง
เหยียนเฟิงติดตามหานเลี่ยมาเป็นเวลาหนึ่งวันกว่าจะเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่เพียงลำพัง ชายหนุ่มพบว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดซึ่งไม่สามารถพลาดได้ เขาไม่สนใจสถานการณ์ความเป็นไปรอบ ๆ เลยแม้แต่น้อย พร้อมตรงเข้าหาหานเลี่ยเพียงผู้เดียวเท่านั้น
องครักษ์ที่อยู่นอกกระโจมเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หลังจากเห็นว่ามีไฟไหม้ก็รีบตะโกนให้คนช่วยกันดับ และรีบวิ่งไปที่กระโจมอย่างรวดเร็ว
หานเลี่ยหลบคมดาบของเหยียนเฟิงแล้วแทงกลับ ทันใดนั้นชายหนุ่มก็เอี้ยวตัวหลบเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดาบถูกหน้า แต่ก็กลับไปฟันเข้าที่ไหล่แทน ก่อนที่หานเลี่ยจะย้ำดาบลงอีกครั้งเพื่อตัดแขนของเหยียนเฟิง จู่ ๆ เขาก็รู้สึกราวกับว่าเวลาได้หยุดลงชั่วคราว เหยียนเฟิงตัดคอผู้นำแห่งเป่ยหมานด้วยมีดสั้นในมือ
หานเลี่ยตกใจที่จู่ ๆ ก็ได้เห็นภาพฝ่าเท้าของตนเองในมุมต่ำ
ทหารรีบวิ่งเข้ามาพร้อมอุทานเสียงดังลั่น “ท่านผู้นำ!”
หานเลี่ยไม่อาจตอบสนองได้อีกต่อไป ร่างอันสง่างามของเขาล้มลงกับพื้นเสียงดัง เหยียนเฟิงเอาศีรษะขึ้นมาถือ ก่อนจะหันกลับมามองและเตะเสากระโจมจนหักลงมา ทุกคนที่อยู่ในกระโจมก็ถูกปิดทางเข้าออก
ชาวเป่ยหมานหลายคนที่เข้ามาต้องพยายามดิ้นรนหาทางออก และคนภายนอกเองก็พยายามกู้กระโจมที่ล้มให้ตั้งขึ้น เมื่อกระโจมถูกเปิดเล็กน้อย เหยียนเฟิงก็รีบวิ่งออกมาจากด้านในแล้วคว้าเอาม้าที่อยู่แถวนั้นมากระโดดขึ้นอาน ก่อนจะกุมบังเหียนและควบหนีออกไป
“จับมันเร็วเข้า!”
“ท่านผู้นำ… ถูกลอบสังหารโดยมือสังหารแคว้นเว่ย!”
“ใครก็ได้มาทางนี้เร็วเข้า!”
ผู้คนมากมายตะโกนต่อ ๆ กันไป เมื่อเอากระโจมออกก็พบว่าร่างของหานเลี่ยนอนอยู่บนพื้น และศีรษะของเขาหายไป
ราคาความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ผู้นำแห่งเป่ยหมานต้องจ่ายด้วยชีวิตของเขา
และผู้ลงมือยังเป็นมือสังหารที่มาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ชาวเป่ยหมานจะอดทนรับความอัปยศเช่นนี้ได้อย่างไร ทหารจำนวนมากรีบขี่ม้าไล่ตามตัวเหยียนเฟิง
กระโจมของผู้นำเป่ยหมานอยู่กลางค่ายเป่ยหมานทั้งหมด เหยียนเฟิงขี่ม้าออกไปทางทิศตะวันตก เพราะสังเกตเห็นว่ามีกองกำลังประจำอยู่ทางนั้นบางตา และส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนแก่และคนอ่อนแอ อาจจะเป็นเพราะฝั่งทิศตะวันตกไม่มีสิ่งใดช่วยกำบังลมหนาวที่พัดเข้ามา จึงเป็นจุดที่หนาวเย็นเป็นพิเศษ เป่ยหมานกำหนดสถานะของผู้คนตามความแข็งแกร่ง ดังนั้นผู้ที่อ่อนแอกว่าจึงไม่มีสิทธิ์เลือกพื้นที่อาศัยดี ๆ
เสียงตะโกนดังจากด้านหลังทำให้เป่ยหมานคนอื่น ๆ ที่รู้ข่าวพากันรวมกำลังไล่ตามเหยียนเฟิง
บาดแผลที่ไหล่ของเขาลึกถึงกระดูก เมื่อลมหนาวพัดมาถูกปากแผลที่เลือดไหลอาบ ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าแผลนั้นถูกแช่แข็ง ร่างกายเจ็บปวดจนชาไปหมด ตนไม่แน่ใจว่าคราวนี้จะหนีรอดไปได้หรือไม่…
ทุกสิ่งที่มองเห็นเบื้องหน้าล้วนเป็นสีขาวโพลน เขาไม่รู้ว่าจะสามารถรอดพ้นจากการตามล่าครั้งนี้ไปได้หรือไม่ มีเสียงลูกศรแหวกอากาศไล่ตามมาจากด้านหลัง เหยียนเฟิงโน้มตัวไปด้านหน้าตามสัญชาตญาณ ร่างกายของชายหนุ่มแนบชิดกับหลังม้า
เมื่อศัตรูที่ไล่ตามมาเห็นว่ายิงคนไม่ได้จึงเปลี่ยนไปยิงม้าแทน มีคนไล่ตามมาไม่น้อย เหยียนเฟิงทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามควบม้าหลบลูกธนูไปมา
เขาทำได้เพียงพยายามกุมบังเหียนให้มั่นแล้วบังคับให้ม้าวิ่งต่อไป ม้าตัวนี้ไม่ได้เป็นม้าชั้นยอด หลังจากวิ่งหนีไปสักพักและหันไปสังหารพวกที่ตามมาได้สองสามคน ม้าที่เหยียนเฟิงขี่ก็ค่อย ๆ หมดแรง ความเร็วของมันลดลงไม่ว่าเขาจะเฆี่ยนตีมันแค่ไหนก็ตาม
พื้นที่นี้ไม่ได้เป็นทุ่งหญ้าโล่งว่าง ยังมีส่วนที่เป็นคูน้ำและเนินดินอีกมากมายภายใต้หิมะสีขาวนี้ ทันใดนั้นเองม้าที่ขี่อยู่ก็ร้องขึ้นมาเสียงดัง แล้วก็โจนตัวไปข้างหน้าพร้อมกับเตะเท้า เหยียนเฟิงถูกเหวี่ยงตกจากหลังม้า แขนซ้ายที่บาดเจ็บของเขาจับศีรษะของหานเลี่ยเอาไว้ พร้อมพยายามพลิกตัวหาท่าปลอดภัยกลางอากาศ ก่อนจะจับดาบเอาไว้ด้วยมือขวาเพื่อยันตัว แต่กลับพบว่ามือของตนเองเย็นเฉียบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งและล้มตัวลงบนพื้นหิมะ
หัวของเขาสัมผัสพื้นหิมะ ความหนาวเย็นทำให้สติตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าเมื่อพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น เหยียนเฟิงก็พบว่าร่างกายของเขาไร้เรี่ยวแรง
ยามนี้ท้องฟ้าอันมืดมิดอยู่เบื้องหน้าเขา เสียงคนที่ไล่ตามมาก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ชายหนุ่มใช้ดาบยันตัวเองให้ขึ้นและค่อย ๆ นั่งตัวตรง ดูเหมือนว่าจะถึงคราวตายของเขาแล้วจริง ๆ
ตั้งแต่ได้เป็นหน่วยกล้าตาย เหยียนเฟิงก็คิดเสมอว่าเวลาตายของเขาจะมาถึงเมื่อไหร่ น่าทึ่งที่ตนอยู่มาได้นานกว่าที่คิดเอาไว้
หากคิดถึงความเสียใจ …ก็คงจะเสียใจนิดหน่อยถ้าต้องมาตายเช่นนี้ เขานึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่าการที่ตนมีส่วนในการสังหารหานเลี่ยครั้งนี้จะช่วยให้คุณหนูจดจำตัวเองเอาไว้ตลอดไปหรือไม่
น่าเสียดายที่เดินทางจากเมืองหลวงอย่างรีบเร่งมายังเหลียวโจว และรีบเดินทัพออกมาที่ทุ่งหญ้านี่ทันที ทุกอย่างฉุกละหุกไปหมดจนไม่มีเวลาจะได้พูดคุยกับคุณหนูเลยแม้แต่คำเดียว
ฝ่ายเป่ยหมานไล่ตามมาจนพบเหยียนเฟิงและเห็นว่าเขาไม่สามารถหนีไปไหนได้อีก ภายใต้แสงสลัว ๆ ของคบเพลิง ร่างของชายหนุ่มอาบไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน ชายคนนี้ไม่สามารถต่อสู้ได้อีกต่อไปแล้ว พวกศัตรูหัวเราะอย่างสะใจ พร้อมลงจากหลังม้าและตรงเข้ามา
เหยียนเฟิงโยนศีรษะของหานเลี่ยออกไปด้านข้าง และเอาเนื้อตากแห้งออกมายัดเข้าปาก เขาเคี้ยวมันแล้วลุกขึ้นยืน
หากเขายังเป็นหน่วยกล้าตาย ตนก็คิดว่าการนอนรอเฉย ๆ คงไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เขาเป็นบุตรบุญธรรมของท่านมหาราชครูเหยียนหมิ่นจง ตัวเองไม่สามารถทำให้ซีเอ๋อร์หรือเหยียนหมิ่นจงขายหน้าได้ …แม้สิ้นชีพก็ยังต้องยืนหยัดจนลมหายใจสุดท้าย!