ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 412 เหยียนเฟิงสังหารหานเลี่ย
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 412 เหยียนเฟิงสังหารหานเลี่ย
บทที่ 412 เหยียนเฟิงสังหารหานเลี่ย
กองทัพเป่ยหมานล่าถอย พร้อมมุ่งตรงไปทางค่ายหลักที่อยู่ลึกเข้าไปในทุ่งหญ้า
โจวหงนำทหารแคว้นเว่ยไล่ตามไป ทว่าชาวเป่ยหมานเชี่ยวชาญการขี่ม้ามากกว่าชาวเว่ยมาก ดังนั้นเมื่อเห็นว่าศัตรูหนีไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างเสียดาย “ไม่ต้องไล่ตามเป่ยหมานไปแล้ว”
ในตอนนั้นเองกองทหารที่ติดตามเหยียนเฟิงไปก็เริ่มกลับมา ทว่าโจวหงยังไม่พบตัวชายหนุ่ม
“แม่ทัพเหยียนเล่า”
“ฮะ?” ทหารมองหน้ากันไปมาด้วยความสับสน หลังจากที่พวกเขารีบบุกเข้าไปในค่ายของเป่ยหมาน ทุกคนก็แยกย้ายกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ พร้อมกระจายกันไปทั่วค่ายของอีกฝ่ายเพื่อจุดไฟเผา เมื่อเห็นว่าศัตรูล่าถอยมาก็รีบถอยกลับตามแผนการ ทำให้ไม่ได้ทันมองหาว่าใครอยู่ที่ไหน
“ตามหาเขาเร็วเข้า!” โจวหงเป็นกังวลว่าเหยียนเฟิงจะได้รับบาดเจ็บ
การต่อสู้ครั้งนี้ฝ่ายแคว้นเว่ยชนะอย่างขาดลอย หลังจากปะทะกันได้ไม่นาน ฝ่ายเป่ยหมานก็ถูกสังหารเป็นจำนวนมากและรีบล่าถอยออกไปอย่างร้อนรน จนแม้แต่ชุดเกราะก็ยังสูญหาย เหยียนเฟิงถือได้ว่าเป็นวีรบุรุษในการต่อสู้ครั้งนี้
หากไม่มีคนนำกำลังไปทำลายค่ายหลักของพวกเป่ยหมานด้วยการเผาเสบียงและอาหารสัตว์ และยังทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพเช่นนี้ เกรงว่าการต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายจะยิ่งยืดเยื้อออกไป
โจวหงกังวลว่าเมื่อพวกเป่ยหมานกลับไปถึงค่ายหลักแล้วจะไปพบกับกำลังทหารหลายร้อยซึ่งอยู่ที่นั่น แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่กลับมาแล้ว …เหยียนเฟิงกำลังบาดเจ็บอยู่ท่ามกลางศัตรูหรือไม่
เหยียนเฟิงเป็นนักสู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการต่อสู้ อีกทั้งยังกล้าหาญ และตอนนี้เขาก็กำลังปะทะอยู่กับพวกเป่ยหมาน
ฝ่ายเป่ยหมานกำลังวุ่นวายอยู่กับการถอยทัพ แต่ละเผ่ากระจัดกระจายกันออกไป ทุกคนเพียงติดตามผู้นำของตนเองอย่างไม่สนใจคนอื่น ๆ
ร่างของเหยียนเฟิงเต็มไปด้วยเลือด เขาสวมเสื้อผ้าของชาวเป่ยหมาน ผ้าคลุมหน้าของชายหนุ่มชุ่มไปด้วยเลือด
ชาวเป่ยหมานที่อยู่รอบ ๆ ก็คิดว่าเขาเป็นพรรคพวกที่ได้รับบาดเจ็บจึงไม่ได้มีใครสงสัยอะไรมากนัก
เหยียนเฟิงต้องการจะแฝงตัวเข้าไปในทัพหน้า แต่ม้าที่เขาขี่มาเป็นเพียงม้าทั่ว ๆ ไปของชาวเป่ยหมาน ทำให้ไม่มีกำลังพอที่จะวิ่งไปที่นั่นได้
เมื่อเห็นว่ากองทัพแคว้นเว่ยไม่ได้ไล่ตามมาอีก หานเลี่ยผู้นำสูงสุดของเป่ยหมานก็ออกคำสั่งให้ทหารลงจากหลังม้า และเตรียมจัดกระบวนทัพและตั้งค่ายใหม่
เหยียนเฟิงไม่เข้าใจภาษาชาวเป่ยหมาน แต่เมื่อเขาเห็นทหารที่อยู่ข้าง ๆ ลงจากม้า เขาก็ลงตามมาด้วยเช่นกัน จากนั้นก็จูงมันให้เดินตามมาข้างตัว ถอดอานม้าออก ก่อนจะนั่งลงบนพื้นหิมะ
เมื่อเห็นธงผู้นำของเป่ยหมานผ่านหน้าไป ชายหนุ่มก็รีบตามไปอย่างไม่ทันคิด หากสามารถสังหารหานเลี่ยที่เป็นผู้นำของเป่ยหมานได้ ฝ่ายศัตรูก็จะไร้ซึ่งผู้นำทัพ แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว จึงเริ่มคิดว่าจะหาหนทางในการฆ่าหานเลี่ยได้อย่างไร
หลังเห็นว่าเวลานี้ยังไม่มีโอกาสเหมาะ ๆ จึงได้แต่เดินตามต่อไปเรื่อย ๆ
ชาวเป่ยหมานไม่กล้ารั้งอยู่บนที่ราบเดิมอีกต่อไป พวกเขารีบเดินทางแม้จะเป็นเวลากลางคืน เพื่อหลบไปตั้งค่ายอยู่บริเวณที่ราบที่อยู่ใต้ทิศทางลม ในเวลานี้ทุกคนรีบลงจากม้าแล้วเอากระโจมออกมา หลายคนเริ่มจูงม้าไปจับกลุ่มเพื่อพูดคุยกันตามที่ต่าง ๆ
เหยียนเฟิงประเมินสถานการณ์แล้วก็คาดเดาว่าคนที่รวมกลุ่มกันอยู่น่าจะเป็นชนเผ่าเดียวกัน เขายังคงโพกศีรษะและมองไปรอบ ๆ แม้จะต้องอับอายจากความพ่ายแพ้และอยู่ในสถานการณ์อันตรายเพียงใด ผู้นำของเป่ยหมานก็ยังคงตั้งกระโจมที่มีหลังคาสีทองขนาดใหญ่ขึ้นมาเช่นเดิม
ชายหนุ่มหันไปเห็นกระโจมขนาดใหญ่แสนสะดุดตา และก็ทราบทันทีว่าเป็นที่พักของผู้นำเป่ยหมาน จึงได้เดินตรงไปบริเวณนั้น
หานเลี่ยซึ่งเป็นผู้นำเป่ยหมานกำลังเรียกประชุมเหล่าผู้บัญชาการและหัวหน้าเผ่าในกระโจมใหญ่ ทุกคนดูอิดโรยไม่น้อยจากความพ่ายแพ้ที่ต้องเผชิญ และยังสูญเสียเสบียงและอาหารสัตว์ไปเป็นจำนวนมาก แม้จะหนีเอาตัวรอดมาได้ แต่ก็ยากที่จะมีชีวิตผ่านฤดูหนาวที่ลำบากได้ด้วยสภาพเช่นนี้
“พวกเราควรไปโจมตีเป่ยหูก่อน” แม่ทัพพึมพำเสียงเบา
ไม่มีใครกล้าตอบอะไรออกมา ท่านผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องที่จะโจมตีแคว้นเว่ย ใครจะกล้าขัดการตัดสินใจนี้ ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายก็ยังเป็นคนออกมานำทัพด้วยตนเองอีกด้วย
“ท่านผู้นำ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการกลับไปยังฐานที่มั่นเพื่อรวบรวมกำลังของชนเผ่าอื่นมาเพิ่มนะขอรับ”
เป่ยหมานเองก็ไม่ต่างจากเป่ยหูที่เป็นกองทัพที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของชนเผ่าต่าง ๆ แต่เพราะชาวเป่ยหูไม่ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของเป่ยหมาน จึงได้แยกตัวออกไปเป็นเอกเทศ ส่วนเป่ยหมานได้เริ่มรวมตัวกันเมื่อสามสิบปีก่อน ผู้นำคนแรกของเป่ยหมานเอาชนะชนเผ่าอื่น ๆ ได้ และมีการสถาปนาราชสำนักขึ้น
ราชสำนักของเป่ยหมานแตกต่างจากราชสำนักของแคว้นเว่ย ราชสำนักของพวกเขาเรียบง่าย ไม่ว่าผู้นำจะอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็นับว่าเป็นราชสำนัก แต่ละชนเผ่าแยกกันดูแลสัตว์ของตนเอง และแบ่งพื้นที่ทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์กันเอง แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งเรื่องการแบ่งพื้นที่ทำกินหรือปัญหาอื่น ๆ ก็สามารถมาขอคำตัดสินจากผู้นำได้ และส่วนใหญ่คำตัดสินก็มักจะเข้าข้างฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่า
เผ่าของผู้นำแห่งเป่ยหมานจะเป็นเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนเป่ยหมาน ทุก ๆ เผ่าต้องมอบบรรณาการแก่ราชสำนักทุกปีตามคำสั่งของผู้นำ และเมื่อมีสงครามก็ต้องส่งกองกำลังเข้าร่วมเป็นตัวแทนจากชนเผ่าด้วย
การส่งกำลังเข้าสู่สมรภูมิครั้งนี้ก็เช่นกัน ทุกเผ่าต่างทำตามคำสั่งของผู้นำ โดยเฉพาะชนเผ่าขนาดใหญ่สองสามเผ่าที่อยู่ใกล้ ๆ กับราชสำนัก มีเพียงเผ่าเล็ก ๆ ที่ห่างไกลซึ่งอพยพไปยังพื้นที่ห่างไกลในช่วงฤดูหนาวเท่านั้นที่ไม่ได้ส่งกองกำลังมาร่วมด้วย
ชาวเป่ยหมานต่อสู้กับแคว้นเว่ยมาหลายครั้ง แม้จะล้มเหลวในการบุกฝ่าป้อมปราการเข้าไปด้านใน แต่พวกเขาก็มักจะได้รับประโยชน์บางอย่างกลับมาจากการสู้รบทุกครั้ง อย่างการปล้นเงินทอง อาหาร และฉุดคร่าสตรีมาได้ ในสายตาพวกเขา แคว้นเว่ยไม่ต่างจากถังข้าวสารขนาดใหญ่ ถึงจะไม่สามารถบุกยึดถังข้าวสารได้ และทำได้เพียงทำให้ถังรั่ว พวกเขาก็ยังขนเอาข้าวบางส่วนออกมาสร้างประโยชน์พอให้ผ่านฤดูหนาวไปได้อยู่ดี
หลังจากจับดาบก่อสงคราม เมื่อกลับมาพร้อมผลประโยชน์บางอย่าง พวกเขาก็จะต้องนำมาแบ่งกันตามผลงานในสมรภูมิของแต่ละฝ่าย ยิ่งมีคนมาแบ่งมากก็จะยิ่งได้ผลประโยชน์น้อย ดังนั้นชนเผ่าใหญ่ ๆ จึงไม่ต้องการให้เผ่าเล็ก ๆ เข้ามายุ่งกับการรบด้วย
ดังนั้นหานเลี่ยจึงเรียกเฉพาะเผ่าใหญ่ ๆ ให้มาร่วมโจมตีแคว้นเว่ยเท่านั้น
ทว่าตอนนี้พวกเขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบไม่ต่างจากภูเขาถล่ม สิ่งที่หานเลี่ยต้องทำก็คืออดทนรอจนฤดูใบไม้ผลิมาถึง เมื่อดอกไม้บานสะพรั่งก็จะสามารถกลับไปรวบรวมชนเผ่าอื่น ๆ ทั้งหมดมาร่วมต่อสู้กับแคว้นเว่ยอีกครั้งได้ ตราบใดที่ยังมีกำลังพลอยู่ กองทัพเป่ยหมานก็พร้อมที่จะบุกเข้าไปอีกครั้ง
กลุ่มผู้บัญชาการหารือกันอยู่นาน ส่วนหานเลี่ยเอาแต่นั่งนิ่งและไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา เขามองทุกคนถกเถียงกัน แม้หัวหน้าเผ่าเหล่านี้จะพูดมาก แต่พวกเขาก็ล้วนภักดีและไม่หวาดกลัวที่จะเข้าไปเสี่ยงในสงคราม ทุกคนเรียกร้องให้รวบรวมกำลังพลอีกครั้งเพื่อบุกแคว้นเว่ย ตราบใดที่ทุกคนยังขวัญกำลังใจดี หานเลี่ยก็ยังไม่มีอะไรต้องกังวล
ดังนั้นหานเลี่ยจึงยกมือขึ้นปรามทุกคนแล้วตะโกนว่า “ชาวเว่ยมักจะพูดว่า สงครามย่อมมีผู้ได้รับชัยและพ่ายแพ้ เราเพียงพ่ายแพ้ให้แก่สงครามครั้งนี้ มันทำให้เราต้องเรียนรู้และสอดแนมความเป็นไปของศัตรูมากขึ้น ครั้งต่อไปพวกเราก็จะได้รับชัยชนะ ตอนนี้กลับไปที่ราชสำนักก่อน และครั้งหน้าเราจะกลับมาเอาชัยจากศัตรูได้ เมื่อกลับไปแล้วเราจะขนเสบียงและอาหารสัตว์มาอีกหลายคันรถ ฤดูใบไม่ผลิจะต้องมาถึงในอีกไม่ช้า”
เมื่อได้ยินว่าฝ่าบาทประสงค์จะไปรวบรวมเสบียงและอาหารสัตว์มาเพิ่ม หัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ก็ไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด และรีบโค้งคำนับพร้อมรับคำสั่งทันที
“ทุกคนกลับไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้เราจะกลับไปที่ราชสำนัก” หานเลี่ยปลอบใจทุกคนอีกสองสามประโยค ก่อนจะขมวดคิ้วมองคนเหล่านั้นออกจากกระโจมไป เขาปิดบังเรื่องที่รับข่าวมาว่าแคว้นเว่ยและเป่ยหูบรรลุข้อตกลงกันแล้วจากทุกคน เพื่อให้ยังไม่ตื่นตกใจ คราวนี้เป่ยหมานไม่เพียงเสียเสบียงและปศุสัตว์ไปเท่านั้น แม้แต่กำลังพลเองก็เสียชีวิตไปไม่น้อยด้วย
ระหว่างที่รอให้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ หากหัวหน้าเผ่ารู้ว่าเป่ยหูและแคว้นเว่ยร่วมมือกันแล้ว ชนเผ่าเหล่านี้จะยังใจอยากร่วมรบต่อไปได้อย่างไร และจะยังพร้อมร่วมหัวจมท้ายไปพร้อมกับเขาเช่นนี้หรือไม่
อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเข้าไปในแคว้นเว่ยและพบว่าช่องเขาฮูเหล่าไม่ได้แข็งแรงนักในสมัยของอันอ๋อง ดังนั้นหานเลี่ยจึงปรามาสชาวเว่ยว่ามีกองทัพที่ไม่เอาไหนและชะล่าใจ จนส่งกองทัพคราวนี้มาอย่างไม่คิดให้รอบคอบและเกิดความเสียหายขึ้น
ระหว่างที่หานเลี่ยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเองก็ได้ยินเสียงทหารในค่ายตะโกนออกมาด้วยความตกใจ “เจ้าเป็นใคร!”
เหยียนเฟิงสังหารคนเหล่านั้นด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็บุกเข้าไปในกระโจมทันที
หานเลี่ยเองก็เป็นยอดนักรบบนหลังม้าเช่นกัน หลังจากได้ยินเสียงอุทานของทหารก็เอาดาบออกมา เมื่อเห็นว่าเหยียนเฟิงเข้ามาก็โจมตีทันที