ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 411 โจมตีค่ายเป่ยหมานก่อนเริ่มปะทะ
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 411 โจมตีค่ายเป่ยหมานก่อนเริ่มปะทะ
บทที่ 411 โจมตีค่ายเป่ยหมานก่อนเริ่มปะทะ
หานเลี่ยผู้นำของเป่ยหมานเข้าใจสถานการณ์ของตนเองเป็นอย่างดี และยังเข้าใจสถานการณ์ของเว่ยเฉิงในแคว้นเว่ยอีกด้วย
แม้ซูเอ๋อร์จาจะต้องการเจริญความสัมพันธ์อันดีกับแคว้นเว่ย แต่เขาก็เป็นบุตรของหัวหน้าเผ่าที่บิดามีบุตรชายอยู่อีกหลายคน และไม่ได้เป็นผู้นำของชาวเป่ยหูอย่างสมบูรณ์
ซูเอ๋อร์จามีความคิดจะร่วมมือกับแคว้นเว่ยเพื่อเอาชนะเป่ยหมาน เมื่อเป่ยหมานอ่อนแอลง เป่ยหูจะแข็งแกร่งขึ้นและทำให้เขามีโอกาสจะได้ขึ้นเป็นข่านในอนาคต
แม้ฟางหมิงอี้จะได้รับมอบหมายให้ออกไปนอกชายแดนเพื่อนติดต่อขอกำลังช่วยเหลือจากเป่ยหู แต่เมื่อโจวหงมาถึงช่องเขาฮูเหล่า เขาก็ไม่ได้คิดที่จะรอให้เป่ยหูมาถึงก่อนจึงค่อยเริ่มการต่อสู้
เป่ยหูเป็นเพียงเกล็ดน้ำตาลบนขนมนึ่ง อีกฝ่ายไม่ต่างอะไรจากตัวประกอบหนึ่งในสมรภูมินี้เท่านั้น ดังนั้นเป่ยหูที่เป็นดั่งดอกไม้บานสะพรั่งในยามนี้ ดอกไม้นั้นจะถึงเวลาร่วงโรยและไม่อาจมอบประโยชน์ให้แก่แคว้นเว่ยได้อีกต่อไปเมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้แคว้นเว่ยจะต้องพึ่งพากำลังของตนเองให้มากที่สุด ยิ่งพยายามช่วงชิงความได้เปรียบมาได้มากเท่าไหร่ ไม่ใช่เพียงเป่ยหูเท่านั้น แต่เป่ยหรงเองก็จะมั่นใจในการให้ความร่วมมือกับพวกเขาเพื่อสู้รบในครั้งนี้มากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่แคว้นเว่ยเปิดชุมชนการค้าชายแดน แม้จะมีชุมชนการค้าเพียงสองแห่งเท่านั้น แต่กลับสามารถทำงานได้ถึงหลายแสนตำลึงในเวลาเพียงสองปี โดยเฉพาะหลังจากที่ฟางหมิงอี้เดินทางออกไปนอกชายแดนเพื่อติดต่อกับขบวนการค้าของชาวต่างถิ่นที่อยู่ห่างไกลอย่าชาวโปซือและเซ่อมู่ เมื่อพ่อค้าชาวต่างถิ่นเหล่านี้เดินทางมายังแคว้นเว่ย ก็ยังได้นำเอาสินค้าต่างถิ่นมากมายมาสู่แคว้นเว่ยอีกด้วย
หญ้ามู่ซวีและหญ้าเยี่ยนม่ายที่เหยียนซีนำมาขยายพันธุ์ถูกนำไปปลูกที่อำเภอเหอถิงในเหลียวโจว พร้อมกลายเป็นอาหารที่ดีสำหรับม้า วัว และแกะ รวมทั้งปศุสัตว์อื่น ๆ หญ้าทั้งสองชนิดนี้ทนต่อความหนาวเย็นและแห้งแล้งได้ดี อีกทั้งสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่
เหยียนซีขอให้คนส่งพันธุ์หญ้านี้ไปยังหมู่บ้านหยางซานเพื่อทดลองปลูกในฤดูหนาว จากนั้นหัวหน้าตระกูลหลิวก็ส่งจดหมายมาแจ้งว่า แม้จะเป็นฤดูหนาวที่หยางซาน แต่ต้นหญ้าก็งอกงามมาก ไม่เพียงวัวและแกะเท่านั้นที่ชื่นชอบหญ้าชนิดนี้ ทว่าแม้แต่หมูที่เลี้ยงไว้ก็ชอบกินด้วย มันเป็นอาหารที่กินได้ทั้งคนและสัตว์ ผืนดินที่เคยแห้งแล้งแตกระแหงในฤดูหนาว ตอนนี้สามารถเพาะปลูกหญ้าสองชนิดนี้ได้ดี สิ่งนี้ช่วยทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น
ด้วยประโยชน์เหล่านี้ การค้าชายแดนย่อมต้องสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างแน่นอน อีกทั้งฝ่าบาทเองก็ทรงสนพระทัยในการขยายเขตการค้าชายแดนอีกด้วย
ตอนนี้การบุกเข้ามาของเป่ยหมานมีผลทำให้ชายแดนแคว้นเว่ยถูกปิดกั้น มันถือเป็นอุปสรรคต่อการทำการค้าชายแดนเป็นอย่างมาก ดังนั้นแคว้นเว่ยจึงมีทางเลือกเดียวที่จะจัดการกับปัญหานี้ นั่นคือการกวาดล้างพวกเป่ยหมานให้สิ้นซาก จากนั้นการค้ากับชาวต่างถิ่นจากแดนไกลจึงจะราบรื่นและไร้อุปสรรคใด ๆ
การต่อสู้ระหว่างแคว้นเว่ยกับเป่ยหมานจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และการต่อสู้ในครั้งนี้ก็เป็นศึกตัดสินความอยู่รอดของเป่ยหมานด้วยเช่นกัน
ในตอนเที่ยงของวันนั้น เสียงแตรศึกดังขึ้นจากป้อมปราการของช่องเขาฮูเหล่า ตอนนั้นเองที่โจวหงนำทัพออกไปจากเมือง
เมื่อชาวเป่ยหมานได้ยินเสียงแตรรบของแคว้นเว่ย พวกเขาก็ยุ่งอยู่กับการจัดการกระบวนทัพและกองกำลังทหาร
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมการรบ เหยียนเฟิงและคนของเขาก็รีบออกจากหุบเขาที่ใช้เป็นที่ซ่อนตัวตลอดหลายวันที่ผ่านมา ตอนนี้พวกเขาอยู่ในชุดที่ยึดมาจากชาวเป่ยหมาน อีกทั้งยังขี่ม้าที่ยึดม้าได้ ทุกคนสวมผ้าโพกศีรษะปิดบังใบหน้า ก่อนจะลอบเข้าไปในค่ายหลักของเป่ยหมานอย่างเงียบ ๆ
ทหารชั้นยอดที่เป็นกองกำลังหลักของเป่ยหมานเดินทางไปรบที่ช่องเขาฮูเหล่า ดังนั้นคนที่อยู่ในค่ายจึงมีเพียงคนแก่ คนอ่อนแอ สตรี และเด็ก ๆ ตอนแรกทุกคนในค่ายคิดว่าเป็นทหารของฝ่ายตนเองที่กลับมาจากการรบที่ช่องเขาฮูเหล่า
แต่เมื่อคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้ ทุกคนก็เริ่มคิดว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล ไม่นานพวกเขาจึงเริ่มตะโกนและผิวปาก หลายคนเริ่มขึ้นหลังม้าเพื่อเข้าไปตรวจสอบ
เหยียนเฟิงและคนอื่น ๆ รีบชักดาบออกมา พร้อมตรงเข้าไปในค่ายของเป่ยหมาน “จุดไฟเผาคอกสัตว์และเสบียงให้หมด!” เหยียนเฟิงออกคำสั่งทันทีที่เข้าไปในค่าย พวกเขาเตรียมคบไฟแช่น้ำมันเอาไว้แล้ว เมื่อจุดคบไฟเรียบร้อย แสงไฟก็ส่องสว่างเจิดจ้า
ชายหนุ่มมองซ้ายและขวา เมื่อเห็นสถานที่ที่เป่ยหมานใช้เลี้ยงปศุสัตว์อย่างวัวและแกะก็จุดไฟเผา ไฟเริ่มลุกลามจนสัตว์ที่อยู่ในคอกวิ่งหนีออกไปด้วยความตื่นตระหนก
สัตว์ต่าง ๆ แตกตื่นและวิ่งไปมารอบ ๆ พวกมันชนกระโจมที่อยู่ของผู้คนจนล้มระเนระนาด ไม่นานค่ายของเป่ยหมานก็ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย
เพลิงเริ่มลุกโหม กองทัพทหารที่เหยียนเฟิงเป็นผู้นำไม่สามารถรู้ได้ว่ากระโจมใดเป็นที่เก็บอาหารและอาหารสัตว์ ดังนั้นจึงสุ่มจุดไฟเผากระโจมและกองสิ่งของทั้งหมดที่พวกตนผ่านไป
กลุ่มชายชราที่มีหน้าที่ดูแลสัตว์ในค่ายต้องการจะขี่ม้าเพื่อหยุดการโจมตีครั้งนี้ แต่ก็ไม่กล้าเอาอาวุธร้ายแรงออกมาใช้เนื่องจากที่นี่เป็นค่ายของพวกเขา มันอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับค่ายตนเองได้
เหยียนเฟิงเหวี่ยงดาบใส่ทุกคนที่พยายามเข้ามาสกัดกั้น ฝ่ายหนึ่งดูนิ่งสงบไร้ความรู้สึกใด ส่วนอีกฝ่ายกลับวุ่นวายจนคุมสติตนเองเอาไว้ไม่อยู่ กองทัพเป่ยหมานและกองทัพของแคว้นเว่ยซึ่งกำลังเผชิญหน้ากันที่ช่องเขาฮูเหล่ามองเห็นควันไฟจากความวุ่นวายที่โหมขึ้นมาจากค่ายของฝ่ายเป่ยหมาน
โจวหงหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นเพลิงที่ลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง “เหยียนเฟิง ทำได้ดีมาก!” เขาหันกลับมาแล้วโบกมือพลางออกคำสั่ง “โจมตี!”
ขวัญกำลังใจของกองทัพแคว้นเว่ยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทุกคนรีบเร่งตรงเข้าไปยังกองทัพฝ่ายศัตรูด้วยแววตาราวกับเสือที่กำลังออกล่าเหยื่อ
ทางด้านเป่ยหมาน เมื่อได้ยินเสียงความวุ่นวายจากด้านหลังก็เริ่มตกอยู่ในความหวาดหวั่นและระส่ำระสาย บางคนกังวลเป็นห่วงบิดามารดา ภรรยา และลูก ๆ ที่อยู่ในค่าย ส่วนบางคนก็กังวลเกี่ยวกับสัตว์ที่เลี้ยงเอาไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงคอยหันหลังกลับไปเรื่อย ๆ
“ทหารแคว้นเว่ยพวกนั้นมากจากที่ไหนกัน!?” หานเลี่ย ผู้นำของเป่ยหมานยืนอยู่หน้ากองทัพของเขา เมื่อได้ยินเสียงจากด้านหลังก็ไม่ได้ส่งคนกลับไปตรวจสอบแต่อย่างใด เพราะกองทัพแคว้นเว่ยที่อยู่ต่อหน้าก็พุ่งเข้ามาเช่นกัน มันทำให้เขาสามารถทำได้เพียงหันไปสั่งการโจมตีฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
น่าเสียดายที่กำลังใจของกองทัพลดลงไปเป็นอย่างมาก ต่างจากฝ่ายตรงข้ามที่เต็มไปด้วยความฮึกเหิม ในแง่ของกำลังพล ฝ่ายเป่ยหมานอ้างว่ามีกองทัพกว่าแสนนาย แต่ความจริงมีเพียงหกถึงเจ็ดหมื่นนายเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมรบได้จริง ๆ ส่วนแคว้นเว่ยนั้นมีกองทัพที่ส่งมาถึงแสนห้าหมื่นนายจริง ๆ
หลังจากเริ่มการต่อสู้ไปมาครู่หนึ่งก็มีทหารเป่ยหมานจำนวนมากเริ่มตกลงมาจากหลังม้า
“ท่านผู้นำ ให้เราคุ้มกันท่านหนีออกไปก่อนเถิดขอรับ” เมื่อองครักษ์ส่วนตัวของหานเลี่ยเห็นว่าฝ่ายเป่ยหมานเริ่มเพลี่ยงพล้ำจนถูกโจมตีจากวงนอกเข้ามาเรื่อย ๆ เขาจึงต้องการคุ้มกันให้หานเลี่ยล่าถอยไป
โจวหงมองหาธงของผู้นำเป่ยหมานที่อยู่ท่ามกลางกองทัพ ก่อนจะชี้ไปในทิศทางนั้นแล้วออกคำสั่ง “จับกุมหานเลี่ย!”
“ท่านผู้นำ ถอยก่อนเถิดขอรับ” แม่ทัพของฝ่ายเป่ยหมานเองก็เริ่มกังวลแล้วเช่นกันและต้องการที่จะล่าถอย
“จะให้ถอยได้อย่างไร ครอบครัวเรากำลังรออยู่ที่เบื้องหลัง หากเราถอยพวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน” หานเลี่ยตะโกนอย่างเคร่งขรึม “สู้สุดกำลังเพื่อพ่อแม่และลูกเมียของเรา อย่าถอยเป็นอันขาด!”
ทันใดนั้นทหารฝ่ายเป่ยหมานก็เริ่มฮึกเหิมขึ้น พวกเขาพากันหันม้ากลับไปทางศัตรู แต่กลับได้ยินเสียงตะโกนจากด้านหลังขึ้นเสียก่อน
“ช่วยด้วย!”
“ท่านพ่อ แกะของพวกเราหนีออกไปหมดแล้ว!”
“ท่านลุง กลับบ้านเราเร็วเข้า!”
ใครก็ตามที่จับดาบและอยู่บนหลังม้า ไม่ว่าจะเพศไหนหรืออายุเท่าไหร่ เหยียนเฟิงก็จะถือว่าไม่จำเป็นต้องปรานี และจะไม่อ่อนข้อให้ศัตรูที่หันดาบเข้าใส่
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะไว้ชีวิตเด็กเล็กอายุประมาณไม่เกินแปดปี เด็ก ๆ เหล่านี้ตกใจมากและรีบวิ่งจากค่ายด้านหลังเพื่อไปขอความช่วยเหลือ
“ท่านผู้นำ…” ทหารเริ่มเอ่ยวิงวอน
แม้พวกเขาจะเป็นนักรบในสมรภูมิ แต่ก็ยังเป็นพ่อ สามี และบุตรชายของครอบครัวด้วยเช่นกัน พวกตนจะคลายจากความกังวลได้อย่างไรเมื่อได้ยินเสียงของเด็ก ๆ ที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากด้านหลังเช่นนี้
หากมีเพียงศัตรูอยู่ด้านหน้า พวกเขาก็พร้อมที่จะพุ่งตรงเข้าไปอย่างไม่ไหวหวั่นเพื่อต่อสู้อย่างแน่นอน แต่คราวนี้มีศัตรูทั้งหน้าหลัง เช่นนั้นจะให้พวกเขาไม่เป็นห่วงครอบครัวได้อย่างไร
หานเลี่ยอดไม่ได้ที่จะหลับตาลงเมื่อได้ยินเสียงอ้อนวอนของทหารที่อยู่รอบ ๆ เขาเริ่มรับรู้ถึงสัญญาณของความพ่ายแพ้ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขามีความคิดและหวังจะนำกองทัพบุกฝ่าปราการของศัตรูและเข้าสู่แคว้นเว่ยอันอุดมสมบูรณ์มาโดยตลอด แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าความพยายามอันยาวนานของตนจะต้องจบสิ้นลงหลังความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวเช่นนี้
“ท่านผู้นำ ชาวเว่ยกำลังมาขอรับ!” แม่ทัพที่คุ้มกันอยู่ข้าง ๆ ร้อนรนเป็นอย่างมาก
หานเลี่ยมองธงแม่ทัพของแคว้นเว่ยที่ตรงเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ คราวนี้เป็นโจวหงที่นำทัพมารบด้วยตนเอง และฝ่ายนั้นก็กำลังตรงมาทางพวกเขา “ถอยทัพ! แนวหลังเปลี่ยนมาสกัดกั้นศัตรู แนวหน้าเตรียมถอนกำลัง ทุกฝ่ายถอยทัพ!”
ทหารบนหลังม้ารีบปรับกระบวนทัพตามที่ผู้นำออกคำสั่งทันที
ส่วนทหารที่ไม่ได้ได้รับคำสั่งให้สกัดฝ่ายศัตรูก็รีบหันหลังและวิ่งตรงกลับไปค่ายทันที ก่อนจะดึงตัวเด็ก ๆ และคนในครอบครัวขึ้นหลังม้า พร้อมควบอาชามุ่งตรงกลับค่ายที่อยู่ลึกเข้าไปในทุ่งหญ้าด้วยความเร็วสูง