ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 410 ความพยายามพลิกสถานการณ์ของเป่ยหมาน
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 410 ความพยายามพลิกสถานการณ์ของเป่ยหมาน
บทที่ 410 ความพยายามพลิกสถานการณ์ของเป่ยหมาน
ในคืนนั้น กระโจมบางหลังที่เหลืออยู่ของพวกเป่ยหมานถูกใช้งานเป็นที่นอนของชาวเว่ย โดยที่เหยียนเฟิงขอให้คนผลัดกันเฝ้ายามเพื่อดูแลความปลอดภัยตลอดทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้นชายหนุ่มก็ให้ทหารสองสามคนและชาวบ้านจากเหอถิงพาชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงทุกคนกลับไป และยังออกคำสั่งอย่างเข้มงวดอีกว่าหากมีใครล่วงเกินสตรีเหล่านี้จะต้องถูกลงอาญาและประหารอย่างไม่ปรานี
เสื้อผ้าบางส่วนที่ได้จากพวกเป่ยหมานถูกนำมาสวมให้เหล่าสตรี เพื่อปกป้องพวกนางจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น
กลุ่มทหารรีบรับคำสั่งทันที และนำทหารที่บาดเจ็บสาหัสหลายนายไปรวมกลุ่มกับผู้หญิงเพื่อเดินทางกลับทางถนนหลัก หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว สตรีที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ของเป่ยหมานซึ่งยาวถึงข้อเท้าก็เดินกลับมาอีกครั้ง “แม่ทัพเหยียน ท่านเป็นคนดีมาก พระโพธิสัตว์จะอำนวยพรให้ท่านได้รับชัยชนะอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณมาก” เหยียนเฟิงฟังจากเสียงก็คิดว่านางน่าจะยังอายุน้อย อีกฝ่ายอาจจะอายุพอ ๆ กับซีเอ๋อร์หรือเสี่ยวหลิ่วใช่หรือไม่ “รีบกลับไปที่เมืองเถิด”
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้ารับแล้วรีบวิ่งกลับไปรวมกลุ่มกับสตรีคนอื่น ๆ และเดินทางลงจากภูเขา ความแข็งแกร่งทางกายของนางค่อนข้างดี อีกทั้งยังมีกำลังเพียงพอที่จะช่วยเหลือคนอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้ลื่นล้มระหว่างเดินลงไปตามทางลาด
ทหารที่อยู่ด้านหลังปฏิบัติตามคำชี้แนะของเหยียนเฟิง โดยการเดินตามหลังกลุ่มหญิงสาวและใช้กิ่งสนลากไปตามพื้นเพื่อกลบรอยเท้าของทุกคนไปตามทางที่ลงจากภูเขา การทำเช่นนี้ก็เพื่อไม่ให้ถูกแกะรอยตามได้ง่าย ๆ
เหยียนเฟิงมองกลุ่มคนที่เดินทางออกไปจากภูเขา จากนั้นก็สั่งให้คนอื่น ๆ ที่เตรียมขุดหลุมจุดไฟ และวางหม้อเพื่อทำอาหารด้วยการต้มหิมะให้เป็นน้ำร้อน ต่อมาก็เอาแป้งสาลีที่เหยียนซีเตรียมเอาไว้มาใส่ลงไปในน้ำร้อน เติมน้ำตาลให้ได้รสหวาน ทหารที่แทบไม่ได้กินของหวานมาตลอดทั้งปีก็รู้สึกดีมากที่ได้กินเข้าไป
ชายหนุ่มกินแป้งสาลีจนหมด จากนั้นก็เอาปิ่งออกมาอุ่นเพื่อกินต่อ ไม่นานก็เอ่ยขึ้น “วันนี้กินให้อิ่ม เสบียงมื้อต่อไปของพวกเราจะเป็นอาหารของพวกเป่ยหมาน”
“ท่านแม่ทัพ เราจะไปโจมตีค่ายหลักของพวกเป่ยหมานเลยหรือขอรับ” ทหารสะดุ้ง พวกเขามีกำลังเพียงห้าร้อยนายเท่านั้น ไม่สิ …ตอนนี้เหลือไม่ถึงห้าร้อยนายแล้วด้วยซ้ำ มันจะเสี่ยงเกินไปที่จะบุกโจมตีค่ายหลักของศัตรูหรือไม่
“พวกเป่ยหมานบังอาจเข้ามาบุกปล้นชุมชนการค้าชายแดนของแคว้นเว่ยเรา มีอะไรที่เจ้าต้องกลัวอย่างนั้นหรือ”เหยียนเฟิงมองอย่างไม่สบอารมณ์
ถูกต้อง เมื่อวานพวกเขาได้ต่อสู้กับเป่ยหมานประมาณสองร้อยคนแล้ว ในฐานะบุรุษ สิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดคือการยอมรับว่าตนกำลังขลาดกลัว เมื่อได้ยินชายหนุ่มถามเช่นนั้นเหล่าทหารจึงรีบยืดอกขึ้นมาทันที
เหยียนเฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “พวกเราคือทัพหน้า!”
หากโจวหงมาได้ยินสิ่งนี้ รับรองได้เลยว่าเขาจะต้องตบศีรษะของเหยียนเฟิงอย่างแน่นอน ทัพหน้าอย่างนั้นหรือ? กล้าเอ่ยเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร ในฐานะทหารจากเมืองหลวงแล้ว พวกเขามาที่นี่เพื่อเป็นกำลังเสริมเท่านั้น และสมควรที่จะรบกันในสนามรบจึงจะเหมาะสม ไม่ใช่จะไปผจญภัยเช่นนี้
น่าเสียดายที่เหยียนเฟิงถูกฝึกมาเป็นหน่วยกล้าตาย สิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือการซุ่มโจมตีและลงมือลอบสังหาร ดังนั้นหลังจากให้ทหารได้กินอาหารจนอิ่มหนำแล้ว ทุกคนก็เอาถุงน้ำร้อนมาแนบอกเพื่ออุ่นร่างกาย จากนั้นก็ถอดรองเท้าออกและเอาขนสัตว์มาหุ้มเท้าเพื่อความอบอุ่น
เหยียนซีขอให้คนช่วยทำถุงมือแบบไม่มีนิ้วจากหนังกวางและหนังกระต่าย และคราวนี้ก็ยังส่งถุงมือจำนวนหนึ่งมาให้พวกเขาด้วยเช่นกัน ชายหนุ่มบอกให้ทุกคนสวมรองเท้าให้เรียบร้อย จากนั้นก็นำกลุ่มคนขึ้นหลังม้าและมุ่งหน้าไปทางเหนือของภูเขา
เมื่อแม่ทัพมีความกล้าหาญและไม่หวาดกลัวต่อความตาย ทหารใต้บังคับบัญชาย่อมมีขวัญกำลังใจและพร้อมจะร่วมสู้อย่างกล้าหาญเช่นกัน
หลังจากเดินทางไปตามป่าบนภูเขาเป็นเวลานาน พวกเขาก็ไปถึงยังภูเขาลูกหนึ่ง ที่นั่นเหล่าทัพหน้าพบว่ามีพวกเป่ยหมาน
ทหารทุกคนได้ยินเสียงม้าศึกและเด็ก ๆ กำลังเล่นกันดังมาจากระยะไกล
ชาวเป่ยหมานเหล่านี้เลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าและดูเป็นชาวบ้านทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมีศึกสงคราม ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเด็ก เมื่อขึ้นหลังม้าแล้วก็จะกลายเป็นทหารชั้นยอด
เมื่อพบค่ายหลักของพวกเป่ยหมานแล้ว เหยียนเฟิงก็สั่งให้ทุกคนซุ่มอยู่รอเพื่อพักเอาแรงและรอโอกาสโจมตี
ทางด้านช่องเขาฮูเหล่า เกิ่งฉางกุ้ยและคนอื่น ๆ มองเห็นกลุ่มควันที่ลอยขึ้นมาจากค่ายตั้งแต่เมื่อวาน และคาดเดาว่าที่นั่นน่าจะเป็นตำแหน่งที่พวกเป่ยหมานซ่อนตัวอยู่ พร้อมรู้ว่าเหยียนเฟิงสามารถตามหาตัวอีกฝ่ายจนพบแล้ว พวกเขาไม่รู้ว่ามีเป่ยหมานอยู่ที่นั่นกี่คน ดังนั้นจึงนำกองกำลังมารอปิดทางออกจากภูเขา แล้วเริ่มส่งหน่วยสอดแนมเข้าไปเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ และได้พบกับกลุ่มทหารที่ชายหนุ่มขอให้กลับมาส่งชาวบ้านและผู้หญิงกลับเมือง
เกิ่งฉางกุ้ยเหลือบมองกลุ่มสตรีแล้วถอนหายใจพลางมองไปทางหลิวเหิง “ใต้เท้าขอรับ ตอนนี้น่าจะต้องส่งพวกนางไปยังอิงเฉิงก่อน”
หลิวเหิงพยักหน้ารับเล็กน้อย เขารู้ดีว่าสตรีเหล่านี้ถูกเป่ยหมานฉุดคร่าไป ดังนั้นแทบทุกคนจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานแม้จะได้รับความช่วยเหลือมาแล้วก็ตาม เหยียนเฟิงคงต้องการให้เขาและเหยียนซีช่วยปกป้องพวกนางด้วย
ชายหนุ่มเรียกผู้ติดตามที่ไว้ใจได้เข้ามาแล้วมอบหมายหน้าที่ให้ “ไปหารถม้ามาแล้วส่งตัวสตรีเหล่านี้ไปยังอิงเฉิง” และก็เสริมอีกว่า “จากนั้นก็เล่าเรื่องที่พวกนางได้พบหลังถูกข้าศึกพาตัวไปให้ฮูหยินฟัง”
เกิ่งฉางกุ้ยส่งคนของตนเองไปช่วยคุ้มกันรถม้าด้วย และยังไม่ลืมที่จะเอ่ยปลอบพวกนางด้วยว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง ฮูหยินจะช่วยเหลือทุกคนอย่างแน่นอน”
สตรีกลุ่มนี้กังวลเป็นอย่างมาก ทว่าสตรีที่เคยพูดกับเหยียนเฟิงยังคงมีแววตาสดใสและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น มันน่าสงสัยมากว่านางเป็นใครกันแน่ ทำไมทุกคนถึงได้ดูเชื่อคำพูดของนางนัก
เมื่อได้พบกลุ่มสตรีที่ถูกช่วยเหลือมา หลิวเหิงและเกิ่งฉางกุ้ยก็กังวลเล็กน้อย เพราะรู้จากทุกคนว่าเหยียนเฟิงกำลังพากำลังพลที่เหลืออยู่เดินทางไปตามหาค่ายหลักของเป่ยหมาน พวกเขามีกำลังไม่มากและยังอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้คือโจมตีเป่ยหมานที่ช่องเขาฮูเหล่าเพื่อดึงความสนใจศัตรูให้ทุ่มกำลังพลมาทางนี้
ช่องเขาฮูเหล่าเป็นพื้นที่ชั้นยอดที่จะใช้ในการตั้งรับ และยากที่จะโจมตีให้แตกพ่ายได้ หากพวกเขาไม่ยอมเปิดประตู ป้อมปราการก็จะสามารถรั้งรอได้จนกว่ากำลังเสริมของโจวหงจะมาถึง
ห้าวันต่อมา กองกำลังเสริมของโจวหงเดินทัพมาถึงแล้ว เมื่อเขาได้ยินว่าทัพหน้าเดินทางขึ้นภูเขาไปโดยไม่ได้รับอนุญาตก็โกรธมากและสบถออกมา ทว่าโชคยังดีที่เหยียนเฟิงส่งข่าวกลับมาว่ากำลังซุ่มดูอยู่ที่ภูเขาไม่ห่างจากค่ายหลักของศัตรูมากนัก
โจวหงวางแผนที่จะบุกโจมตีทั้งสองทางพร้อมกัน
ตอนนี้หานเลี่ยผู้นำของเป่ยหมานเป็นผู้นำทัพมาด้วยตนเอง ในกองทัพครั้งนี้เขามีชนเผ่ามากกว่าสิบสองชนเผ่าเข้าร่วม เป่ยหมานรวบรวมคนได้กว่าแสนนายและกำลังมุ่งหน้าสู่แคว้นเว่ยเพื่อปิดล้อมช่องเขาฮูเหล่า นอกชายแดนเป็นสถานที่ซึ่งไร้พรมแดนกั้นขวาง ข่าวลือเรื่องที่ซูเอ๋อร์จาต้องการร่วมมือกับแคว้นเว่ยเพื่อโจมตีเป่ยหมานได้ยินไปถึงหูหานเลี่ย มันทำให้เขาต้องการที่จะโจมตีเป่ยหูด้วยเช่นกัน
แต่เป่ยหูเองก็มีไหวพริบเพียงพอ ซูเอ๋อร์จาอาศัยความสัมพันธ์ทางการค้ากับแคว้นเว่ยซื้ออาวุธและเสบียง จนทำให้เขาสามารถรวบรวมชาวเป่ยหูจากชนเผ่าต่าง ๆ ได้มากมาย มันทำให้ชายหนุ่มกลายเป็นหัวหน้าเผ่าที่มีพรรคพวกมากที่สุดในบรรดาชาวเป่ยหู
เป่ยหมานต้องการโจมตีเป่ยหู แต่สถานที่ตั้งค่ายหลบหนาวในปีนี้ของเป่ยหูอยู่ไม่ไกลจากชายแดนแคว้นเว่ยมากนัก หากเริ่มเปิดฉากโจมตีเป่ยหู มันย่อมจะต้องทำให้แคว้นเว่ยและเป่ยหูผนึกกำลังกันได้ง่าย แม้เป่ยหูจะมีที่พักไว้สำหรับอยู่อาศัยในฤดูหนาวหลายแห่ง แต่สถานที่อื่น ๆ ล้วนอยู่ลึกเข้าไปในทุ่งหญ้าห่างไกล ทั้งยังต้องฝ่าความหนาวเย็น ลมกรรโชกแรง และหิมะเพื่อไล่ตามไป นั่นอาจจะทำให้ทั้งม้าและคนเสี่ยงที่จะแข็งตาย หากเทียบกับการตามหาค่ายฤดูหนาวของเป่ยหู การโจมตีแคว้นเว่ยจึงนับว่าเป็นเรื่องง่ายดายกว่ามาก
ฤดูหนาวในปีนี้หนาวมากเสียจนวัวและแกะที่อยู่รอบ ๆ ช่องเขาถึงกับแข็งตาย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ชาวเป่ยหมานพึ่งพาอาหารที่อันอ๋องสนับสนุนให้จึงอยู่รอดได้ในฤดูหนาว เมื่ออันอ๋องถูกปราบปราม แหล่งอาหารของเป่ยหมานจึงถูกตัดขาด แม้จะต้องการเอาอย่างเป่ยหูในการทำการค้ากับแคว้นเว่ย แต่เพราะความสัมพันธ์ที่ต่อสู้กันมายาวนานระหว่างสองฝ่าย จึงทำให้พวกเขาไว้ใจทำการค้าด้วยกันได้ยาก
เป่ยหมานต้องการเข้าไปในช่องเขาฮูเหล่าเพื่อโจมตีและช่วงชิงเสบียง แต่กองกำลังป้องกันชายแดนที่นำโดยเหลียงอวี่ตงสามารถปกป้องช่องเขาฮูเหล่าไว้ได้อย่างแน่นหนา ทำให้ไม่มีใครสามารถรุกรานชายแดนแคว้นเว่ยได้เป็นเวลาถึงสองปีเต็ม ๆ ทว่าขณะนี้กองกำลังเป่ยหมานบังเอิญพบเส้นทางเล็ก ๆ ที่สามารถการลักลอบเข้าไปในแคว้นเว่ยทางป่าได้ ทำให้สามารถส่งทหารม้ากลุ่มเล็ก ๆ เข้าไปปล้นสะดมมา แต่อาหารและหญ้าสำหรับสัตว์เพียงเล็กน้อยก็ยังไม่เพียงพอสำหรับทำให้ทั้งเผ่าอยู่รอดได้ท่ามกลางความยากลำบากของฤดูหนาว
หากฤดูใบไม้ผลิมาถึง ทั้งเป่ยหูกับแคว้นเว่ยอาจจะเริ่มร่วมมือกันโจมตีครั้งใหญ่ พวกเขาอาจไม่สามารถรับมือได้อีก และข่าวการบรรลุข้อตกลงระหว่างเป่ยหูและแคว้นเว่ยก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าเป่ยหมานกำลังตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นหานเลี่ยผู้นำเป่ยหมานจึงต้องเริ่มคิดหาทางต่อสู้ อีกทั้งยังต้องพยายามพลิกสถานการณ์ให้ได้ ตราบใดที่สู้กับแคว้นเว่ยอย่างเต็มกำลังและสามารถผ่านปราการของช่องเขาฮูเหล่าไปได้ เป่ยหูและเป่ยหรงก็คงจะหันมาร่วมมือกับตนเองเพื่อปล้นแคว้นเว่ย และข้อตกลงระหว่างเป่ยหูกับแคว้นเว่ยก็คงจะไม่มีอยู่อีกต่อไป