ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 408 ภาพที่พร่าเลือน
บทที่ 408 ภาพที่พร่าเลือน
หลังจากกลับจากการประชุมในท้องพระโรง โจวหงก็เข้ามาพบเหยียนเฟิง
เหยียนเฟิงรู้สึกกังวลเมื่อได้ยินว่าเป่ยหมานบุกเข้ามา และเมื่อได้พบโจวหงก็ยิ่งกังวลว่าจะต้องมีเรื่องไม่สงบเกิดขึ้น
โจวหงคิดเสมอว่าทักษะของเหยียนเฟิงคงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายหากเขาจะถูกให้อยู่แต่ในค่ายชานเมืองหลวง ทั้งยังควรจะได้แสดงความสามารถในสมรภูมิ และเลื่อนขั้นเป็นใหญ่ในฝ่ายกลาโหม
ทว่าชายหนุ่มไม่ได้ต้องการตำแหน่งหรือหน้าตาเหล่านั้น เหยียนซีเป็นคนขอให้เขาเดินทางเข้าเมืองหลวง ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะอยู่ที่เมืองหลวง เพื่อดูแลจวนให้หญิงสาวเท่านั้น
เมื่อใดที่เหยียนซีและเหยียนหลิ่วต้องการกลับมายังบ้านของพ่อและแม่ เขาจะได้รอพวกนางอยู่เสมอ อีกทั้งเมื่อไหร่ที่ถูกรังแกน้องสาวทั้งสองก็จะสามารถกลับมาที่บ้าน เพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาได้
แต่โจวหงก็เอ่ยกับเขาว่า “ความมั่นคงในฐานะของเจ้านั้นเท่ากับการรับประกันฐานะและความมั่นคงของท่านหญิง ตอนนี้เจ้าเป็นเพียงนายกองเท่านั้น ไม่ต้องถามถึงหลิวเหิงเลย เวลานี้แม้แต่ฟางหมิงอี้เจ้าก็อาจจะไม่สามารถเทียบได้ด้วยซ้ำ พลเรือนและทหารนั้นแตกต่างกัน เราทำได้เพียงแสดงความสามารถในการรบออกมาเท่านั้นจึงจะได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนฝ่ายพลเรือน เมื่ออาวุโสขึ้นก็จะก้าวหน้าเอง เพียงแค่มีอายุราชการมากขึ้นก็จะเลื่อนตำแหน่งขึ้นได้ตลอด”
“เจ้าอาจจะไม่ได้เกรงกลัวฟางหมิงอี้ แต่หลิวเหิงเล่า ตอนนี้เขาเป็นเจ้าเมืองการเมืองขั้นสี่แล้ว ด้วยความสามารถและความโปรดปรานที่ฝ่าบาททรงมีต่อเขา ข้าเกรงว่าไม่ช้าเขาต้องได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสามหรือสอง เมื่อถึงเวลานั้นแล้วเจ้าจะยังปกป้องท่านหญิงได้อีกงั้นหรือ”
เหยียนเฟิงลังเลเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
คราวนี้โจวหงมาถึงจวนของเขาและพูดอย่างไม่อ้อมค้อม “เป่ยหมานกำลังรุกรานเรา ข้าจะนำกองกำลังเสริมไปที่นั่น หลิวเอ้อร์หลางและท่านหญิงเหยียนต่างอยู่ที่เหลียวโจว ข้าอยากจะให้เจ้าไปเป็นแนวหน้า เจ้าต้องการจะเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้หรือไม่”
เหยียนเฟิงเข้าใจทันทีว่าหากเป่ยหมานยกทั้งกองทัพเข้ามาได้ หลิวเหิงและเหยียนซีที่อยู่ในเหลียวโจวจะตกอยู่ในอันตราย สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือการตอบตกลงเดี๋ยวนี้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงรีบลุกขึ้นไปเก็บของอย่างไม่รอช้า
ยังไม่ทันที่โจวหงจะตั้งตัวได้ เหยียนเฟิงก็เก็บของและสวมเกราะเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังจูงม้าออกไปจากจวนอีกด้วย
“เจ้าเด็กนี่… เจ้าช่าง …หัวแข็งนัก” โจวหงรู้สึกว่าเหยียนซีได้ประโยชน์มากมายจากการช่วยชีวิตเหยียนเฟิงและน้องสาว ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นใครภักดีเช่นนี้มาก่อน
เว่ยเฉิงออกคำสั่งไปยังเฉิงโจวและเหลียวโจว เพื่อให้พวกเขาเตรียมเสบียงมาเสริมกำลังแก่กองทัพด้วยการจัดซื้ออาหารจากพื้นที่ใกล้เคียง โจวหงนำทัพหนึ่งแสนห้าหมื่นนายที่รวบรวมได้จากที่ต่าง ๆ เดินทางรุดเข้าไปที่เหลียวโจวโดยมีเหยียนเฟิงเป็นผู้นำทัพหน้า
เหยียนเฟิงแทบจะรอไม่ไหวที่จะรีบเดินทางไปยังเหลียวโจว เมื่อเขาเดินทัพไปถึงอิงเฉิง กองทัพเป่ยหมานก็รวมตัวอยู่ที่หน้าช่องเขาฮูเหล่าด้วยเช่นกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินการอย่างรีบเร่ง หลิวเหิงส่งเสบียงและอาหารสัตว์จำนวนหนึ่งไปที่ช่องเขาฮูเหล่า บริเวณทางเข้าออกเล็ก ๆ ซึ่งเป่ยหมานใช้เข้าออกยังมีข้าศึกเดินทางไปมา
ทั้งทางเข้าและออกของเส้นทางนั้นเป็นป่าหนาทึบบนที่สูง เกิ่งฉางกุ้ยยังเฝ้าอยู่ที่ทางเข้าออกจากป่า แต่มีกำลังไม่มากพอจะเข้าไปตามกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามในป่าได้
เหยียนซีไม่ได้เจอเหยียนเฟิงมาเกือบสองปีแล้ว แต่เมื่อเธอจะได้พบเขาจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มันก็มีแต่เรื่องฉุกละหุกเกิดขึ้น สถานการณ์ทั้งหมดเต็มไปด้วยความเร่งด่วน และเหยียนเฟิงก็ต้องรีบเดินทางไปยังช่องเขาฮูเหล่า
เมื่อหญิงสาวขึ้นไปบนป้อมประตูเมืองก็เห็นว่ากองทัพหลายพันนายที่นำโดยเหยียนเฟิงกำลังมุ่งหน้าไปยังช่องเขาฮูเหล่าด้วยม้าที่กำลังย่ำไปตามพื้นหิมะ
เขาไปถึงที่หมายพร้อมกองทัพหน้าเคลื่อนที่เร็วจำนวนห้าพันนาย ตอนนี้มีการต่อสู้หลายครั้งนอกชายแดน หลิวเหิงอยู่ในชุดเครื่องแบบข้าราชการและพกดาบสั้นเอาไว้
ก่อนที่กองทัพของโจวหงจะมาถึง ช่องเขาฮูเหล่าก็เกิดความโกลาหลแล้ว เป่ยหมานนับหมื่นกำลังล้อมรอบทางเข้าออกชายแดน เห็นชัดว่าพวกมันพยายามจะบุกเข้ามาให้ได้
เหยียนเฟิงสังเกตการณ์อยู่ที่ป้อมปราการและมองลงไปด้านล่างอยู่นาน จากนั้นก็ขอแผนที่ทางเข้าออกเพื่อสำรวจ “ข้าจะพาคนไปจัดการทางเข้าออกของพวกนั้น”
“ไปอย่างไรงั้นหรือ”
“ปีนเขาขึ้นไป”
เกิ่งฉางกุ้ยตกใจ “ไม่ได้! หิมะบนภูเขาหนามาก ตอนนี้กระทั่งก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่นระหว่างพักยังทำไม่ได้เลย”
“ไม่แข็งตายหรอกน่า” ระหว่างที่เหยียนเฟิงได้รับการฝึกฝนให้เป็นหน่วยกล้าตาย เขาเคยถูกให้ขึ้นไปฝึกการเอาตัวรอดบนเขาของเหลียวโจวในช่วงหน้าหนาวมาก่อน ในเวลานั้นเขามีเพียงเสื้อคลุมผ้าฝ้ายบาง ๆ อีกทั้งยังไม่มีแม้แต่อาหารและน้ำ ทว่าก็ยังรอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้
แม้เขาจะไม่สามารถแบ่งปันประสบการณ์ของตนเองกับคนอื่น ๆ ได้ แต่ก็เป็นเรื่องดีที่จะลองหาหนทางสักทาง ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างยืดเยื้อออกไปโดยไม่สามารถทำอะไรได้เช่นนี้
หลิวเหิงรู้ว่าเหยียนเฟิงคิดถูกต้องแล้วในแง่ของกลยุทธ์ทางการทหาร แต่สิ่งที่เกิ่งฉางกุ้ยทักท้วงก็ถูกต้องเช่นกัน เขาจะจัดการกับความหนาวเย็นบนเขาสูงอย่างไร
ขณะที่ทั้งสามกำลังหารือกันอยู่นั้นเอง เฉวียจือก็รีบเข้ามาพลางเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ทัพเกิ่ง ฮูหยินฝากให้ข้าส่งของที่จำเป็นมาให้ท่านขอรับ”
เฉวียจือนำสิ่งของมากมายมาเต็มเกวียนคันใหญ่ มันมีทั้งพริกป่น ผงขิง เสื้อคลุมเคลือบไขกันน้ำ เสื้อกันหนาว และรองเท้าหุ้มแข้งจากหนังกวางจำนวนหนึ่ง
สิ่งของที่หญิงสาวรวบรวมได้ทั้งหมดในคราวนี้ไม่ได้ถูกส่งไปขายในเมืองหลวงเพราะไม่ทันช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เธอเห็นว่าเหยียนเฟิงและคนอื่น ๆ ในกองทัพสวมเพียงเสื้อทอจากผ้าฝ้าย มันไม่สามารถช่วยให้อบอุ่นได้มากนัก ดังนั้นสินค้าทั้งหมดที่มีจึงถูกนำออกมาจากโรงเก็บในเวลาชั่วข้ามคืน
เหยียนเฟิงดูเสื้อผ้าที่เหยียนซีส่งมาแล้วเอ่ยขึ้นทันที “ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ข้าต้องรีบลงมือแล้ว”
จริงอย่างที่เขาว่า วิธีที่เหยียนเฟิงเสนอเป็นวิธีที่ดีที่สุดในสถานการณ์เร่งด่วนจริง ๆ
เกิ่งฉางกุ้ยส่งคนไปสอบถามว่ามีนายพรานอยู่ในบริเวณนี้ที่สามารถเดินทางขึ้นเขาไปกับเหยียนเฟิงได้บ้างหรือไม่
เขาส่งคนไปตามหาพรรคพวกจากชาวบ้านอำเภอเหอถิงจนได้ชายฝีมือดีมาหลายคน “พวกเขาเคยลอบข้ามชายแดนไปตามชายเขาเพื่อเข้าเขตเป่ยหมานมาก่อน”
หลิวเหิงตะลึง เขาแทบจะลืมไปแล้วว่ามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในเหอถิงที่เชี่ยวชาญการขโมยแกะและวัวของเป่ยหมาน
อย่างน้อยหากมีพวกเขาคอยนำทางก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหลงทางบนเขาแล้ว
เหยียนเฟิงให้ทุกคนเตรียมเนื้อตากแห้งและเสื้อคลุมตัวใหญ่สองตัว จากนั้นก็สวมชุดผ้าฝ้ายพร้อมกับรองเท้าหุ้มแข้ง ไม่นานก็ติดตามชาวบ้านขึ้นเขาไปโดยไม่ใช้ม้า
สิ่งของที่เหยียนซีส่งมาเพียงพอสำหรับคนห้าร้อยนายเท่านั้น ดังนั้นกองกำลังในครั้งนี้ของเหยียนเฟิงจึงมีเพียงห้าร้อยคน
บนภูเขาอากาศหนาวเหน็บและหิมะท่วมสูงถึงน่อง ระหว่างที่เดินเท้าไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกหนาวเย็นราวกับถูกเข็มทิ่มแทง เหยียนเฟิงเป็นคนที่ถูกฝึกจนแข็งแกร่ง ดังนั้นจึงชินชากับความยากลำบาก แม้เขาจะสามารถเดินทางต่อไปได้โดยไม่ต้องพัก แต่ก็ต้องยอมให้คนอื่น ๆ จุดไฟพักผ่อนกันในถ้ำก่อนเพราะกลัวว่าจะมีคนหนาวตาย
ทุกคนต่างต้มน้ำร้อนแล้วโรยพริกป่นลงไปเล็กน้อย ก่อนเอาขึ้นมาจิบเพื่อช่วยเพิ่มกำลังและสร้างความอบอุ่นภายในร่างกาย
เหยียนเฟิงถือขวดบรรจุพริกป่นที่ทำจากกระเบื้องเคลือบเอาไว้ แล้วขอให้ทุกคนเอนหลังหลับสักงีบเพื่อพักผ่อนเอาแรงก่อนจะรีบเดินทางต่อ ไม่นานพวกเขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของคนอยู่ด้านนอก นั่นคือทหารฝ่ายเป่ยหมานที่กำลังเดินทางผ่านไป มีชาวบ้านและสตรีที่ถูกจับมาถูกลากตัวไปด้วย พวกเขายังถูกทำร้ายอย่างสาหัสโดยการให้สวมเพียงเสื้อผ้าบาง ๆ เท่านั้น
เป่ยหมานไม่คิดว่าในแคว้นเว่ยจะมีใครกล้าขึ้นเขาท่ามกลางความหนาวเย็นเช่นนี้เพื่อตามไล่ล่าพวกตนเอง เพราะมันเป็นแผนการที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง ชาวเว่ยอ่อนแอและไม่ทนต่อความเย็น จะมีใครกล้าพาตัวเองมาตายเปล่าเล่า ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนจะใช้ที่นี่เป็นที่ซ่อนตัวและออกไปปล้นพื้นที่ต่าง ๆ ในแคว้นเว่ยเป็นครั้งคราว
กลุ่มทหารที่นำโดยเหยียนเฟิงเองก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าเมื่อปีนเขาขึ้นมาแล้วจะพบกับเหตุการณ์เช่นนี้
ดวงตาของเหยียนเฟิงรู้สึกพร่ามัว มันราวกับมีบางอย่างโผล่ขึ้นมาบดบังภาพเบื้องหน้าจนทำให้มองเห็นภาพได้ไม่ชัดเจน เขาดึงดาบออกมาโดยไม่รู้ตัว และรีบออกคำสั่งพลางตรงไปที่ม้าของศัตรู “ยึดม้าแล้วฆ่าศัตรูซะ!”
พวกเขาทิ้งม้าเอาไว้เบื้องหลัง ทว่าตอนนี้มีม้ามารอถึงที่แล้ว การชิงม้าของศัตรูมาใช้ประโยชน์ย่อมดีกว่าการสู้ด้วยมือเปล่า ชาวเป่ยหมานไม่ได้คาดว่าจะได้พบศัตรูที่นี่ ดังนั้นกองกำลังที่มีอยู่จึงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเสียขวัญ
เหยียนเฟิงและพรรคพวกขี่ม้าอย่างรวดเร็ว หลังจากขึ้นมาบนหลังม้าได้ชายหนุ่มก็นิ่งเงียบราวกับเป็นมือสังหาร คมดาบของเขาเฉียบคม ไม่มีครั้งใดที่วาดออกไปแล้วพลาดเป้า
กองกำลังเป่ยหมานรู้สึกว่าชายคนนี้คล้ายจะไม่ใช่มนุษย์ ใบหน้าของเขาเย็นชาราวกับน้ำแข็งและหิมะที่อยู่รอบ ๆ โลหิตชโลมไปทั่วคมดาบของอีกฝ่าย มันเป็นภาพที่น่ากลัวราวกับคนตรงหน้าเป็นนักสู้ที่ไม่รู้จักว่าความตายคืออะไร