ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 406 เรื่องที่น่าสนใจมากกว่า
บทที่ 406 เรื่องที่น่าสนใจมากกว่า
วันนี้เมื่อพระราชโองการและตั๋วเงินเดินทางมาถึงอิงเฉิง ในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทุกคนในเหลียวโจวต่างก็เป็นเช่นรองเจ้าเมืองหวังที่ต้องเกิดความวุ่นวายทางมโนธรรมภายในจิตใจ
ทว่าหลิวเหิงนั้นดูสงบนิ่งมาก เขามีซีเอ๋อร์อยู่ข้างกายจึงไม่ได้สนใจเงินแสนตำลึงเท่าไรนัก และสนใจเรื่องพระราชโองการมากกว่า
ทั้งสองรีบนั่งรถม้ากลับมายังสำนักงานและเปลี่ยนเป็นเครื่องแบบทางการ ส่วนเหยียนซีก็กลับไปยังจวนด้านใน พร้อมกับเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าตามบรรดาศักดิ์ท่านหญิงออกมา
ในส่วนต้อนรับของที่ว่าการเมืองมีการปูพรมแดงที่พื้นกับจัดโต๊ะบูชา หลังจากตีฆ้องสามครั้ง ผู้แทนพระองค์ก็เดินเข้ามาในประตูที่ว่าการ และมายืนอยู่หน้าโต๊ะบูชา
ระหว่างที่หลิวเหิงคุกเข่าลงที่พื้น เขาก็ประคองให้ภรรยาคุกเข่าลงข้างกัน หากดูตามลำดับขั้นขุนนางแล้ว เหยียนซีจะต้องคุกเข่าอยู่ด้านหน้าของชายหนุ่ม เนื่องจากเธอมีบรรดาศักดิ์เทียบเท่าขุนนางขั้นสอง ส่วนหลิวเหิงเป็นเจ้าเมืองขั้นสี่เท่านั้น
รองเจ้าเมืองหวังและคนอื่น ๆ เองคุกเข่าลงเช่นกัน เมื่อเขาเห็นใต้เท้าและฮูหยินคุกเข่าในตำแหน่งเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าใต้เท้ากำลังจะบอกเป็นนัย ว่าท่านไม่สามารถทำงานต่าง ๆ ทั้งหมดได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากฮูหยิน และยังย้ำเตือนให้ทุกคนรู้อีกด้วยว่าฮูหยินมีตำแหน่งที่สูงกว่าเจ้าเมือง ช่างเป็นสามีที่อยู่ในโอวาทของภรรยาจริง ๆ
เมื่อผู้แทนพระองค์เห็นว่าทุกคนคุกเข่าลงแล้ว จึงได้เปิดพระราชโองการแล้วเริ่มเอ่ยขึ้นว่า “พระราชโองการพระราชทานจากจักรพรรดิเฟิงเทียนเฉิงอวิ้นแก่หลิวเหิง เจ้าเมืองเหลียวโจวผู้มีความภักดีและเมตตาต่อราษฎร สามารถปกครองท้องถิ่นได้อย่างสัมฤทธิ์ผล และสนับสนุนให้มีการทำการเกษตร… เห็นสมควรที่จะได้รับการเลื่อนขั้น พร้อมแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งขุนนางพลเรือน เจ้าหน้าที่กรมคลัง หลังจากดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของราษฎรที่เหลียวโจวเสร็จสิ้นแล้ว ให้หลิวเหิงเข้ารับตำแหน่งหลังฤดูใบไม้ร่วงในปีหน้า ขอแสดงความยินดีด้วย” ผู้แทนพระองค์จากกรมพิธีการอ่านพระบรมราชโองการเสร็จสิ้นด้วยน้ำเสียไพเราะและสง่างาม ก่อนจะส่งม้วนพระราชโองการให้แก่หลิวเหิง “ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าหลิว ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าหลิว”
หลิวเหิงคิดว่าหลังจากนี้ตนจะถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงในสักวันหนึ่ง แต่ก็ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ และยังไม่คิดว่าจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นอีกครั้ง
เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากนายอำเภอขั้นเจ็ดของซินเย่มาเป็นเจ้าเมืองการเมืองขั้นสี่ มันเป็นการขยับขึ้นห้าขั้นในคราวเดียว แต่นั่นก็เป็นเพราะมีส่วนร่วมในการปราบปรามกบฏซึ่งเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ ดังนั้นการเลื่อนขั้นเร็วเพียงนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ
ตอนนี้เขาถูกเลื่อนขั้นมาเป็นขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งขุนนางกรมคลัง ซึ่งไม่นับว่าเป็นเรื่องง่ายเลย มีขุนนางมากมายที่ต้องอยู่บริหารท้องถิ่นไปตลอดชีวิต และอาจจะขึ้นเป็นขุนนางขั้นสี่เมื่อเสียชีวิตลง
แต่เขากลับใช้เวลาเพียงสามปีในการไต่ขึ้นมาจากขุนนางขั้นเจ็ดตำแหน่งนายอำเภอ ขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมคลัง …นี่มันไกลเกินฝันเสียด้วยซ้ำ
รองเจ้าเมืองหวัง ผู้ตรวจการอู๋ นายอำเภอหนิว และเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ตั้งแต่ตำแหน่งใหญ่ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ผู้น้อยทั้งหมดในเหลียวโจว ซึ่งคุกเข่าอยู่ไม่ได้มีสีหน้ายินดีเท่าที่ควร
เหยียนซีเบิกบานอยู่ในใจ นี่เป็นข่าวดีมาก! เมื่อกลับไปยังเมืองหลวงแล้ว เธอจะสามารถพาพี่เอ้อร์หลางไปรับการตรวจจากสำนักแพทย์หลวงได้ ว่าอาการของเขาจะสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้หรือไม่
ระหว่างที่หญิงสาวกำลังคิดแผนการว่าจะเชิญหมอหลวงมาอย่างไร ให้ไม่เป็นที่สนใจมากเกินไปเมื่อเดินทางไปถึงเมืองหลวงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า ผู้แทนพระองค์ก็เริ่มอ่านพระราชโองการอีกฉบับซึ่งพระราชทานแก่เธอ
เหยียนซีมีบรรดาศักดิ์เป็นท่านหญิงและมีพื้นที่ศักดินาในครอบครองอยู่แล้ว โดยปกติแล้วเมื่อสามีเลื่อนขั้นขึ้นเป็นขุนนางขั้นสาม ตนในฐานะภรรยาก็จะได้รับการเลื่อนฐานะขึ้นเช่นกัน แต่ภรรยาขุนนางขั้นสามก็ยังไม่เทียบเท่าบรรดาศักดิ์เดิมของเธอ ดังนั้นจึงยังไม่มีการเลื่อนขั้นให้หญิงสาวในเวลานี้ แต่ฝ่าบาทก็ยังทรงพระราชทานของรางวัลมากมายทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับล้ำค่า และสิ่งของต่าง ๆ มาในกล่องหรูหราอีกหลายใบ
ระหว่างที่ผู้แทนพระองค์อ่านพระราชโองการจากจักรพรรดิ ราชองครักษ์ก็เป็นผู้นำของขวัญหลายกล่องเหล่านั้นเข้ามาและวางมันลง ในเวลาเพียงครู่เดียวก็มีทั้งกล่องและหีบไม้ใบใหญ่ซ้อนกันถึงสามชั้น
“จักรพรรดิทรงพระเจริญ!” เหยียนซีมีความสุขมาก เธอดูเบิกบานยิ่งกว่าวันแต่งงานซะอีก การมีเงินเยอะ ๆ ถือเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน!
ทันใดนั้นหลิวเหิงก็รู้สึกผิดในใจขึ้นมา “ซีเอ๋อร์ หลังจากย้ายเข้าเมืองหลวงแล้ว ข้าจะตั้งใจทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะเลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นหนึ่งโดยเร็วที่สุด เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าเองก็จะได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นเก้าเมิ่ง*[1]ด้วย”
มันถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เขาได้นางมาเป็นภรรยา แต่น่าเสียดายที่การเลื่อนตำแหน่งของตนไม่เพียงพอที่จะทำให้นางได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ไปด้วย เขาไม่สนใจว่าตอนนี้ซีเอ๋อร์จะมีบรรดาศักดิ์สูงกว่าตนเอง เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดีของเพื่อนร่วมงานและเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดีของราษฎร แต่สำหรับซีเอ๋อร์ที่เป็นภรรยาแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ได้ทำอะไรเพื่อนางมากนัก เมื่อคิดว่ามีโอกาสรออยู่ในเมืองหลวง หลิวเหิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงไฟแห่งความทะเยอทะยานที่ลุกโชนขึ้นในใจ ในบรรดาราชเลขาทั้งห้าและเจ้ากรมทั้งหก คนที่อายุน้อยที่สุดก็ยังมีอายุมากกว่าห้าสิบปี แม้จะต้องรอให้พวกเขาสิ้นใจในตำแหน่ง แต่ชายหนุ่มก็ยังมีเวลาพอที่จะรอ อีกสิบปีเขาอาจจะได้ขึ้นสู่ตำแหน่งขุนนางอาวุโสก็เป็นได้
“เก้าเมิ่งหรือเจ้าคะ?” เหยียนซีอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “หากได้รับพระราชทานตำแหน่งเก้าเมิ่งแล้วจะมีประโยชน์อะไรกับข้าเล่า” ในฐานะท่านหญิง นอกจากได้เงินค่าเช่าจากพื้นที่ศักดินาแล้ว มันก็ดูเหมือนว่าตนจะไม่ได้รับอะไรเพิ่มเติมอีก หญิงสาวไม่ได้สนใจว่าจะมีใครต่ำกว่าตนเอง และไม่จำเป็นต้องคุกเข่าเพื่อเข้าหา นอกจากนี้เหลียวโจวก็เป็นชุมชนในป่าเขาซึ่งห่างไกลจากจักรพรรดิ ขุนนางท้องถิ่นที่มีอำนาจมากที่สุดคือหลิวเหิง แม้เธอจะไม่ได้เป็นท่านหญิง แต่ในฐานะฮูหยินของเจ้าเมือง เหยียนซีก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าเข้าหาใครทั้งสิ้น
เมื่อหลิวเหิงได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้ง นอกจากการถวายตัวเข้าฝ่ายในแล้ว เกียรติยศสูงสุดของสตรีก็คือการได้เลื่อนขั้นตามสามีที่เป็นขุนนางขั้นหนึ่งและกลายเป็นฮูหยินเก้ามิ่ง แต่ดูเหมือนเขาเองก็จะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน สิทธิที่นางจะได้รับจากบรรดาศักดิ์เก้ามิ่งคืออะไร หลังจากที่คิดอย่างรอบคอบชายหนุ่มก็ตอบออกมา “หากเป็นฮูหยินเก้ามิ่ง เจ้าจะกลายเป็นแบบอย่างแก่สตรีทั่วทั้งเมือง และยังได้รับพระราชทานรางวัลจำนวนมากจากราชสำนัก เมื่อได้เลื่อนขั้นถึงขั้นที่หนึ่งแล้ว เจ้าก็จะสามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชสำนัก งานเฉลิมฉลองสำคัญต่าง ๆ และถวายฎีกาได้อีกด้วย”
เหยียนซีส่ายหน้า น่าแปลกใจเล็กน้อยที่ใคร ๆ ต่างก็ต้องการที่จะเกิดเป็นเชื้อพระวงศ์ ความจริงแล้วการได้รับบรรดาศักดิ์เก้าเมิ่งอาจจะไม่ได้มีข้อดีเท่ากับการเป็นท่านหญิงอยู่เช่นนี้ด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยเป็นท่านหญิงก็มีศักดินาและรายได้ประจำจากค่าเช่า “เป็นเก้าเมิ่งแล้วต้องทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ”
“ก็ต้องเป็นภรรยาที่ดูแลสั่งสอนบุตร ดูแลงานบ้านงานเรือนเป็นอย่างดี และประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมให้สมกับที่ได้รับการยกย่องจากราชสำนัก”
เช่นนี้ไม่ใช่ว่าตำแหน่งที่ได้มานั้นก็เพื่อยกย่องสตรี ที่ทำหน้าที่ศรีภรรยาผู้เพียบพร้อมตามประเพณีของขุนนางใหญ่ได้อย่างนั้นหรือ? เหยียนซีส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยให้กับหลิวเหิง
ชายหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความมั่นใจ “อีกประการหนึ่งก็คือฮูหยินเก้ามิ่งที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์แล้ว จะไม่มีสิทธิ์แต่งงานใหม่หรือหย่ากับสามีได้อีก”
แล้วหากเธอต้องการที่จะแต่งงานใหม่หรือว่าหย่ากับสามี ตนจะถูกประหารชีวิตหรือเนรเทศงั้นหรือ? หญิงสาวไม่เคยรู้เกี่ยวกับสิทธิต่าง ๆ ของสตรีในยุคโบราณมาก่อน แต่เมื่อเห็นแววตาของอีกฝ่ายแล้ว หากเธอถามคำถามนี้ออกไป เขาจะคิดมากอีกหรือไม่
หลังจากที่หลิวเหิงพูดจบ เหยียนซีก็ไม่ได้แสดงท่าทีอื่นใด นอกจากถามอย่างสงสัยเกี่ยวกับตำแหน่งเก้าเมิ่ง ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะเขาเอ่ยคำมั่นที่จะมุมานะทำงานเพื่อให้เป็นเกียรติแก่นาง แต่นางกลับไม่ได้ตื่นเต้นกับมันเท่าที่ควร
เมื่อเหยียนซีเห็นว่าสีหน้าของหลิวเหิงหม่นหมองลง เธอก็ย้อนกลับไปคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่แล้วก็เข้าใจขึ้นมาได้ว่าเขาเจตนาจะสื่อถึงสิ่งใด ดังนั้นจึงได้เข้าไปโอบรอบเอวสามีเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้น “พี่เอ้อร์หลาง ตราบใดที่ท่านเลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อย ๆ ข้าจะได้เป็นเก้าเมิ่งหรือไม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับข้าเลยเจ้าค่ะ” ว่าจบก็กระซิบเสียงเบา “ข้าไม่สนใจตำแหน่งอะไรของตนเองหรอก สนใจเพียงแต่ท่านเท่านั้นเจ้าค่ะ”
หลิวเหิงรู้สึกเห่อร้อนบนใบหน้า แม้แต่ใบหูของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดง นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนซีพูดอย่างตรงไปตรงมาว่านางสนใจเพียงตนเท่านั้น มันทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องวาดแขนโอบกอดหญิงสาวกลับ ชายหนุ่มแทบอยากจะดึงนางเข้ามาแนบชิดจนหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน “ท่านแม่พูดเสมอว่าเจ้าเป็นดาวนำโชคของข้า แล้วก็เป็นเช่นนั้นเสมอ หากไม่มีเจ้าแล้วข้าจะสามารถมีวันนี้ได้หรือไม่นะ”
“ทุกสิ่งในวันนี้ล้วนเกิดจากความพยายามอย่างหนักของท่านตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านย่อมประสบความสำเร็จในชีวิต แม้จะไม่มีข้าอยู่ด้วยก็ตามเจ้าค่ะ” เหยียนซีพูดออกไปตามความจริง ความสำเร็จในการปกครองส่วนท้องถิ่นและหน้าที่การงานทั้งหมดของหลิวเหิงนั้น เกิดจากการที่เขาตั้งใจทำงานในทุกขั้นตอนและวางแผนมาเป็นอย่างดี เธอเพียงช่วยเหลือเขาเล็กน้อย ดั่งเกล็ดน้ำตาลบนหน้าขนมเท่านั้น
“แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็มีความสุขมากที่เราจะได้กลับเมืองหลวงกันแล้วเจ้าค่ะ” เหยียนซีเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม
หลิวเหิงมองหญิงสาวด้วยความสงสัย ดังนั้นเธอจึงเอ่ยขึ้นโดยไม่รอให้เขาถามสิ่งใดออกมา “พี่เอ้อร์หลาง แม้ท่านจะบอกว่าท่านหมออาวุโสเชี่ยวชาญในวิชาแพทย์มากก็ตาม แต่ในเมืองหลวงก็ยังมีท่านหมอที่มีความสามารถอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในสำนักแพทย์หลวง เราน่าจะให้พวกเขามาตรวจอีกสักครั้ง ลองให้โอกาสตนเองอีกสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ” เธอกลัวว่าชายหนุ่มจะคิดมากจนเกินไป “ข้าแค่คิดว่า… สุขภาพของท่านอาจจะไม่ได้มีปัญหาถึงเพียงนั้น ท่านดูแข็งแรงดี บางทีท่านหมอคนก่อนอาจจะไม่ได้ชำนาญเรื่องการมีบุตรยากก็ได้”
เธอไม่แน่ใจนักว่าผู้ชายที่มีภาวะมีบุตรยากนั้นจะดูเป็นอย่างไร แต่สำหรับตนตอนนี้ หลิวเหิงดูแข็งแรงดีมาก
ชายหนุ่มตัวแข็งทื่อ มันราวกับมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเหยียนซีมองเขาด้วยความเป็นห่วง ราวกับกลัวว่าจะทำให้ตนเองไม่สบายใจ จึงได้ตอบไปด้วยน้ำเสียงเบาหวิวว่า “เอาละ… แต่ข้าไม่ต้องการให้ใครทราบเรื่องนี้”
[1] เก้าเมิ่ง คือ ตำแหน่งที่จักรพรรดิพระราชทานให้ฮูหยินของขุนนางขั้นสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะสูงขึ้นตามฐานะของสามี