ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 405 ให้ตะวันและจันทราเป็นพยาน
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 405 ให้ตะวันและจันทราเป็นพยาน
บทที่ 405 ให้ตะวันและจันทราเป็นพยาน
ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างคิดเรื่องของตนเองอยู่ในใจ เพียงชั่วพริบตาหนึ่งความคิดมากมายพลันแวบขึ้นมาในหัวของพวกเขา
เว่ยเฉิงฟังเสียงอันมีชีวิตชีวาของผู้คนด้านนอกและพยักหน้าให้กับติงเสี่ยน “พวกเจ้าทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อชาวเหลียวโจวจริง ๆ” เขากำลังจะเดินลงไปที่ชั้นล่าง ทว่ากลับหยุดยืนอยู่ขั้นบนสุดของบันไดและมองฉื่อซือหมิง “ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ใต้เท้าฉื่อมายังเมืองหลวง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จำต้องหยิบยืมมาใช่หรือไม่”
ฉื่อซือหมิงไม่คาดว่าฝ่าบาทจะทรงทราบเรื่องนี้ แม้เขาจะถือว่ามาจากครอบครัวบัณฑิต แต่จริง ๆ แล้วก็มีเพียงบิดาของเขาเท่านั้นที่เป็นบัณฑิต ตอนที่เขาเดินทางมาสอบขุนนางที่เมืองหลวง พ่อของเขาก็ต้องเดินทางไปรับตำแหน่งที่ต่างเมือง ดังนั้นจึงต้องหยิบยืมเงินมาจริง ๆ
เมื่อจักรพรรดิตรัสถามเช่นนี้เขาจะกล้าปิดบังได้อย่างไร “ตอนนั้นครอบครัวของกระหม่อมมีฐานะปานกลางเท่านั้น การที่จะเข้าสอบขุนนางในเมืองหลวงจึงจำเป็นจะต้องหยิบยืมเงินมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนั้นใต้เท้าฉื่อเคยได้ลองกินอาหารเหล่านั้นบ้างหรือไม่” เว่ยเฉิงมองไปทางอาหารเสียบไม้ย่างและน้ำแกงหม่าล่าที่อยู่ด้านนอก
“กระหม่อมไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอาหารเหล่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ทุกคนที่นี่ลองไปชิมอาหารราคาไม่กี่อีแปะที่ชาวบ้านชอบกินกันดูเถิด อาหารราคาถูกเช่นนี้เองที่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวของชาวเหลียวโจวให้กลับมามีความหวังขึ้นมาได้ มันทำให้พวกเขามีทั้งอาหารและเสื้อผ้าเพียงพอในฤดูหนาว ไปเถอะ” หลังเว่ยเฉิงพูดจบแล้วก็เดินนำราชองครักษ์ออกไป
เมื่อฝ่าบาททรงรับสั่งเช่นนั้น ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายต่างก็ต้องมองหน้ากันไปมา และเริ่มไปชิมอาหารที่กระโจมขายอาหารแต่ละหลัง
หลังจากที่หวังชีและฟางหมิงอี้จัดที่ประทับสำหรับฝ่าบาทแล้วก็ลงมาที่ชั้นล่างเพื่อทักทายลูกค้าต่อ เมื่อพวกเขาเห็นว่าฝ่าบาทเสด็จกลับไปแล้ว ก็พบว่าขุนนางผู้ใหญ่เริ่มลงมาจากชั้นบนโดยที่ติงเสี่ยนก็ตามลงมาด้วย
หลังฟังเรื่องราวที่ติงเสี่ยนเล่าแล้ว หวังชีก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “นายท่านติง ข้าต้องการจะขอบคุณท่านแทนเอ้อร์หลางจริง ๆ”
ต่อหน้าพระพักตร์ของจักรพรรดิ แม้เพียงการชายตามองผิดเพียงครั้งเดียวก็อาจจะทำให้ต้องตกไปสู่ความหายนะ หรือแม้แต่ถึงชีวิตได้ ทว่าในครั้งนี้ติงเสี่ยนกลับยอมเสี่ยงเพื่อช่วยหลิวเหิงเรียกร้องความยุติธรรม และยังช่วยเป็นปากเสียงให้เหยียนซีอีกด้วย
ติงเสี่ยนส่ายหน้า “ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยขอรับคุณชายชี ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณท่านเจ้าเมืองหลิวและฮูหยิน หากเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ จากเหลียวโจวมาอยู่ที่นี่ พวกเขาก็คงต้องการทำเช่นนี้ไม่ต่างกัน”
หวังชีไม่ได้โต้ตอบและยินดีอยู่เงียบ ๆ
จากนั้นติงเสี่ยนก็เริ่มถามเรื่องอื่นขึ้นมา “ด้านล่างเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
ฟางหมิงอี้ซับเหงื่อด้วยความร้อน “หนังกวาง เลือดกวาง และเขากวางที่เราเตรียมมานั้นขายหมดแล้ว และอาจจะต้องเชือดกวางเพิ่มหลายตัว เพื่อนำมาชำแหละขายเพิ่มเติม”
เลือดกวางและส่วนต่าง ๆ ของกวางล้วนสามารถนำมาทำเป็นยาได้ ร้ายขายยาในเมืองหลวงต่างต้องมีเก็บไว้ให้ซื้อหา แต่บรรดาขุนนางใหญ่กำชับพ่อบ้านมาว่าต้องการของแพงเท่านั้น ทำให้บรรดาสินค้าพิเศษที่แพงที่สุดจากเหลียวโจวอย่าง โสม เห็ดหลินจือ และส่วนต่าง ๆ ของกวางถูกขายออกไปจนหมดในเวลาไม่นาน
“ข้าคิดว่าจะขอให้ลุงหวูโถวส่งข้อความไปสั่งสินค้ามาเพิ่มดีหรือไม่” ฟางหมิงอี้คำนวณระยะทางและคิดว่าสามารถให้คนส่งสินค้ามาเพิ่มเติมได้
“ใช่ เราต้องให้คนขนสินค้ามาเพิ่มอีก” ติงเสี่ยนพยักหน้า จากนั้นเขาก็เรียกคนงานมาพูดคุย “ไปแจ้งทุกคนว่าให้เริ่มผลัดกันพักทานอาหาร หลังจากนี้เราน่าจะยุ่งกันมาก”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าจะยุ่งกว่านี้ก็พากันตกใจ เพราะตอนนี้ก็ถือว่ายุ่งมากพออยู่แล้ว จะยุ่งกว่านี้อีกหรือ? …เช่นนั้นจะยุ่งมากถึงเพียงใดกัน
ในช่วงครึ่งวันที่เหลือทุกอย่างเป็นตามที่ติงเสี่ยนพูดไว้ คนขายของต้องการจะมีปากและมือเพิ่มมากขึ้นเพื่อใช้ในการรับแขก และจะได้ทำงานทันกับจำนวนลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ในช่วงค่ำ เมื่อลูกค้ารายสุดท้ายถูกส่งออกจากร้านแล้ว พวกเขาจึงเข้ามารวมตัวกันในร้านและนั่งลงกับพื้น
ทุกคนต่างคิดว่าเมืองหลวงนั้นเต็มไปด้วยคนบ้าที่แสนจะร่ำรวย
โดยเฉพาะคนที่ต้องการซื้อสินค้ามากมายและไม่อยากได้ส่วนลด มันราวกับว่าการเหลือเงินกลับไปแม้แต่อีแปะเดียวจะเป็นเรื่องผิดมหันต์
อาหารและข้าวของส่วนใหญ่ราคาไม่กี่อีแปะและหลายสิบอีแปะ หรืออย่างแพงที่สุดก็ไม่กี่ร้อยตำลึงเท่านั้น ทว่าเพียงวันแรกสินค้าพิเศษจากเหลียวโจวกลับขายได้เงินมาถึงหมื่นตำลึง และยังต้องตั้งป้าย ‘สินค้าหมด’ ในวันรุ่งขึ้น
แต่การติดป้ายเช่นนั้นก็ยังเปล่าประโยชน์ เพราะลูกค้าก็ยังกล่าวว่าพวกเขาสามารถจ่ายเงินจองสินค้าไว้ก่อนได้ ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับจองสินค้าไปบางส่วน
เมื่อสินค้าสองขบวนจากเหลียวโจวถูกขายจนหมด ติงเสี่ยนก็ได้รับเงินมากกว่าแสนตำลึง และพาทุกคนเดินทางกลับไปยังเหลียวโจวให้ทันก่อนปีใหม่
ระหว่างทางกลับ ติงเสี่ยนรู้สึกว่าเขานอนไม่หลับ เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนหรือทำอะไรก็รู้สึกราวกับมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาที่แขนเสื้อของเขาอยู่
คนในขบวนสินค้ากลัวว่านายท่านติงจะทำตั๋วเงินหล่นหาย เหล่าหญิงสาวจึงเร่งรีบเย็บผ้าน้ำมันมาเป็นถุงห้าชั้นเพื่อให้นายท่านติงเก็บตั๋วเงิน
ระหว่างที่กำลังยุ่งอยู่กับการเดินทาง หลิวเหิงก็ได้รับคำสั่งจากกรมกลาโหมในเหลียวโจวว่าปีหน้ากองทัพต้องการซื้อม้าดี ๆ สองพันตัวจากโรงเลี้ยงม้าที่เหอถิง และยังต้องการซื้ออาหารแห้งต่าง ๆ อย่างพริกป่นจำนวนหลายพันจิน ผงเครื่องเทศ และเนื้อตากแห้งอีกด้วย
หลังจากเจ้าหน้าที่กรมกลาโหมสั่งซื้อม้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยกย่องหลิวเหิงและยังมีคำชื่นชมมาทางจดหมายอีกด้วย
เหยียนซีกังวลเล็กน้อยหลังจากได้อ่านจดหมาย “จะมีสงครามเกิดขึ้นใบปีหน้าหรือไม่เจ้าคะ”
หลิวเหิงพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าเองก็เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น”
ข้อเสนอของเป่ยหูที่จะร่วมกันโจมตีเป่ยหมาน ตอนนี้ดูเหมือนจะบรรลุข้อตกลงได้แล้ว ดังนั้นกรมกลาโหมจึงต้องเตรียมจัดหาม้าและเสบียงอาหารเอาไว้ที่เหลียวโจว ประการแรก มันถือว่าเป็นการช่วยเรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้านในเหลียวโจว ส่วนประการที่สองคือการซื้อสินค้าที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับชายแดน เพราะมันจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
“เสี่ยวเฟิง พี่ชายของข้าจะเป็นทัพหน้า ส่วนแม่ทัพผู้นำกองกำลังในครั้งนี้คือแม่ทัพโจวหง” เหยียนเฟิงกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมาในจดหมาย และเหยียนซีก็รู้สึกว่าเขาไม่ระมัดระวังเอาเสียเลย นี่เป็นเรื่องสำคัญทางการทหาร ทว่าเขากลับเขียนมันมาในจดหมายส่วนตัว หากมีใครบางคนได้จดหมายนี้ไป การที่ทำข้อมูลของทางการรั่วไหล มันเพียงพอจะทำให้ต้องโทษประหารได้
“ต่อไปข้าคงต้องเตือนเขาว่าไม่ควรเขียนเรื่องเหล่านี้ลงมาในจดหมาย ระวังเอาไว้สักหน่อยจะดีกว่า” เหยียนซีก้มหน้าลงแล้วหยิบพู่กันขึ้นมา และเริ่มเขียนจดหมายตอบกลับ โดยบอกให้เหยียนเฟิงระมัดระวังให้มากขึ้นในทุก ๆ ด้าน
ความจริงแล้วหญิงสาวต้องการจะบอกให้เขาไม่ร่วมทำสงคราม และอยู่ในค่ายที่ชานเมืองหลวงไปเช่นนั้นน่าจะดีกว่า แต่ด้วยนิสัยของเหยียนเฟิง หากพยายามที่จะหยุดยั้งเขาไว้ เธอเกรงว่าอีกฝ่ายจะยอมทำตามจริง ๆ และกลัวว่าหากเหยียนเฟิงมีความต้องการที่จะเข้าร่วมสงครามจริง ๆ เขาจะละทิ้งความตั้งใจของตัวเองเพราะตน ดังนั้นเหยียนซีจึงทำได้เพียงกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เขาระมัดระวังตัวให้ดี
จากนั้นเธอก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมเนื้อตากแห้ง พริกป่น และอื่น ๆ เนื้อเหล่านี้อาจจะมีสักชิ้นที่เหยียนเฟิงจะได้กินเข้าไป ดังนั้นจึงต้องเตรียมพร้อมอย่างดี
ขณะนี้หญิงสาวและหลิวเหิงกำลังคุยกันว่าจะต้องซื้อวัวกับแกะเพิ่มอีกกี่ตัว และคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายออกมา จากนั้นก็ดูว่ามีเงินเพียงพอหรือไม่ ระหว่างนั้นเองรองเจ้าเมืองหวังก็นำกลุ่มนายอำเภอรีบเข้ามาที่หน้าห้อง และเอ่ยด้วยเสียงดังว่า “ใต้เท้าขอรับ!”
มีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ? หลิวเหิงที่ได้ยินเสียงรีบออกไป และเห็นว่าเป็นรองเจ้าเมืองหวังและนายอำเภอทั้งสิบเจ็ดคนที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลัง “เหตุใดจึงดูตื่นตระหนกนักเล่า?”
นายอำเภอหนิวรีบตรงเข้ามาเอ่ยขึ้น “ใต้เท้าขอรับ ทางการต้องการสั่งซื้อม้าอย่างนั้นหรือ”
“ถูกต้อง” ชายหนุ่มมองคนอื่น ๆ กรมกลาโหมต้องการซื้อม้า ดังนั้นเขาจึงเข้าใจได้ว่าเหตุใดนายอำเภอหนิวจึงดูตื่นเต้น แต่คนอื่น ๆ นั้นเลี้ยงกวาง เป็ด และทอผ้าขาย เหตุใดทุกคนจึงตื่นเต้นตามกันไปด้วยเช่นนี้
รองเจ้าเมืองหวังยืนอยู่ด้วยท่าทีจดจ่อราวกับกำลังอดใจรอที่จะพูดบางอย่าง จากนั้นเขาก็รีบเงยหน้าขึ้นและพูดกับหลิวเหิงว่า “นายท่านติงกลับมาแล้วขอรับ”
“โอ้ ความจริงแล้วควรจะมาหลังจากนี้อีกสักสองวันไม่ใช่หรือ”
“ใต้เท้าขอรับ เขากลับมาพร้อมตั๋วเงินจำนวนมาก!” รองเจ้าเมืองหวังพูดเสียงดัง ตั๋วเงินที่ทุก ๆ ปีจะเตรียมไปเพื่อจ่ายภาษีและผลผลิตไปอย่างเปล่า ๆ ใครต่างก็ทราบว่าในเมืองหลวงซึ่งเป็นที่ประทับของฝ่าบาท เมื่อส่งเงินและผลผลิตออกไปแล้วมีแต่ส่งไป ทว่าไม่เคยได้อะไรกลับมา แต่ครั้งนี้พวกเขากลับมาพร้อมเงินมหาศาล!
“ไม่เพียงแค่นั้นนะขอรับ เขายังมีพระราชโองการมาด้วย!” รองเจ้าเมืองหวัง เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ และนายอำเภอทุกคนกำลังตื่นเต้นเรื่องเงินกันอยู่ ตอนนี้หลิวจงเซี่ยวที่เป็นผู้ดูแลจวนเจ้าเมืองจึงเป็นคนที่มีสติที่สุด ไม่นานเขาก็เอ่ยเรื่องสำคัญขึ้นมา “ใต้เท้า รีบกลับไปยังที่ว่าการเพื่อรับพระราชโองการเถิดขอรับ”
“โอ้ ใช่ ๆ มีพระราชโองการด้วย ตอนนี้ผู้แทนพระองค์เองก็เดินทางมาถึงที่ว่าการแล้วเช่นกัน” รองเจ้าเมืองหวังตบหน้าผาก เกิดอะไรขึ้นกับเขากัน เขามองข้ามเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิไปได้อย่างไร มันทำให้อดคิดในใจขึ้นมาไม่ได้ว่า ความรักที่เขามีต่อเงินทองนั้นมากกว่าความรักต่อฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ?
ไม่! เขาภักดีต่อองค์จักรพรรดิที่สุด ให้ตะวันและจันทราเป็นพยานได้เลย! แต่เขาก็อยากเห็นเหลือเกินว่าตั๋วเงินกว่าแสนตำลึงที่ติงเสี่ยนนำมาจะเป็นอย่างไร มันช่างเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะตัดสินใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ทดสอบมโนธรรมเช่นนี้ขึ้นมา