ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 404 ยกย่องขุนนางผู้มีคุณธรรมต่อหน้าพระพักตร์
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 404 ยกย่องขุนนางผู้มีคุณธรรมต่อหน้าพระพักตร์
บทที่ 404 ยกย่องขุนนางผู้มีคุณธรรมต่อหน้าพระพักตร์
“กราบทูลฝ่าบาท ชาวเหลียวโจวมีฐานะยากจนมานานพ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นเพราะพระเมตตาของฝ่าบาทที่ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองหลิวขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองเหลียวโจว ทำให้ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นมาก ตั้งแต่ใต้เท้าดำรงตำแหน่งมา ท่านก็ให้ความสำคัญกับการทำไร่นาและปลูกพืช ส่งเสริมการจัดการน้ำ ขุดคูคลอง สร้างถนน และแม้แต่ฮูหยินเองก็ยังนำเงินสินสอดทั้งหมดออกมาช่วยเหลือ…”
ใต้เท้าเกากระแอมขึ้นมา มันเป็นการเตือนติงเสี่ยนว่าไม่ควรจะพูดมากเกินไป ฝ่าบาทเพียงตรัสถามเกี่ยวกับฐานะของชาวบ้าน เหตุใดคำตอบจึงยาวเหยียดเพียงนี้กัน
ติงเสี่ยนแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจการเตือนนั้นของใต้เท้าเกาและเริ่มกราบทูลต่อไป เพราะนับตั้งแต่ราชสำนักส่งขุนนางมาตรวจสอบเรื่องการทุจริตของเจ้าเมืองหลิว ติงเสี่ยนก็คิดเสมอว่าอยากจะช่วยคืนความยุติธรรมและล้างแค้นแทนชายหนุ่ม และในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้ว ดังนั้นจึงต้องการใช้โอกาสนี้ช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของเจ้าเมืองหลิวให้ได้มากที่สุด
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ เหลียวโจวต่างจากเมืองหลวง ถนนหลายแห่งไม่อาจใช้ม้าหรือรถม้าเดินทางไปถึงได้ และจำเป็นต้องเดินเท้าไปเท่านั้น ดังนั้นเจ้าเมืองหลิวจึงต้องเปลี่ยนรองเท้าเจ็ดหรือแปดคู่ในเวลาเพียงหนึ่งปี….”
ขุนนางระดับสูงในเมืองหลวงพักอยู่ที่เมืองกันอย่างสุขสบาย และทำตัวเป็นขุนนางฉ้อฉลที่หวังแต่ผลประโยชน์ พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร้กังวล ทั้งยังกินดื่มอย่างอิสระ แต่เจ้าเมืองหลิวเล่า เขาทำงานไม่หยุดตลอดทั้งปี ชายหนุ่มคอยตรวจตราและให้ความช่วยเหลือชาวบ้านตามทุ่งนา เพื่อให้สามารถหว่านไถในฤดูใบไม้ผลิรวมทั้งเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วงได้ อีกฝ่ายแบกหินหรือไม่ก็แบกกระสอบทรายไปซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำ และยังต้องนั่งรถม้าเป็นวัน ๆ ขึ้นไปบนภูเขาที่ห่างไกล เหตุใดขุนนางดี ๆ เช่นเขาจึงต้องถูกตรวจสอบด้วย
ราษฎรทั่วไปล้วนเป็นคนเรียบง่าย ซื่อตรง และมีความรู้เฉพาะเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่ห่างไกลจากบ้านเกิดตนเอง พวกเขาไม่เคยเดินทางออกไปไกลเกินท้องถิ่นที่อยู่ ไม่ว่าสินค้าที่พวกเขาผลิตได้จะเป็นของดีสักเพียงใด แต่พ่อค้าคนกลางก็มักจะมารับซื้อในราคาที่ต่ำ ใต้เท้าหลิวต้องการช่วยแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้ชาวบ้านได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชายหนุ่มเดินทางไปยังอำเภอต่าง ๆ ที่แล้วที่เล่าไม่ได้ว่างเว้น ขุนนางเช่นเขาสามารถนั่งสบาย ๆ อยู่ในสำนักงานที่ว่าการได้ตลอดทั้งปี แต่เขากลับเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการเยี่ยมเยือนชาวบ้านตามอำเภอต่าง ๆ และไปแม้แต่อำเภอเหอถิงที่มีข้าศึกเข้ามารุกรานเป็นประจำและยังแห้งแล้งจนเกินเยียวยา แม้จะมีแรงงานอยู่ แต่ที่นั่นก็ไม่สามารถหางานอะไรทำได้ โชคดีที่ฮูหยินกำลังทำการค้าม้าและปศุสัตว์ต่าง ๆ อยู่ ดังนั้นนางจึงแนะนำให้สร้างโรงเลี้ยงม้าและแกะขึ้นที่นั่น
จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มมีรายได้จากการรับจ้างดูแลปศุสัตว์เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัว ส่วนชาวคังผิงที่เรียนรู้แต่การปลูกพืชในไร่นาและขุดของป่าตลอดทั้งปี ฮูหยินก็มาช่วยสอนให้พวกเขาได้รู้จักการทำถั่วคั่วเพื่อเพิ่มมูลค่า…
เขาพูดเกี่ยวกับเจ้าเมืองหลิวและยังยกย่องฮูหยินหลิวไปด้วยอีกพักหนึ่ง ติงเสี่ยนเป็นคนช่างพูดช่างเจรจามาก เขาไม่เพียงเอ่ยถึงความตั้งใจและพยายามอย่างหนักในการทำงานของหลิวเหิงและเหยียนซีเท่านั้น แต่ยังระบุอย่างชัดเจนอีกว่าการขายสินค้าพิเศษจากเหลียวโจวครั้งนี้ฮูหยินท่านเจ้าเมือง หรือท่านหญิงเหยียนนั่นเองที่เป็นเจ้าของความคิด นางจัดการให้เกิดขบวนสินค้าที่น่าสนใจเช่นนี้ขึ้นมา และยังเป็นผู้ออกเงินซื้อสินค้าทั้งหมดนี้เพื่อนำมาขายอีกด้วย
“กราบทูลฝ่าบาท ชาวเหลียวโจวได้รับความทุกข์ทรมานจากการมีขุนนางฉ้อฉลมาปกครองเป็นเวลานาน หลังจากที่รอมาหลายปีในที่สุดก็ได้พบกับเจ้าเมืองหลิว ผู้คนต่างพูดว่าเมื่อมีผู้ปกครองที่ชาญฉลาดมาดูแลบ้านเมือง ทุกสิ่งก็ย่อมต้องดีวันดีคืนพ่ะย่ะค่ะ” ติงเสี่ยนกล่าวพร้อมกับคุกเข่าลงอย่างเคร่งขรึม “ในนามของชาวเหลียวโจว กระหม่อมประสงค์จะเป็นตัวแทนกราบขอบพระทัยฝ่าบาท ในพระเมตตาที่ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองหลิวให้มาเป็นเจ้าเมืองของเหลียวโจวพ่ะย่ะค่ะ!”
คำเยินยอของติงเสี่ยนทำให้ใต้เท้าราชเลขาทั้งหลายลอบอุทานในใจขึ้นมา หลิวเหิงไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ แม้เขาจะไม่ได้มาที่นี่ แต่ด้วยความภักดีที่ได้รับจากผู้ใต้บังคับบัญชาและความสามารถในการคิดแผนการ ความพยายามในการทำงานหนักของอีกฝ่ายจึงไม่ได้ถูกมองข้าม จนกระทั่งฝ่าบาทได้ทอดพระเนตรทุกอย่างด้วยพระองค์เองเช่นนี้
เฉินฟู่หลี่เหลือบมองฉื่อเก๋อเหล่า ดังนั้นฉื่อเก๋อเหล่าจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “สินค้าพิเศษทั้งหมดของเหลียวโจวนี้ ฮูหยินหลิวเป็นผู้จัดการทั้งหมดเองอย่างนั้นหรือ”
“นอกจากฮูหยินแล้วจะมีใครให้ราคาสินค้าที่สมเหตุสมผลกับชาวบ้านได้อีกเล่าขอรับ” ติงเสี่ยนตอบโดยไม่ลังเล “ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าแผ่นดินนี้หมุนไปได้ด้วยผลกำไร แต่ฮูหยินหลิวภรรยาของท่านเจ้าเมืองทั้งลงแรงและลงทุนเพื่อช่วยเหลือพวกเรา นางไม่เพียงสอนวิธีทำน้ำแกงหม่าล่าเท่านั้น แต่ตอนที่อยู่ในซินเย่ ฮูหยินก็ยังชักชวนให้ทุกคนลองทำและปรับปรุงสูตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้รสชาติที่ดีที่สุดออกมา ฮูหยินยอมเปิดเผยสูตรโดยไม่รับสิ่งใดตอบแทน โปรดดูแม่ครัวที่ทำน้ำแกงหม่าล่าด้านล่างสิขอรับ ฮูหยินบอกว่านางต้องมาเปิดร้านขายของที่นี่ซึ่งถือว่าเป็นงานหนัก สมควรได้รับเงินค่าจ้างห้าสิบอีแปะต่อวัน และยังมีเงินพิเศษหนึ่งตำลึงให้เมื่อกลับไปถึงบ้านเกิดด้วย คนมากมายที่ถูกจ้างมาทำงานนี้ล้วนได้รับค่าแรงไม่น้อย ฮูหยินยอมลงทุนมากถึงเพียงนี้ ก็เพราะอยากให้เจ้าเมืองหลิวและชาวเหลียวโจวทุกคนมีความสุขมากขึ้น ทุกคนต่างบอกว่าเจ้าเมืองเหยียนอุทิศชีวิตเพื่อผู้คนมาโดยตลอด ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่าเจ้าเมืองหลิวและฮูหยินเป็นสามีภรรยาที่เหมาะสมกันมากเพียงใด”
“ใต้เท้าหลิวอุทิศตนทำงานเพื่อชาวบ้าน ส่วนฮูหยินก็เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรม ฮูหยินแสวงหากำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยังกล่าวไว้ด้วยว่าเมื่อเราเดินทางกลับไปที่เหลียวโจว ฮูหยินจะมอบกำไรเจ็ดส่วนให้แก่ท่านเจ้าเมืองเพื่อใช้ในการช่วยเหลือราษฎร”
“แม้ท่านหญิงจะเป็นสตรี แต่ก็เป็นคนที่เข้าใจเรื่องความชอบธรรมอย่างลึกซึ้ง แม้แต่จักรพรรดิผู้ล่วงลับก็ยังเคยพระราชทานคำยกย่องแก่นาง เมื่อตอนที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ช่างสมกับฐานะบุตรสาวของมหาราชครูจริง ๆ นางมีความชอบธรรมไม่ต่างจากบรรพบุรุษของนาง” เว่ยเฉิงเหลือบมองที่ฉื่อเก๋อเหล่าแล้วกล่าวกับติงเสี่ยนด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
คำถามนั้นของฉื่อเก๋อเหล่าอาจจะฟังดูเป็นคำพูดทั่วไป แต่หากเรื่องเช่นนี้ถูกแพร่กระจายออกไป มันจะกลายเป็นหลักฐานว่าเหยียนซีทำสิ่งต่าง ๆ โดยพลการ ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวเป็นถึงท่านหญิงที่มีบรรดาศักดิ์ แต่นางกลับจัดตั้งขบวนการค้าขึ้นมาเพื่อหากำไร เช่นนี้จะควรค่าแก่คำยกย่องของราชสำนักหรือไม่ อีกทั้งจะเรียกว่าสามีของนางอย่างหลิวเหิงเรียนว่ารู้ที่จะสั่งสอนนางให้มีความรักต่อราษฎรได้อย่างไร ในเมื่อภรรยาของเขาทำการค้าแข่งกับชาวบ้านเพื่อค้ากำไร ดังนั้นจะยอมรับเขาในฐานะขุนนางที่เป็นกำลังหลักของราชสำนักได้อย่างนั้นหรือ
ติงเสี่ยนยังถือว่าใหม่มากในวงการราชการ แต่เขาอยู่ในวงการการค้ามาหลายปีแล้ว ดังนั้นเขาจึงทราบได้โดยสัญชาตญาณว่าคำพูดของฉื่อเก๋อเหล่านั้นมีเจตนาอื่นแอบแฝง ดังนั้นคำตอบของเขาจึงอธิบายเรื่องทั้งหมดเพื่อขัดขวางเจตนานั้นลงได้
และคำชมเชยของเว่ยเฉิงก็ยังช่วยยกระดับเหยียนซีมากยิ่งขึ้นไปอีก ซ้ำยังยกเรื่องคำยกย่องที่ได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิเทียนฉีมาอ้างถึงด้วย เช่นนี้แล้วจะมีใครกล้าตำหนิเหยียนซีขึ้นมาได้อีก ไม่มีใครบังอาจดูหมิ่นคนที่จักรพรรดิผู้ล่วงลับทรงให้การยกย่องอย่างแน่นอน
“จักรพรรดิผู้ล่วงลับทรงมีสายพระเนตรที่เฉียบแหลมยิ่งนัก เป็นกระหม่อมที่พลาดไปเอง ฝ่าบาททรงพระราชทานอภัยแก่กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ฉื่อเก๋อเหล่าและเฉินฟู่หลี่มองหน้ากัน ก่อนจะโค้งตำนับแล้วกล่าวขออภัย
“ใต้เท้าฉื่อต้องเข้าใจในเรื่องทั่วไปของชาวบ้านเสียหน่อย หากทุกคนในราชสำนักสามารถเป็นได้อย่างหลิวหย่งจวินและท่านหญิงเหยียนได้ มันก็คงเป็นดั่งพรดี ๆ สำหรับราษฎรและบ้านเมือง”
ความคิดเห็นของเว่ยเฉิงทำให้หัวใจของฉื่อซือหมิงเต้นรัว ในรัชสมัยของจักรพรรดิผู้ล่วงลับ เขาเป็นดั่งผู้ช่วยของเฉินฟู่หลี่ในการทำงานเสมอ การที่ฝ่าบาททรงตรัสเช่นนี้เท่ากับต้องการตบหน้าเขาใช่หรือไม่ มันทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก และก้มหน้าเชื่อฟังรับสั่งของจักรพรรดิ
เฉิยฟู่หลี่ไม่ได้สนใจท่าทีของฉื่อซือหมิง เขาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับชื่อที่ฝ่าบาททรงตรัสว่า ‘หลิวหย่งจวินและท่านหญิงเหยียน’ เขาอยากจะเงยหน้าขึ้นมองสีพระพักตร์ของฝ่าบาทยามตรัสเรียกทั้งคู่เสียจริง แต่ก็ไม่บังอาจทำได้ คำเรียกเช่นนี้เป็นการย้ำเตือนเขาว่าพระองค์เคยมีพระทัยลึกซึ้งต่อเหยียนซี เมื่อยังทรงดำรงบรรดาศักดิ์อ๋อง
หลิวเหิงและเหยียนซีเป็นสามีภรรยากัน ปกติแล้วทั้งสองจะถูกเรียกว่าหลิวเหิงและภรรยาของเขา แม้เหยียนซีจะมีบรรดาศักดิ์เป็นท่านหญิง ซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่าหลิวเหิงที่มีตำแหน่งเป็นเพียงเจ้าเมือง แต่การที่ฝ่าบาทตรัสถึงทั้งสองแยกกันเช่นนี้ก็ยังนับว่าแปลก เป็นไปได้หรือไม่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา …พระองค์จะยังไม่เปลี่ยนพระทัยจากนาง
หากจักรพรรดิยังทรงต้องพระทัยในตัวเหยียนซีอยู่จริง ๆ เช่นนั้นก็ไม่มีใครสามารถหยุดหลิวเหิงไม่ให้เขากลับมาที่เมืองหลวงได้อีกแล้ว
หากเหยียนซีได้กลับมาเมืองหลวง… เพียงคิดแล้วหัวใจของเฉินฟู่หลี่ก็เต้นรัว เขาไม่ได้นึกห่วงเฉินโหย่วฝูอีกต่อไป แต่คนที่น่าเป็นห่วงคือหลานสาวที่เป็นพระสนมอยู่ในวังหลวงยามนี้มากกว่า
คนอื่น ๆ อาจไม่ได้สังเกต แต่เฉินฟู่หลี่รู้อยู่แก่ใจว่าหลานสาวของเขามีความละม้ายเหยียนซีอย่างไม่ได้ตั้งใจ
และจักรพรรดิเองก็อาจจะไม่ทรงสังเกตถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่ทั้งคำพูด ความสามารถ และการกระทำของพระสนมเฉินนั้นคล้ายกับเหยียนซีหลายส่วน นางชงชาฤดูร้อนได้ดี และมักจะชอบพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการค้าขาย อีกทั้งยังเป็นคนที่สนใจเรื่องในอดีต ไวต่อความรู้สึกต่าง ๆ ของผู้คน …หลายครั้งที่คำพูดและการกระทำของนางไม่ได้เป็นไปตามธรรมเนียมและประเพณีมากนัก แต่หลังจากที่นางถวายตัวเข้าวังหลวงก็ได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิเป็นพิเศษ จนสามารถให้กำเนิดองค์ชายขึ้นมาได้
หากเหยียนซีกลับมาเมืองหลวง พระทัยของฝ่าบาทจากที่ทรงโปรดปรานพระสนมเฉินจะกลายเป็นอื่นไปหรือไม่
เฉินฟู่หลี่คิดเรื่องเช่นนี้ในใจอย่างกังวล แต่ก็พยายามหาเหตุผลมาหักล้าง
ไม่ ก่อนหน้านี้ตอนที่หลิวเหิงถูกจับไปขังคุกและพยายามผลักเหยียนซีออกไปจากตัว แต่นางก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจไปหาใครอื่น ขณะนี้สามีภรรยาคู่นั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อกันมาก นางคงไม่มีทางคิดถึงฝ่าบาทอย่างแน่นอน
สำหรับจักรพรรดิเอง ก่อนหน้านั้นพระองค์ก็ไม่ได้อาศัยช่วงเวลาที่หลิวเหิงกำลังตกที่นั่งลำบากไปช่วงชิงความได้เปรียบในตัวเหยียนซี อีกทั้งตอนนี้พระองค์ก็ทรงเป็นจักรพรรดิแล้ว และกำลังมุ่งความสนพระทัยไปที่การทรงงานเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิผู้ปรีชา ดังนั้นจึงไม่มีทางไปยุ่งกับภรรยาของผู้อื่นอย่างเด็ดขาด
แต่ถึงอย่างนั้น …หากเหยียนซีกลับมาเมืองหลวงจริง ๆ เขาเองก็จำเป็นที่จะต้องเตือนหลานสาวให้ระวังกิริยาตนเองเอาไว้ก่อน จักรพรรดิย่อมไม่วางพระทัยต่อใครก็ตามที่พยายามจะล่วงรู้เรื่องในดำริของพระองค์ หากพระองค์ทรงเกิดการเปรียบเทียบระหว่างพระสนมเฉินและเหยียนซีในเรื่องพฤติกรรมการวางตัวขึ้นมาจริง ๆ หลานสาวของเขาก็อาจจะสูญเสียความโปรดปรานและต้องตกที่นั่งลำบากได้
เฉินเก๋อเหล่าลอบถอนหายใจ ตอนนี้ความสำเร็จของเขากำลังเสี่ยงจะกลายเป็นความล้มเหลว ในอดีตเขาช่วยเหลือหลิวเหิงและเหยียนซี พร้อมทำให้ทั้งคู่เอาชนะสวีถิงจือเพื่อประโยชน์ของตนเองได้ แต่ตอนนี้ทั้งสองกำลังจะกลายเป็นตัวขัดขวางอนาคตของลูกหลานเขาเสียเองแล้ว