ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 400 เราไม่ได้ไร้การศึกษา
บทที่ 400 เราไม่ได้ไร้การศึกษา
หลังออกเดินทางพร้อมคาราวานสินค้า ติงเสี่ยนก็รู้สึกว่าตนเองประเมินเหยียนซีเอาไว้ต่ำเกินไป
หลังขบวนรถม้าออกจากอาณาเขตของเหลียวโจวก็ไม่มีคนรอส่งคาราวานสินค้าข้างทางอีก แต่ก็ยังมีผู้จัดการกับเสี่ยวเอ้อร์ในโรงน้ำชาอวี่เซิ่นที่อยู่ตามทางหลักคอยช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้พวกเขาอยู่ตลอดทาง
เมื่อไปถึงโรงน้ำชา พวกเขาจะเตรียมที่พักม้าให้พวกมันได้พักผ่อนและกินอาหาร ส่วนสินค้าก็จะถูกเก็บเข้าโรงเก็บอย่างเหมาะสม เมื่อผ่านเข้าสู่ประตูเมือง สำนักนายหน้าอวี่เซิ่นก็มีหนังสือผ่านทางพิเศษที่ทำให้คาราวานสินค้าจากเหลียวโจวสามารถเข้าไปในประตูเมืองได้ก่อน โดยไม่ต้องรอตรวจตราหรือยื่นหนังสือทางการจากเหลียวโจวด้วยซ้ำ
และแน่นอนว่าคาราวานการค้าเหลียวโจวดูโดดเด่นสะดุดตามากระหว่างการเดินทาง
ทุกคนในคาราวานสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ซึ่งเป็นชุดผ้าฝ้ายในรูปแบบเดียวกัน ทั้งยังใส่รองเท้าหุ้มแข้งหนานุ่ม และมีเสื้อคลุมกันลมกันน้ำได้
ผ้าที่ใช้ตัดชุดนั้นทอมาจากฝ้ายโดยชาวซินเซียง และเคลือบด้วยไขเงาทำให้สามารถกันน้ำได้ ส่วนรองเท้าก็ยังเป็นรองเท้าหุ้มแข้งจากหนังกวางของชาวลู่เซียง ดูจากการตัดเย็บและวัสดุที่ใช้ก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นเสื้อผ้าและรองเท้าที่กันหิมะได้เป็นอย่างดี
เหยียนซีเตรียมการทุกอย่างเอาไว้ เพื่อถือโอกาสนี้ป่าวประกาศให้ชาวเว่ยรู้จักสินค้าเด่น ๆ ของเหลียวโจว
ไม่ใช่ว่าหลิวเหิงหาเงินไม่ได้ แต่หลังจากที่เขาส่งเงินภาษีและผลผลิตฤดูใบไม้ร่วงเข้าส่วนกลาง พร้อมจัดสรรเงินให้กับแต่ละอำเภอไปใช้เพื่อซื้อสินค้าพิเศษ ส่งเสริมการเพาะปลูกให้ชาวบ้านและพัฒนาระบบน้ำ ที่ว่าการเมืองก็เริ่มจะมีเงินไม่เพียงพออีกครั้ง
ความจริงแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีพ่อค้าอยากซื้อของเหล่านี้ไปขายต่อด้วยตนเอง พ่อค้ารายใหญ่ในเหลียวโจวยินดีที่จะซื้อสินค้าจากแต่ละอำเภอไปขาย แต่มันก็เป็นเพียงบางอย่างเท่านั้น พวกเขาไม่ได้สนใจที่จะซื้อสินค้าทั้งหมดจากทุกท้องที่ และหากพวกเขายอมจ่ายเงินซื้อของเหล่านี้ในราคาสูง โอกาสที่จะนำพวกมันไปขายทำกำไรต่อก็จะยิ่งน้อยลงอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพ่อค้าเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็เสี่ยงที่พวกเขาจะสมรู้ร่วมคิดกัน และติดสินบนเจ้าหน้าที่ในอำเภอได้
หากพ่อค้าเข้ามาปอกลอกค้ากำไร และเจ้าหน้าที่บางคนสมรู้ร่วมคิด ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่เป็นคนผลิตสินค้าหลังจากทำงานมาทั้งปี เหนื่อยสายตัวแทบขาด พวกเขาอาจจะเหลือเงินเก็บเพียงไม่กี่สิบหรือกี่ร้อย เช่นนั้นจะเหน็ดเหนื่อยเพิ่มให้ได้อะไรหากสถานการณ์ก็ไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา
ดังนั้นแล้ว เหยียนซีจึงเสนอแผนการโดยให้ท้องถิ่นเป็นผู้รับซื้อสินค้าทั้งหมดจากชาวบ้านก่อน และให้ส่วนกลางของแต่ละอำเภอจัดขบวนการค้าของท้องถิ่นเพื่อนำสินค้ามาขายให้กับพ่อค้า โดยตั้งราคากลางของทางการเอาไว้ให้สูงพอ เพื่อที่พ่อค้าคนกลางจะไม่สามารถกดราคาสินค้าพวกนี้ได้อีกต่อไป
เมื่อทำเช่นนี้แล้วในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าพิเศษของเหลียวโจวอีก หากถึงเวลาที่เหมาะสม ทางการจะไม่ต้องเข้ามาช่วยชาวบ้านจัดการเรื่องการตั้งราคาและเป็นตัวแทนขายสินค้าอีก เพราะชาวบ้านจะรู้โดยทั่วกันเองว่าสินค้าอะไรควรจะตั้งราคาเท่าไรโดยไม่ถูกพ่อค้าคนกลางเหล่านี้เอาเปรียบได้
ขั้นตอนเช่นนี้มีเพียงทางการเท่านั้นที่จะเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านได้
รถม้าของคาราวานสินค้าเดินทางมาไกลขึ้นเรื่อย ๆ โชคดีมากที่ครั้งนี้พวกเขายังไม่เจอกับพายุหิมะที่มักจะมาตอนปลายเดือน พวกเขาเริ่มมองเห็นกำแพงสูงตระหง่านของเมืองหลวงอยู่ไกลออกไปเบื้องหน้า ติงเสี่ยนขอให้คนไปประกาศกับทุกคนในขบวนว่า “เรามาถึงเมืองหลวงแล้ว และวันนี้จะได้เข้าไปด้านในกัน”
ทันทีที่ได้ยินว่าเข้าเขตเมืองหลวงแล้ว ทุกคนในขบวนก็อยู่ในอาการตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
คนส่วนใหญ่ในขบวนเพิ่งจะเคยมาที่เมืองหลวงซึ่งเป็นเมืองที่จักรพรรดิทรงประทับอยู่เป็นครั้งแรก คนทั่ว ๆ ไปมีหรือจะได้รับโอกาสเช่นนี้
บรรดาทหารที่มาด้วยยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้ได้ แต่ชาวบ้านที่อยู่ในขบวนนั้นตื่นเต้นยินดีอย่างเห็นได้ชัด และไม่ได้เกรงกลัวคำสั่งของเจ้าหน้าที่ซึ่งคุ้มกันมาตลอดทางอีกต่อไป แม้จะถูกออกคำสั่งให้อยู่ในอาการสำรวม แต่พวกเขาก็ยังชะเง้อมองออกไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ
“หอสูงนั้นงดงามมาก!”
“ท่านแม่ นั่นกำแพงเมืองหลวงจริง ๆ ด้วย!”
“ดูหอนั่นสิ สูงจนแทบจะแตะท้องฟ้าได้อยู่แล้ว!”
พวกเขายกม่านรถม้าขึ้นแล้วมองออกไปข้างนอก อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น บางคนยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อมองประตูเมืองแล้วนิ่งค้างอยู่เช่นนั้น
เสียงเตือนจากเจ้าหน้าที่ราวกับเป็นเสียงกระซิบที่ดูไร้น้ำหนัก มันไม่สามารถหยุดยั้งความตื่นเต้นของผู้คนลงได้เลย
ติงเสี่ยนมองผู้คนที่สัญจรไปมาซึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงเช่นเดียวกับพวกเขาแล้วก็ขอให้คาราวานสินค้าหยุดลงก่อน “เอาละ ทุกคนลงจากรถม้าเถอะ จากนี้พวกเราจะได้เยี่ยมชมเมืองหลวงได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น”
ทุกคนหยุดชะงัก ทั้งชาย หญิง ผู้ใหญ่ และเด็กที่เดินทางมาต่างก็เต็มไปด้วยอาการประหม่า สตรีบางคนยกมือขึ้นลูบหน้าโดยไม่รู้ตัว และรีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
ติงเสี่ยนบอกให้ทุกคนลงจากรถม้าเพื่อพักผ่อนและดื่มน้ำร้อนน้ำชาก่อนเข้าไปในเมือง เหยียนซีกำชับว่ารถม้าทุกคันต้องมีอ่างถ่านขนาดเล็กอยู่ภายในเพื่อใช้ในการอุ่นกาน้ำร้อน ทั้งยังต้องต้มน้ำขิงดื่มอย่างน้อยหนึ่งถ้วยทุกวัน เดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องยากลำบาก แต่เมื่อทำตามนั้นแล้วก็พบว่าน้ำขิงร้อน ๆ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ชุ่มคอ และทำให้รู้สงบใจลงได้มาก เมื่อลงจากรถม้าแล้วเอาน้ำขิงขึ้นมาจิบก็รู้สึกหายใจได้โล่งขึ้นเล็กน้อย จากนั้นพวกเขาก็เดินไปรวมตัวกันนอกรถม้า “ทุกคนเห็นหรือไม่ ที่นี่คือเมืองหลวง มันทั้งยิ่งใหญ่และเจริญกว่าอิงเฉิงของเรามาก…”
“แล้วอย่างไรเล่า ไม่ว่าที่นี่จะดีสักเพียงใด แต่ที่บ้านของพวกเรามีใต้เท้าหลิว แต่พวกเขาไม่มีนิ”
“ถูกต้อง มีมูลม้าอยู่ริมทาง แต่กลับไม่มีใครเก็บไปทำปุ๋ย ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง”
เมืองหลวงย่อมสง่างามและยิ่งใหญ่กว่าอิงเฉิงอย่างแน่นอน แม้แต่ผู้คนที่ผ่านไปมาก็ดูมีสง่าราศีมากกว่าชาวบ้านในอิงเฉิง แต่หากเปรียบเทียบแล้วพวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะน่าอยู่กว่าอิงเฉิงหรือไม่
ไม่ว่าเมืองหลวงจะดีสักเพียงใด แต่มันก็ไม่อาจเทียบได้กับบ้านเกิดมิใช่หรือ พวกเขาสังเกตอยู่นานและเริ่มรู้สึกว่ากำแพงทึ่ม ๆ นี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างดีเท่ากับตอนที่เจ้าเมืองหลิวดูแลอิงเฉิง ไม่มีใครเก็บมูลสัตว์ตามทางไปทำปุ๋ย ถนนในเหลียวโจวสะอาดกว่าที่นี่มาก มันแทบจะไม่มีซากมูลเลยแม้แต่น้อย
แม้จะมองเห็นข้อดีมากมาย แต่พวกเขาก็ยังเอ่ยเกี่ยวกับข้อดีของการอยู่ที่บ้านเกิดตนเองออกมา
ติงเสี่ยนยิ้ม “เอาละ ในเมื่อทุกคนได้สำรวจเมืองหลวงแล้วก็ขึ้นรถม้าและเข้าไปด้านในกันเถอะ อย่าลืมสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองกล่าวเอาไว้เล่า เมื่อไปถึงเมืองหลวง พวกเราทุกคนเท่ากับเป็นตัวแทนของเหลียวโจว เราต้องไม่แสดงอาการของคนที่เป็นบ้านนอกเข้าเมืองหลวง ไม่พูดจาพล่อย ๆ หรือเดินอย่างไม่สำรวม เรามาเพื่อทำการค้าและนำประโยชน์กลับไปสู่บ้านเกิด”
“เข้าใจแล้ว!”
ทุกคนรับคำอย่างแข็งขัน พวกเขาเริ่มจัดเสื้อผ้า ลูบกำจัดรอยยับ รวบผมให้เรียบร้อย และหากซักใหม่ได้ก็คงทำไปแล้ว เมื่อเรียบร้อยดีแล้วก็กลับเข้าไปในรถม้า พวกเขานั่งตัวตรง พร้อมทำท่าทางเคร่งขรึมประดุจดั่งขุนเขาแกร่ง พวกเขาทุกคนเคยได้พบเจ้าเมืองหลิวและได้รับคำชี้แนะจากอีกฝ่ายมาด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่นับว่าเป็นคนไร้การศึกษา
เมื่อติงเสี่ยนเห็นทุกคนพร้อมแล้วจึงก้าวขึ้นหลังม้า ขณะที่กำลังจะเดินทางต่อ ผู้เฒ่าหวูโถวก็รีบตรงเข้ามาจากท้ายขบวนแล้วเอ่ยขึ้น “นายท่านติง ด้านหน้ามีคนรอต้อนรับเราอยู่ขอรับ”
ติ่งเสี่ยนมองเห็นจุดดำ ๆ สองสามจุดที่อยู่อีกด้านหนึ่งของประตูเมืองซึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามา เมื่อเข้าไปใกล้มากขึ้นก็พบว่าพวกเขาคือหวังชีและฟางหมิงอี้อยู่บนหลังม้าพร้อมผู้ติดตามสองถึงสามคน หลังพวกเขามาถึงหน้าขบวนก็เข้ามาทักทายผู้เฒ่าหวูโถวทันที
ฟางหมิงอี้แนะนำหวังชีกับติงเสี่ยน “คุณชายชี ท่านผู้นี้คือนายท่านติง นายท่านติง ท่านผู้นี้คือคุณชายชี เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของใต้เท้าขอรับ เขารับผิดชอบร้านเนื้อตุ๋นในเมืองหลวง”
เมื่อติงเสี่ยนได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลิวเหิงก็ไม่กล้าโอ้อวดตัวเอง เขารีบยกมือขึ้นทำความเคารพและเอ่ยทักทายอีกฝ่าย “คารวะคุณชายชีขอรับ”
หวังชีหัวเราะและมองขบวนสินค้าก่อนจะเอ่ยขึ้น “เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าได้รับจดหมายมา ดังนั้นจึงคิดว่าทุกคนน่าจะมาถึงในอีกสองวันข้างหน้า เอาละ ทุกคนเดินทางไปยังที่พักกันก่อนเถอะ ข้าเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อยแล้ว ไปกัน หลังเข้าเมืองมาแล้วก็ไปอาบน้ำอุ่น ๆ จากนั้นก็พักผ่อนให้สบายกันก่อนสักคืนหนึ่ง”
ทุกคนต่างมีน้ำเสียงพึงพอใจเมื่อได้ยินว่ามีน้ำอุ่นให้อาบ
หวังชีและติงเสี่ยนเคียงข้างกันและพูดคุยเกี่ยวกับร้านค้าที่จะเปิดในเมืองหลวง เขามองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ทันทีที่ทุกคนเข้าไปในเมือง สินค้าจะต้องได้รับความสนใจมากอย่างแน่นอน”
คาราวานสินค้าที่ติงเสี่ยนเป็นผู้นำนี้ดึงดูดสายตาของผู้คนได้มากจริง ๆ