ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 398 เปลี่ยนกรวดหินเป็นทองคำ
บทที่ 398 เปลี่ยนกรวดหินเป็นทองคำ
ในวันนี้เหยียนซีได้ขอใช้ห้องครัวของโรงเตี๊ยม
เมื่อได้ยินว่าเจ้าเมืองหลิวเข้ามาพักในโรงเตี๊ยมของตน เจ้าของโรงเตี๊ยมจึงเปิดครัวให้นาง พร้อมกับอนุญาตให้คนของใต้เท้าเจ้าเมืองใช้งานเครื่องครัวได้
หญิงสาวขอให้คนที่รู้วิธีคั่วเมล็ดทานตะวันและลูกสนมาอธิบายวิธีการทำ เมื่อฟังแล้วก็เข้าใจว่าไม่ได้ต่างจากที่คิดมากเท่าไหร่นัก นั่นคือการคั่วและไม่ได้ปรุงรสอะไรมากมาย เพียงแค่นำไปคั่วไฟให้หอม ก่อนจะเติมเกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อให้มีรสชาติเท่านั้น
เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง และลูกสนเป็นของกินเล่นที่คนสมัยใหม่เองก็คุ้นเคย ทว่ามันมีการปรุงรสเพิ่มเข้าไปมากกว่านั้น
เธอให้คนล้างเมล็ดทานตะวันจนสะอาด จากนั้นก็ใส่เครื่องเทศต่าง ๆ ลงไปคั่วทั้งเกลือ พริก ก่อนจะตามด้วยถั่วลิสงและเมล็ดทานตะวัน ส่วนลูกสนถูกกะเทาะเปลือกออกและเอาไปต้มจนสุกก่อน จากนั้นก็นำไปคั่วกับเครื่องเทศซึ่งเป็นวิธีการปรุงแบบสมัยใหม่ มันส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งครัวเมื่อตักขึ้นมาจากกระทะ
เจ้าของโรงเตี๊ยมอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบ ๆ กลิ่นหอมของเกลือและพริกเย้ายวนใจมาก มันทำให้เขาลืมเรื่องอื่น ๆ ไปจนหมดสิ้น คนจากครอบครัวของท่านเจ้าเมืองหรือจะมีฝีมือน้อยนิด เขากลืนน้ำลายเสียงดัง แต่ก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรออกมา
วันรุ่งขึ้น เมื่อนายอำเภอเถียนกลับมา เขาก็พบว่ามีกล่องของว่างแบ่งช่องวางอยู่ตรงหน้า กล่องนั้นทาสีแดงทองและเขียนคำว่า ‘ฝู’ ไว้ตรงกลางฝา มันดูสวยงามและมีราคาสูง เฉวียจือเปิดฝากล่องขึ้น ก่อนจะพบว่าภายในมีทั้งถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน ลูกสน และยังมีผลระฆังทองอยู่ในนั้นด้วย พวกมันทั้งน่ากินและสวยงาม
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเป็นของขึ้นชื่อแล้วใช่หรือไม่
นายอำเภอเถียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เลือกหยิบถั่วลิสงจำนวนหนึ่งขึ้นมา เพราะคิดว่าเปลือกลูกสนน่าจะหนาเกินไป การแทะเปลือกลูกสนต่อหน้าผู้ใหญ่ไม่สุภาพนักสำหรับผู้น้อยอย่างเขา
หลิวเหิงหยิบลูกสนขึ้นมาบีบเปลือกออกด้วยมือ ก่อนมันจะเผยให้เห็นเมล็ดสนสีทองด้านใน เหยียนซีเติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อยระหว่างคั่วลูกสน ทำให้มันมีรสหวานปนมาระหว่างที่เคี้ยว
นายอำเภอเถียนทำตามชายหนุ่ม นั่นคือปอกเปลือกเมล็ดสนด้วยมือ จากนั้นก็ลองชิมดูและพบว่ามันมีรสชาติที่ดีมาก เมื่อลองชิมเมล็ดทานตะวันและถั่วลิสงแล้ว เขาก็รู้สึกได้ว่ามันแตกต่างจากที่เคยกินมาเป็นประจำ และเมื่อกินมากขึ้นก็จะยิ่งรู้สึกอร่อย จนทำให้กินหมดทั้งกล่องคนเดียวก็ยังไหว
หลังเหยียนซีเห็นเขาเพลิดเพลินกับอาหารจึงเอ่ยขึ้น “นายอำเภอเถียน นี่พอจะเป็นอาหารพิเศษได้หรือไม่”
นายอำเภอเถียนไตร่ตรองพลางคิดถึงรสชาตินั้น เกือบทุกครัวเรือนในเหลียวโจวปลูกต้นทานตะวันและถั่วลิสงเพื่อเอาเมล็ดมันมาทำเป็นอาหาร เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าของกินเล่นนี้อร่อยมาก “ฮูหยิน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ลิ้มอาหารรสชาติเช่นนี้ เมล็ดทานตะวันและถั่วลิสงเหล่านี้นับว่าเป็นของพิเศษจริง ๆ”
“ท่านรู้หรือไม่ว่าในเมืองหลวงท่านจะสามารถขายถั่วเหล่านี้ได้มากขึ้น และมันมีราคาดีถึงเพียงใด”
นายอำเภอเถียนลดความเข้มงวดเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติลงและเริ่มส่ายหน้าไปมา เขายอมรับว่าตนเองไม่รู้และสนใจในสิ่งที่นางกำลังจะเล่า
เหยียนซีชี้ไปที่เมล็ดทานตะวันและถั่วลิสง “ถั่วเหล่านี้ขายได้ประมาณสามสิบอีแปะต่อจิน” จากนั้นก็ชี้ไปทางลูกสน “ส่วนเมล็ดสนขายได้เจ็ดสิบอีแปะต่อจิน”
“ราคาดีมาก!” นายอำเภอเถียนอุทานขึ้น
“เห็นหรือไม่ สินค้าจะมีความพิเศษขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อถูกจัดการเป็นอย่างดีเท่านั้น” หญิงสาวมองนายอำเภอเถียน “ข้าสามารถส่งคนไปซื้อเมล็ดทานตะวันและถั่วลิสงในอำเภอคังผิงได้ในราคาห้าอีแปะต่อจิน ส่วนลูกสนข้าจะให้ราคายี่สิบอีแปะต่อจิน แต่มีเวลาจนถึงเดือนสิบเท่านั้น ดังนั้นนายอำเภอเถียนต้องรีบหน่อยแล้ว”
แม้เขาจะเป็นคนถือเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติมาก แต่ตอนนี้นายอำเภอเถียนรู้ว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมากขนาดไหน
เมล็ดถั่วเหล่านี้หาพบได้ทั่วไปตามหลังบ้านของชาวบ้านในอำเภอ พวกเขามักจะปลูกมันไว้เป็นของกินเล่นให้ลูกหลาน เพราะไม่ต้องอาศัยที่นาจำนวนมากนัก หากสามารถนำพวกมันมาขายได้ก็จะสร้างรายได้โดยไม่ต้องลงทุนและลงแรงมาก ส่วนลูกสนนั้น เพียงแค่ออกไปล่าสัตว์หรือหาของป่าก็ต้องผ่านป่าที่มีต้นสนอยู่จำนวนมากแล้ว พวกเขาสามารถไปเก็บมันมาได้ระหว่างทาง เช่นนี้แทบจะไม่ต่างอะไรกับการที่ท่านหญิงเอาเงินมาจ่ายให้อำเภอคังผิงง่าย ๆ โดยที่ชาวบ้านไม่ต้องลงทุนมากเกินไป ไม่สิ! นางไม่ได้จ่ายเงินเหล่านี้โดยเปล่าประโยชน์ เมื่อรับสินค้าไปแล้วนางก็จะสามารถหากำไรจากมันได้ไม่น้อยเช่นกัน
เหยียนซีเสนอราคาต่อหน้าอีกฝ่าย ทว่านายอำเภอเถียนไม่คุ้นเคยกับการค้า เขาไม่สามารถคิดคำนวณได้อย่างชำนาญมากนัก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “ท่านหญิง ราคานี้ไม่ได้ถูกไปใช่หรือไม่ขอรับ”
หลิวเหิงหยุดกินเมล็ดสน นายอำเภอเถียนดูสนใจเรื่องนี้มาก และในที่สุดก็เริ่มจะต่อรองราคาเป็นแล้ว
“นายอำเภอเถียน เพื่อปรุงเมล็ดทานตะวันให้มีรสชาติดีเช่นนี้ มันจำเป็นจะต้องจ้างคนงานมาช่วยทำ และยังต้องขนส่งมาทำที่โรงครัว รวมถึงส่งขาย…” เหยียนซีอธิบายเกี่ยวกับต้นทุนการทำเมล็ดถั่วคั่วให้นายอำเภอเถียนฟัง “หากต้องการขายในราคาสูง รูปแบบทั่ว ๆ ไปไม่มีทางขายได้ ยิ่งเมล็ดทานตะวันดิบรสชาติดีเท่าไรราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น…”
นายอำเภอเถียนฟังประสบการณ์เรื่องการค้าขายจากเหยียนซี และพลันรู้สึกราวกับได้เปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่ เขาค้นพบว่ามูลค่าของสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้เป็นเพราะหีบห่ออย่างเดียวเท่านั้น
ระหว่างที่เหยียนซีและหลิวเหิงกำลังจะเดินทางออกจากอำเภอคังผิงในอีกสองวันต่อมา เฉวียจือก็รายงานว่านายอำเภอเถียนได้เรียกเจ้าของโรงเตี๊ยม คนที่ร้านขายของ และคนจากร้านขายสมุนไพรให้ไปพบยังที่ว่าการอำเภอ สิ่งที่เขาต้องการนั้นไม่ได้คาดเดายากเลยแม้แต่น้อย นายอำเภอเถียนสอบถามทุกคนที่เกี่ยวข้องว่าเหยียนซีซื้อเครื่องปรุงชนิดใดไปปรุงเมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง และลูกสนออกมาได้อย่างเอร็ดอร่อยบ้าง
นี่หรือบัณฑิตที่เย่อหยิ่งและไม่สนใจเรื่องการค้า
และใครว่าคนสมัยก่อนเรียบง่ายและตรงไปตรงมาเล่า
ก่อนหน้านี้นายอำเภอเถียนยังไม่รู้เรื่องการค้าและไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเขาเริ่มรู้ถึงความสำคัญของมันขึ้นมาและเห็นลู่ทางในการทำเงินจากสินค้า เขาก็ถึงกับไม่สนใจเรื่องความชอบธรรม ทั้งยังหาทางลอกเลียนแบบสูตรของนางอย่างไม่ละอายใจถึงเพียงนี้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะให้เหยียนซีและหลิวเหิงออกไปจากคังผิงก่อนไม่ได้หรือ
หญิงสาวไม่รู้เลยว่าเมื่อนายอำเภอเถียนกลับไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อตรวจดูบัญชี เขาก็พบว่าลูกสนสามารถเก็บได้โดยไม่ต้องลงทุนใด ๆ เพราะยังมีให้เก็บตามป่าได้อีกเป็นจำนวนมาก ทันทีที่ท่านหญิงซื้อมันไปในราคาห้าสิบอีแปะต่อจิน สิบจินก็จะได้เงินห้าร้อยอีแปะ และร้อยจินจะได้เงินห้าตำลึง เงินหนึ่งหรือสองตำลึงสามารถซื้อตัวคนจากนายหน้ามาได้แล้ว นั่นหมายความว่าชาวบ้านสามารถขึ้นไปเก็บเมล็ดสนบนภูเขาเอามาขายได้ถึงร้อยจิน มันเพียงพอที่พวกเขาจะไม่ต้องขายบุตรอีกต่อไปแล้ว
เงินจำนวนนี้เท่ากับว่าท่านหญิงนำมามอบให้ชาวบ้านโดยไม่ต้องลงทุน เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเขาก็นอนไม่หลับ ไม่… เขาไม่สามารถปล่อยให้ท่านหญิงหากำไรเองเช่นนั้นได้ อย่างน้อย ๆ ผลประโยชน์หลักก็ควรจะตกอยู่ที่คังผิง
เขาเรียกเจ้าหน้าที่และเสมียนของที่ว่าการอำเภอมาหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุกคนต่างนับถือในตัวเขามากและเห็นว่าเป็นแผนการที่น่าสนใจจึงได้ลงมือทำตาม
มันทำให้นายอำเภอเถียนได้เริ่มดำเนินการในวันรุ่งขึ้นทันที
เหยียนซีมองไปทางหลิวเหิง “ดูเหมือนว่าข้าจะไม่ควรเข้าไปยุ่งกับงานในครั้งนี้ของนายอำเภอเถียนเลยนะเจ้าคะ” ก่อนหน้านี้นายอำเภอดูมีท่าทีที่ดี แต่ยามนี้เขากลับฉายแววว่าจะเอาเปรียบเธอแล้ว
“ไม่ต้องห่วงไป ข้าจะเก็บภาษีและคิดบัญชีกับเขาทีหลัง” หลิวเหิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ข้าไม่ยอมให้ภรรยาต้องทนเสียใจอย่างแน่นอน”
หลังจากที่หลิวเหิงและเหยียนซีเสร็จสิ้นจากการลงพื้นที่ตรวจตราทั้งสิบเจ็ดอำเภอ รายได้จากการขายสินค้าพิเศษของเหลียวโจวก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ตัวอย่างเช่น ชาวบ้านที่เลี้ยงกวางซึ่งเดิมก็ขยันขันแข็งกับงานอยู่แล้ว พวกเขาทำงานเลี้ยงกวางอย่างหนักเป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนจะเริ่มเอากวางไปขายและทำเงินได้ไม่น้อย เป็นเพราะคำแนะนำจากท่านหญิงเหยียน พวกเขาจึงสามารถทำเงินได้จากหนังกวาง เนื้อกวาง กระดูกกวาง เขากวาง และส่วนต่าง ๆ ของกวาง เมื่อชำแหละแล้วก็สามารถแยกขายเป็นได้กำไรมาก
กระดูกวางสามารถนำไปผสมกับสมุนไพรตู้จ้งและใช้ทำเป็นสุรากระดูกกวางได้ อีกทั้งหากนำไปปรุงเป็นน้ำแกงกระดูกกวางกินในฤดูหนาว มันช่วยเพิ่มความอบอุ่นกับร่างกายได้เช่นกัน
เป็ดที่เลี้ยงในเหลียวจง คอเป็ด ตีนเป็ด หัวเป็ด ตับ ไส้ กึ๋น หัวใจ… ทุกอย่างล้วนเป็นวัตถุดิบที่ดีสำหรับใช้ทำพะโล้ตุ๋น เมื่อนำพวกมันไปทำเป็นพะโล้และขายที่ร้านราคาก็จะเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างน้อยสองเท่า อีกทั้งเนื้อเป็ดก็ทำอาหารได้มากมาย ไม่ว่าจะนำมานึ่ง ย่าง หรือตุ๋นเป็นตัว ๆ ก็ทั้งอร่อยและอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร
แม้แต่ขนเป็ดเองก็ยังสามารถนำไปทำให้แห้งแล้วยัดเป็นไส้ผ้าห่มหรือเสื้อคลุมเพิ่มความอุ่นในฤดูหนาวได้ ซึ่งมันเป็นวัตถุดิบที่ประหยัดและมีคุณภาพมาก
ส่วนกลางของเมืองเหลียวโจวรับซื้อสินค้าต่าง ๆ มารวมกันไว้แล้วขายให้กับคาราวานการค้าจำนวนมาก เมื่อสินค้าเหล่านี้ถูกกระจายออกไปก็เป็นที่สนใจและได้รับความนิยมมาก มันสร้างชื่อเสียงให้เหลียวโจวทันที
ชาวบ้านต่างพูดคุยกันว่าเป็นเพราะท่านหญิงเหยียนช่วยชี้แนะเรื่องการค้า พวกเขาจึงสามารถลืมตาอ้าปากได้ แทบจะเปลี่ยนหินกรวดให้กลายเป็นทองคำเลยทีเดียว
เมื่อเหยียนซีเดินทางกลับมายังอิงเฉิงในเดือนเก้า เธอก็เป็นที่รู้จักในสมญานาม ‘ปราชญ์การค้าหญิง’ ตู้กู้และติงเสี่ยนที่มีหน้าที่ดูแลชุมชนการค้าชายแดนส่งคนมาพบหญิงสาวถึงที่ว่าการเมือง เพื่อจะขอคำแนะนำจากเหยียนซีสำหรับการพัฒนาชุมชนการค้าให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น
เมื่อนายอำเภอทั้งสิบเจ็ดคนส่งจดหมายเพื่อขอคำชี้แนะเกี่ยวกับการค้าของอำเภอตนเอง พวกเขาก็ไม่ได้เขียนถึงเจ้าเมืองหลิวอีกต่อไป แต่เป็นการส่งจดหมายถึงท่านหญิงเหยียนโดยตรง
ในปีก่อนเมื่อกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว ผู้คนในเหลียวโจวเพียงรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องหยุดงานและทนรอความยากลำบากให้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ปีนี้ฤดูหนาวเป็นการเริ่มต้นของงานหลักอีกงานหนึ่งของพวกเขา ซึ่งมันจะช่วยให้พวกเขาได้กำไรเพิ่มมาแทน