ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 397 เป็นบิดามารดาเช่นไร
บทที่ 397 เป็นบิดามารดาเช่นไร
นายอำเภอเถียนค่อนข้างภูมิใจในความพยายามที่จะให้การศึกษาแก่ชาวบ้านของตนเป็นอย่างมาก
ทั้ง ๆ ที่คังผิงยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่เขาก็ยังสามารถติดต่อกับตระกูลร่ำรวยให้เปิดสำนักศึกษาแห่งใหม่ได้ถึงสองแห่ง มันนับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยจริง ๆ แม้ด้านอื่น ๆ จะไม่ได้เป็นไปตามแผน แต่เรื่องการศึกษากลับประสบความสำเร็จ เช่นนี้เขายังควรจะได้นั่งตำแหน่งท้ายสุดในที่ประชุมอีกอย่างนั้นหรือ
นายอำเภอเถียนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาและต้องการเชิญหลิวเหิงไปเยี่ยมชมสำนักศึกษา ทว่าชายหนุ่มกลับตั้งคำถามมากมายขึ้น มันทำเอาเขาแทบจะสิ้นสติ
โดยเฉพาเรื่องของอาจารย์กับศิษย์ที่ดำเนินการสอน เขาจะต้องไปสนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนั้นด้วยอย่างนั้นหรือ?
เมื่อผู้บังคับบัญชาถามแล้วหาคำตอบมาไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยขออภัยขึ้นมาอีกครั้ง “ใต้เท้าขอรับ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย เพราะสำนักศึกษาทั้งสองแห่งก่อตั้งขึ้นโดยตระกูลที่ร่ำรวยของอำเภอ ดังนั้นข้าเลยไม่เคยสอบถามเรื่องเหล่านี้ขอรับ”
“นายอำเภอเถียน วันนี้อากาศดีมาก เราไปเดินเล่นด้านนอกกันสักหน่อยดีหรือไม่” หลิวเหิงเหลือบมองนายอำเภอเถียน พลางวางจอกชาลงแล้วเอ่ยปากเชิญ
ทั้งสองสวมชุดลำลองและพาคนสองสามคนจากที่ว่าการอำเภอ มีเจ้าหน้าที่บางส่วนต้องการจะติดตามพวกเขามา แต่ชายหนุ่มโบกมือให้พวกเขาไม่ต้องตามไป
เขาต้องการให้นายอำเภอเป็นผู้นำทาง หลิวเหิงมอบไปรอบ ๆ แล้วเดินไปตามทางทิศตะวันออกของเมือง และพบกับข้าวสาลีที่เพิ่งเก็บเกี่ยวถูกนำมาขายอยู่ตามทาง ชายหนุ่มเดินเข้าไปถามราคา “เก็บเกี่ยวข้าวสาลีได้แล้วหรือ เอามาวางขายเช่นนี้ได้ราคาดีหรือไม่”
ชายวัยกลางคนที่นั่งขายข้าวถอนหายใจออกมา “ก็พอจะได้ราคาอยู่ขอรับ บ้านข้าไม่มีเงินหรืออะไรอย่างอื่นนอกจากข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวใหม่เหล่านี้แล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเอาข้าวมาขาย และเก็บผักกับถั่วเหลืองไว้กินเป็นอาหารประทังความหิวในหน้าหนาวนี้แทน”
คนอื่น ๆ ที่ขายข้าวอยู่ก็มีท่าทีไม่ต่างจากชายคนนี้ พวกเขาล้วนคร่ำครวญว่าไม่มีเงินเลี้ยงชีพเพียงพอ จนต้องเอาข้าวสาลีทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาขายเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป
หลิวเหิงเหลือบมองนายอำเภอเถียนโดยไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเดินไปตามทางอีกครั้ง
ตอนนี้ชาวบ้านยังคงยุ่งอยู่กับการเก็บเมล็ดพืชและรีบทำงานของตน แทบไม่มีใครเดินไปมาตามถนนหลักเลย หลาย ๆ คนที่เขาพบโดยบังเอิญล้วนสวมเสื้อผ้าเก่าขาดและดูเศร้าหมอง พวกเขาเดินตามทางหลักเพื่อหวังว่าจะเอาของมาขายเลี้ยงชีพได้
เมื่อเดินไปถึงนาข้าวสาลี หลิวเหิงเห็นว่ายังมีรวงข้าวสาลีตกอยู่ในทุ่งนา ชายหนุ่มยกชายเสื้อคลุมขึ้นเพื่อเดินเข้าไปในพื้นที่นานั้น
นายอำเภอเถียนสงสัยว่าเจ้าเมืองหลิวกำลังจะทำอะไรกันแน่ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินลงไปในทุ่งหน้า เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามไป หลิวเหิงก้มลงและหยิบข้าวสาลีที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา หลังนายอำเภอเถียนทำตามก็รู้สึกปวดหลังและมีเหงื่อออกมาเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าเมืองหลิวก็ยังคงทำเช่นนั้นต่อไป ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงกัดฟันแล้วเดินตามอีกฝ่ายไป
หลิวเหิงก้มลงหยิบข้าวขึ้นมาแล้วเอาใส่ไว้ในกระเป๋าแขนเสื้อ ไม่นานหลังจากนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาจากไกล ๆ พวกเขาตะโกนเสียงดัง ก่อนที่จะมาถึงตรงนี้ด้วยความโกรธ “เฮ้! นั่นเป็นนาของข้า เจ้าวางข้าวลงเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เมื่อพวกเขาวิ่งมาถึงและพบว่าหลิวเหิงกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ตรงนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดีซึ่งทำจากผ้าไหมก็พากันตกตะลึง คนเหล่านี้ไม่น่าจะมาขโมยข้าวสาลีของพวกเขาได้
หลิวเหิงยิ้มพลางสำรวจรวงข้าวสาลีในตะกร้าที่อยู่บนหลังของพวกเขา แล้วเอาข้าวที่ตนเก็บมาใส่ลงไปด้วย “พี่ชาย ปีนี้ผลผลิตดีหรือไม่”
“โอ้ ขอบใจมาก ปีนี้ก็ได้เท่ากับปีก่อน ๆ นั่นแหละ” เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้กำลังเอาข้าวที่ถืออยู่ใส่ในตะกร้าให้ มันก็ทำเอาเขาเขินอายเล็กน้อยที่ตนเองตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวไปเมื่อครู่ ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดจะทำอะไรแท้ ๆ …คนเหล่านี้เป็นเจ้าหน้าที่หรือไม่ “เอ่อ… ท่านมาทำอะไรในทุ่งนางั้นหรือ” หรือเป็นพวกคนรวยมาเที่ยวเล่นกันแน่?
“ข้าเห็นว่ามีข้าวสาลีตกหล่นอยู่มากมาย” หลิวเหิงมองกลุ่มคนรอบ ๆ “เจ้ามีคนในครอบครัวมากมายจริง ๆ เช่นนี้เก็บเกี่ยวข้าวแล้วจะพอกินกันหรือไม่”
“ไม่เพียงพอหรอกขอรับ ครอบครัวของเราหลายปากท้อง ต่อให้เก็บเกี่ยวได้มากกว่าหนึ่งพันจิน แต่ที่เหลือเก็บหลังจากจ่ายภาษีแล้วก็ไม่พอกินจนถึงฤดูใบไม้ผลิ”
“เก็บเกี่ยวข้าวสาลีแล้วปลูกอะไรต่องั้นหรือ”
“เราปลูกหัวไชเท้า ไม่ก็ผักในฤดูหนาวต่อน่ะขอรับ จากนั้นก็ออกไปลองเสี่ยงดวงที่ถนนหลักดู หากมีรับสมัครคนไปเป็นคนงานในคาราวานการค้าก็ถือว่าโชคดีไป”
เมื่อคนอื่นได้ยินเกี่ยวกับขบวนการค้า พวกเขาก็ต่างตอบรับเห็นด้วย บางคนถึงกับถามหลิวเหิงขึ้นมาว่าเขามีคาราวานการค้าของตนเองและกำลังต้องการคนบ้างหรือไม่
หลิวเหิงยิ้มตอบ “บ้านข้าเองก็มีคาราวานการค้า แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าต้องการคนเพิ่มหรือไม่ ภรรยาข้าเป็นผู้จัดการเรื่องเหล่านี้”
“โอ้ ท่านโชคดีมากที่ได้แต่งภรรยาเป็นเทพแห่งความมั่งคั่ง”
“ใช่แล้ว เรื่องทั้งหมดล้วนต้องยกความดีความชอบให้นาง ข้ามีภรรยาที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ ดังนั้นข้าจึงสามารถออกมาทำงานนอกบ้านได้อย่างสบายใจ” หลิวเหิงตอบรับอย่างภูมิใจ จนได้รับสายตาอิจฉาและใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยจากชายเหล่านั้น
นายอำเภอเถียนลอบคิดในใจขึ้นมา สิ่งที่เจ้าเมืองกล่าวทำให้คนฟังทั้งอิจฉาและดูถูกเขาไปพร้อม ๆ กันจริง ๆ
หลังจากที่เดินสำรวจไปรอบ ๆ อำเภอ หลิวเหิงก็พานายอำเภอเถียนไปสอบถามเรื่องการค้ากับนายหน้าของอำเภอ และได้ข่าวว่าในปีนี้มีเด็กจำนวนมากถูกนำตัวมาขาย
หลังจากเดินไปรอบ ๆ เขาก็ยืนอยู่บนถนนหลักและมองคนไม่กี่คนที่เดินผ่านไปมาตามทาง ชายหนุ่มเริ่มถามนายอำเภอเถียนขึ้นมา “นายอำเภอเถียน ท่านคิดว่าชาวคังผิงดูเป็นอย่างไรบ้าง”
นายอำเภอเถียนกำลังจะเปิดปากตอบ เขารู้สึกว่าผู้คนที่นี่ก็ไม่ได้มีชีวิตที่แย่มากนัก พวกเขายังสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้มากมาย แต่เมื่อมองไปยังบ้านนายหน้าที่เล่าเรื่องเด็กถูกขายและตลาดสินค้าว่างเปล่า มันก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเลย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ว่านี่คือชีวิตที่ดี
“แค่ไม่อดตายก็ไม่นับว่าเป็นชีวิตที่ดีได้ใช่หรือไม่” หลิวเหิงมองนายอำเภอเถียน “หากไม่ต้องเอาลูก ๆ ในบ้านไปขาย ชาวบ้านก็คงจะเต็มใจส่งพวกเขาไปเรียนที่สำนักศึกษา นั่นต่างหากคือชีวิตที่ดี นายอำเภอเถียน ท่านได้ไปที่สำนักศึกษาสองแห่งที่ก่อตั้งขึ้นมาหรือไม่ มีนักเรียนสักกี่คนที่มาจากครอบครัวชาวไร่กับชาวนา บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า แน่นอนว่าพ่อค้าเป็นลำดับท้ายที่สุด และหากชาวนาไม่สามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ มันก็จะถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะทุกคนรู้ว่าหากไร้ซึ่งพื้นฐานทางการเกษตรที่ดี บ้านเมืองก็ไม่มีทางมั่นคง แต่ผู้คนมั่งคั่งขึ้นมาได้ก็เพราะมีเงิน เพียงรู้จักการค้าขายเล็กน้อยก็สามารถเอาเงินไปสนับสนุนชาวนาได้ เช่นนั้นแล้วจะมีเหตุผลใดที่จะไม่สนใจเรื่องการหาเงินเล่า”
หลิวเหิงยืนมองนายอำเภอเถียนซึ่งยืนอยู่บนถนน และชี้ไปทางนอกเมือง “ผู้คนนับถือเราไม่ต่างจากบิดามารดา ในฐานะที่เป็นบิดามารดา ท่านอยากให้ลูก ๆ เพียงไม่อดตายเท่านั้นหรือ”
นายอำเภอเถียนตกตะลึง เขาดูถูกพวกพ่อค้าก็จริง แต่หลังจากเห็นชาวบ้านต้องเอาข้าวสาลีมาวางขาย และทำกระทั่งขายบุตรของตนเองเช่นนี้ก็หมดซึ่งข้อโต้แย้งใด ๆ ศักดิ์ศรีของความเป็นบัณฑิตที่เขาภูมิใจในคราวแรกนั้นช่างดูไร้ความหมาย และอดไม่ได้ที่จะพึมพำขึ้นมา “ใต้เท้าขอรับ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเห็นชาวบ้านอยู่ดีกินดี เพียงแต่ว่า …คังผิงไม่มีสิ่งใดที่พิเศษหรือโดดเด่นเลยขอรับ”
หลิวเหิงไม่ได้เถียงอะไร เขาเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงโรงเตี๊ยมที่จองที่พักเอาไว้ ชายหนุ่มเดินเข้าไปและสั่งให้เจ้าของโรงเตี๊ยมเตรียมห้องส่วนตัวให้ห้องหนึ่ง จากนั้นก็เรียกเฉวียจือเข้ามา “นายอำเภอเถียนกำลังเจอปัญหา เขาไม่ทราบว่าจะเลือกสินค้าพิเศษเป็นอะไรดี เจ้าไปเชิญท่านหญิงมาพบข้าที”
นายอำเภอเถียนต่างจากนายอำเภอหนิว เมื่อเขาได้ยินว่าท่านหญิงจะมาหารือด้วย สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย
“นายอำเภอเถียนยังไม่เคยพบกับท่านหญิงมาก่อนใช่หรือไม่” หลิวเหิงเพิกเฉยต่อสีหน้าเช่นนั้นของอีกฝ่าย และกล่าวถึงฐานะเหยียนซีขึ้นมา
นายอำเภอเถียนนั่งนิ่ง อีกฝ่ายมีฐานะเป็นถึงท่านหญิง ดังนั้นเขาที่เป็นนายอำเภอก็ควรจะเข้าพบนางที่เดินทางมายังคังผิงด้วย
เหยียนซีเดินเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วและอดหัวเราะกับตนเองไม่ได้ เมื่อได้ยินรายงานว่านายอำเภอเถียนจนปัญญาจะหาสินค้าพิเศษให้คังผิง “ข้าสงสัยว่าเหตุใดนายอำเภอจึงไม่อาจหาสินค้าเด่นในพื้นที่ดี ๆ เช่นนี้ได้”
“ที่นี่… ไม่ได้มีสิ่งใดโดดเด่นเป็นพิเศษขอรับ”
“นายอำเภอเถียนคิดว่าหน่อไม้ที่ฝูโจวเป็นเอกลักษณ์ของฝูโจวหรือไม่”
ครั้งหนึ่งฝูโจวเคยส่งหน่อไม้ไปยังเมืองหลวงเพื่อถวายเป็นเครื่องบรรณาการ ดังนั้นทุกคนจึงยอมรับว่าหน่อไม้เป็นเอกลักษณ์ของฝูโจว ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วที่ใดที่มีต้นไผ่ ที่นั่นย่อมมีหน่อไม้
เหยียนซีขอให้คนเอาของที่เธอซื้อตามข้างทางเข้ามา “นายอำเภอเถียน นี่คือของที่ข้าซื้อมาจากริมทาง นี่คือผลไม้ที่เรียกว่าผลระฆังทอง ข้าลองชิมดูแล้วพบว่ามีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ข้ายังไม่เคยลองชิมรสชาติเช่นนี้จากที่อื่นมาก่อน ทั้งยังมีเมล็ดทานตะวันที่เป็นของกินเล่น แต่ละเมล็ดล้วนอ้วนโตและมีกลิ่นหอม เพียงมองดูก็รู้ว่าแตกต่างจากของที่อื่น” จากนั้นหญิงสาวก็เอาลูกสนขึ้นมา “ส่วนลูกสนนี่ เมื่อนำมันมาคั่วแล้วก็จะได้รสชาติดีพอ ๆ กับเมล็ดทานตะวัน สิ่งของเหล่านี้อาจจะหาได้จากที่อื่นในเหลียวโจวเช่นกัน แต่หากคังผิงเป็นอำเภอแรกที่เสนอสิ่งนี้มาขายและทำออกมาจำนวนมากเล่า ถ้าคัดสรรอย่างดีที่สุด มันก็จะเป็นสินค้าพิเศษของที่นี่ได้ไม่ยากนัก”
นายอำเภอเถียนกะพริบตาสองสามครั้ง แค่คัดเลือกอย่างดีแล้วทำออกมาขายเป็นจำนวนมาก เท่านี้ก็จะกลายเป็นของขึ้นชื่อของท้องถิ่นอย่างนั้นหรือ? เขาต้องการจะหักล้างคำพูดของนาง แต่ก็พบว่าไม่มีเหตุผลอะไรไปสู้ได้ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ชวนให้อึดอัดใจ ทว่าเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน
“ทั้งหมดนี่ล้วนเป็นของดี นายอำเภอเถียนลองเก็บไปพิจารณาดูเถิดเจ้าค่ะ” เหยียนซีไม่ได้พูดอะไรนอกจากนั้น และส่งยิ้มให้อีกฝ่าย