ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 395 อาหารใหม่และโรงเลี้ยงม้าใหม่
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 395 อาหารใหม่และโรงเลี้ยงม้าใหม่
บทที่ 395 อาหารใหม่และโรงเลี้ยงม้าใหม่
หลิวเหิงกลับมาแล้ว ตอนนี้เหยียนซีกลัวว่าสวีมู่เจี๋ยจะทำให้ชายหนุ่มเสียใจหากพูดถึงเรื่องลูกขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อไม่กี่วันมานี้เธอปลอบโยนเขาอย่างระมัดระวัง และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของอีกฝ่ายให้ไปยุ่งอยู่กับการเมืองแทน เพื่อที่จะทำให้เขาไม่รู้สึกเศร้าเมื่อคิดถึงเรื่องทายาท
เมื่อเห็นว่าสวีมู่เจี๋ยยังพยายามจะพูดต่อ เธอจึงลุกขึ้นพูดกับหลิวเหิงว่า “ไม่ง่ายเลยที่ท่านลุงจะได้มาที่นี่ หากพวกท่านมีงานราชการอะไรอีก พวกท่านก็สามารถพูดคุยกันในเวลานี้ได้เช่นกันนะเจ้าคะ” จากนั้นเธอก็หันไปทางสวีมู่เจี๋ย “ท่านลุงอยู่ที่นี่ต่ออีกคืน ทว่าพรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางกลับซินเย่แล้ว งั้นข้าจะเตรียมอาหารและสุรามาให้ ท่านกับสามีจะได้นั่งคุยกันระหว่างกินอาหารและดื่มสุราไปด้วยนะเจ้าคะ”
นี่คือวิธีเลี่ยงของเหยียนซี และหลิวเหิงเองก็ไม่ต้องการให้สวีมู่เจี๋ยพูดเรื่องลูกขึ้นมาอีก ดังนั้นหลังจากนั่งลงแล้ว เขาก็พูดคุยกับสวีมู่เจี๋ยเกี่ยวกับการพัฒนาอำเภอซินเย่
เมื่อสวีมู่เจี๋ยได้ยินเกี่ยวกับรับสั่งจากจักรพรรดิ เขาก็สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที
ทั้งสองคุยกันอยู่นาน ส่วนหญิงสาวก็ยกอาหารและสุรามาตั้งสำรับ
สวีมู่เจี๋ยมองอาหารจานผักบนโต๊ะและคีบมันขึ้นมาด้วยตะเกียบ ก่อนจะสังเกตว่าเขาไม่เคยเห็นอาหารจานนี้มาก่อน “นี่มันอาหารประเภทใดกัน ทำไมข้าถึงไม่เคยพบมาก่อน”
“ท่านลุง นี่คือหญ้ามู่ซวีเจ้าค่ะ” หลังจากเหยียนซีได้รับเมล็ดหญ้าชนิดนี้มาแล้ว ในเดือนที่ห้าถึงเดือนหก เธอก็เริ่มหาสถานที่ที่เหมาะสมในการหว่านเมล็ดในลานของที่ว่าการเมือง ตอนนี้ต้นหญ้าเติบโตแล้ว ตนจึงเอามันมาทำเป็นอาหารให้หลิวเหิงและสวีมู่เจี๋ย ด้วยการหั่นเป็นท่อนแล้วผัดกับสุราทำอาหาร
สวีมู่เจี๋ยคีบมันเข้าปากแล้วเริ่มเคี้ยวสองสามครั้ง “มันสดและอร่อยมาก สุราเองก็ทำให้มีกลิ่นหอม วัวกับแกะก็กินหญ้าชนิดนี้ใช่หรือไม่ คนเราเองก็กินได้เช่นกันงั้นหรือ”
“ถ้าวัวและแกะกินได้ คนเราเองก็กินได้เช่นกันเจ้าค่ะ แต่หากจะให้อร่อยก็ต้องรู้จักวิธีปรุงด้วย”
หลิวเหิงเองก็ชิมอย่างระมัดระวัง “ทั้ง ๆ ที่เป็นหญ้า แต่ดูเหมือนมันจะมีรสชาติดียิ่งกว่าผักกาดในฤดูหนาวเสียอีก หากเป็นเช่นนี้ก็สามารถนำมันมาทำเป็นอาหารให้ชาวบ้านในหน้าหนาวได้ด้วยใช่หรือไม่”
เหยียนซีส่ายหน้า “อาหารจานนี้จะปรุงให้อร่อยต้องใช้น้ำมันมากและไฟแรง ชาวบ้านทั่วไปจะหาน้ำมันมากถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกันเล่าเจ้าคะ จานนี้จะรสชาติไม่ดีหากไม่มีน้ำมัน ดังนั้นเอาไว้เลี้ยงสัตว์อย่างเดียวน่าจะดีกว่า”
สวีมู่เจี๋ยหัวเราะ “เด็กน้อย เจ้าก็น่าจะรู้ว่ายามอดอยากและหิวโหย ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะมีรสชาติดีหรือไม่ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอีกต่อไป ขอเพียงเติมท้องให้เต็มก็ใช้ได้แล้ว หญ้ามู่ซวีนี่ดีมาก มันเหมือนยิงเกาทัณฑ์ดอกเดียวได้นกสองตัว ในหน้าหนาวชาวบ้านจะสบายขึ้น เพราะมันสามารถเอามาทำอาหารได้ด้วย”
เมื่อหญิงสาวคิดตามก็เข้าใจว่ายามท้องหิวแม้แต่ดินก็เป็นอาหารได้ ดังนั้นหญ้าชนิดนี้จึงนับว่าไม่เลวเลย “เช่นนั้นรอให้เราปลูกหญ้านี้ที่เหอถิงก่อน จากนั้นข้าจะให้พวกเขาเก็บเมล็ดพันธุ์มาแจกจ่ายแก่อำเภออื่น ๆ ด้วยนะเจ้าคะ”
หัวข้อสนทนาในครั้งนี้ว่าด้วยเรื่องหญ้ามู่ซวีและการพัฒนาของอำเภอต่าง ๆ ในเหลียวโจว การสนทนาครั้งนี้กินเวลายาวนานไปจนถึงกลางคืน หลิวเหิงมองท้องฟ้าแล้วพูดว่า “ท่านลุง พรุ่งนี้ท่านต้องออกเดินทางแล้ว ไปเถอะขอรับ คืนนี้ท่านควรจะต้องเข้านอนให้เร็ว” เขาลุกขึ้นแล้วเรียกหลิวจงเซี่ยวให้ไปส่งแขกเข้าที่พัก โดยที่สวีมู่เจี๋ยยังไม่ทันได้ตอบโต้อะไร
เหยียนซีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ โชคดีตอนที่สวีมู่เจี๋ยเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ในอำเภอซินเย่ เขาเคยชินกับท่าทางเด็ดขาดเช่นนี้ของใต้เท้าหลิวแล้ว และพรุ่งนี้เขาเองก็ต้องรีบกลับไปยังที่ว่าการอำเภอแต่เช้าเช่นกัน เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มรีบเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาว ชายวัยกลางคนก็ได้ส่ายหน้าและยิ้มกับตนเอง ก่อนจะเดินตามหลิวจงเซี่ยวออกไป
หลิวเหิงกลับเข้าไปในห้องนอนพร้อมเหยียนซี เขานั่งมองนางแช่เท้าในน้ำใบอ้ายเยี่ย*[1] หลังจากล้างตัวแล้วก็พาหญิงสาวเข้านอน เหยียนซีหลับไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเขาก็ย้ายไปอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะจุดตะเกียงน้ำมันอ่านบันทึกของอาลักษณ์เกี่ยวกับเรื่องที่นายอำเภอหารือกันในวันนี้ เพื่อศึกษาประเด็นที่น่าสนใจทีละประเด็น
หลังผ่านไปสักพักเขาก็ดับไฟและนอนลงบนเตียงด้วยความระมัดระวัง
ตามประเพณีสตรีควรนอนริมนอกเพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาเตรียมชาให้สามี แต่เมื่อทั้งสองแต่งงานกัน ฝ่ายที่นอนริมนอกเตียงเป็นหลิวเหิงและคนที่นอนด้านในคือเหยียนซี
ชายหนุ่มมักลุกออกไปตอนกลางคืนเพื่ออ่านตำราและรายงานต่าง ๆ ทางราชการ ทั้งยังอยากอ่านรายงานอยู่ในห้องนอนมากกว่าในห้องทำงาน เขาติดม่านกั้นเตียงเพื่อบังแสงไม่ให้หญิงสาวตื่น
เมื่อเหล่านายอำเภอกลับไปทำงานของตน เหยียนซีเองก็ทำงานของเธอเช่นกัน ม้าของชาวเป่ยหูที่ตนสั่งถูกเป่ยม่านปล้นไประหว่างทาง และเหลือม้ากลับมาเพียงร้อยกว่าตัวเท่านั้น
ในยุคนี้ไม่มีอะไรต้านทางกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดนอกชายแดนอย่างเป่ยหมานได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่สามารถจัดการอะไรได้เลย
เหยียนซีพาคนของตนต้อนม้าไปยังเหอถิงด้วยตนเอง โดยมีเจ้าเมืองหลิวเดินทางไปด้วย
เจ้าเมืองหลิวไปเยือนหลายอำเภอในเหลียวโจวเพื่อสอนเรื่องการเพาะปลูก คราวนี้เขามอบอำนาจให้รองเจ้าเมืองหวังดูแลเรื่องการทำการเกษตร ส่วนตัวเองเดินทางไปยังอำเภอต่าง ๆ และพาเหยียนซีไปด้วย พร้อมใช้โอกาสนี้ไปพบชาวบ้านกับพาหญิงสาวไปเที่ยวพักผ่อน แต่ชายหนุ่มไม่ได้บอกนางว่านี่คือการไปเที่ยว แต่บอกว่าจะไปดูการทำการค้า เขาต้องการให้นางไปด้วยเพื่อแนะนำชาวบ้านในเรื่องเหล่านี้
ตอนนี้เหยียนซีพบว่าตนไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงฮูหยินที่ต้องดูแลครอบครัวเท่านั้น แต่ยังมีงานพิเศษในฐานะอาจารย์อีกด้วย
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองเดินทางมายังอำเภอเหอถิง ทันทีที่พวกเขาเข้าไปยังที่ว่าการอำเภอ นายอำเภอหนิวก็รีบเข้ามารายงานทันที “ใต้เท้า ฮูหยิน พวกเราโรยเมล็ดหญ้าลงไปในที่นาแล้ว แต่มันกลับไม่ยอมงอกเลยขอรับ”
“ว่ากันว่าต้องใช้เวลาเจ็ดถึงสิบห้าวันในการปลูก ท่านสั่งให้คนดูแลแปลงปลูกไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย” เหยียนซีให้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว
โรงเลี้ยงม้าของอำเภอเหอถิงอยู่ทางใต้สุดของอำเภอ มันเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดซึ่งห่างจากชายแดนมาก ถัดจากโรงเลี้ยงม้าออกไปก็จะเข้าเขตอำเภอคังผิง
โรงเลี้ยงม้ามีเรือนไม้สร้างเป็นแถวและมุงหลังคาด้วยใบจาก อีกฟากหนึ่งของลานมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างอิฐดิน เพื่อที่จะใช้มันทำเป็นคอกม้า เพราะมันจะช่วยทำให้เพิ่มความอบอุ่นได้มากขึ้น
นายอำเภอหนิวจ้างทหารผ่านศึกที่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงม้ามาเป็นผู้นำชาวบ้าน เนื่องจากระยะห่างของโรงเรือนเหล่านี้เป็นความรู้เฉพาะทาง ที่มีเพียงผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นจึงจะสามารถแนะนำได้ อีกทั้งยังให้ความอบอุ่นเพียงพอและอากาศถ่ายเทได้ดี
เมื่อปล่อยม้าที่ต้อนมาลงไปในลาน ไม่นานก็มีชายยี่สิบกว่าคนสวมชุดป้องกันตัวเดินเข้าไป ม้าเหล่านั้นไม่มีท่าทีกระสับกระส่ายหรือพยศเลย พวกมันดูเชื่องมากเมื่ออยู่ต่อหน้าคนเหล่านั้น
พวกเขาน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกม้า เหยียนซีโล่งใจมาก ทุกอย่างเป็นตามการคาดเดาของเธอ ชาวบ้านที่สามารถปล้นวัวและแกะข้ามชายแดนกลับมาได้ ย่อมรู้วิธีที่จะทำให้ปศุสัตว์เชื่องได้จริง ๆ
นายอำเภอหนิวมองสีหน้าของหลิวเหิงและเหยียนซีอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าทั้งสองพึงพอใจก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เขาไม่ต้องกังวลว่าทั้งสองจะย้ายสถานที่เลี้ยงม้าไปที่อื่นอีกต่อไป
หลังหญิงสาวเดินไปไม่กี่ก้าวก็รู้สึกว่าใต้ฝ่าเท้าเป็นดินแข็ง ๆ และมีหญ้าเพียงเล็กน้อยงอกขึ้นมาบนนั้น
เธอขอให้เฉวียจือไปเรียกคนที่อายุมากสุดในบรรดาชายยี่สิบคนนั้นมา แล้วมอบหมายหน้าที่ให้เขา “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าคนฝึกม้าของโรงเลี้ยงม้าแห่งนี้”
เมื่อชายคนนั้นได้ยินว่าจะได้เป็นหัวหน้าก็ก้มหน้าหลบตา เขาไม่กล้าจ้องเหยียนซีเพราะกลัวจะทำให้นางขุ่นเคือง และตอบอย่างตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้นว่า “ข้าน้อย… ข้าน้อยจะตั้งใจทำงานขอรับ”
เหยียนซีพยักหน้า ก่อนจะมองคนอื่น ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “นายอำเภอหนิวเป็นคนเลือกเจ้ามา ข้าเชื่อในตัวเขา ดังนั้นทุกคนต้องทำงานให้ดี”
“ขอบคุณฮูหยินมากขอรับ” นายอำเภอหนิวรู้สึกอบอุ่นในใจเมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว
“ทุกคนจะไม่ได้ทำงานในโรงเลี้ยงม้าอย่างเปล่าประโยชน์ ข้าจะมอบค่าแรงให้ ที่โรงเลี้ยงม้าของข้า คนงานทั่วไปจะได้รับเงินเดือนละห้าร้อยอีแปะ ส่วนหัวหน้าคนงานจะได้เงินแปดร้อยอีแปะ หลังจากเริ่มขายม้าได้เงินจะเพิ่มเป็นหนึ่งตำลึง ส่วนหัวหน้าจะได้ห้าตำลึง”
ตอนนั้นเองชายยี่สิบคนหลงลืมความเกรงกลัวไปจนหมดสิ้น พวกเขาพากันจ้องหญิงสาวเป็นตาเดียวเพราะกลัวว่าจะฟังผิดไป
“เงินค่าแรงมากน้อยตามงานที่รับผิดชอบ ใครมีผลงานดีและเลี้ยงม้าได้ดีก็จะได้เงินเพิ่ม” เหยียนซีชี้ไปยังลานที่มีม้าเดินไปมา “นี่เป็นม้าร้อยตัวแรกเท่านั้น ยังมีม้าจำนวนมากที่จะถูกส่งมาที่นี่ ภายในสิ้นเดือนนี้เราจะมีม้าสองร้อยตัว และเดือนเก้าจะมีม้าที่นี่สี่ร้อยตัว พวกเจ้ายี่สิบคน แต่ละคนจะมีหน้าที่ดูแลม้าคนละยี่สิบตัว”
“ไม่มีงานใดไม่มีกฎเกณฑ์ หากม้าในความรับผิดชอบของใครสูญหายจะถูกให้ออกจากงานทันที หากม้าป่วยให้รีบรายงาน ถ้าล่าช้าจะถูกหักเงินครึ่งหนึ่ง เมื่อม้าหายป่วยก็ไม่มีปัญหา แต่หากม้าตายจะถูกให้ออกจากงาน และหากลูกน้องถูกหักเงินหัวหน้าก็จะถูกหักเงินด้วยเช่นกัน”
[1] อ้ายเยี่ย สมุนไพรของจีน มีสรรพคุณช่วยขับความเย็น ระงับปวด อบอุ่นเส้นลมปราณเพื่อห้ามเลือด