ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 391 จัดที่นั่งแก่นายอำเภอ
บทที่ 391 จัดที่นั่งแก่นายอำเภอ
ทั้ง ๆ ที่ฝ่าบาทพระราชทานหูหลัวปัวมาแล้ว แต่วิถีทางในการจะเอามันเข้าปากกลับไม่ง่ายดายเอาเสียเลย
ทางการประเมินความก้าวหน้าของเมืองเพื่อดูผลงานของเจ้าเมืองนั้น หลัก ๆ จะมีอยู่ทั้งหมดหกประการ ได้แก่ การศึกษาของราษฎร ความมั่นคงทางการเมือง จำนวนประชากรในเมือง จำนวนปศุสัตว์ที่เลี้ยงเอาไว้ คดีความทางอาญา และการเก็บภาษีรวมไปถึงแรงงานเกณฑ์
หลังจากกบฏในเหลียวโจวถูกปราบปรามก็มีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต ส่วนผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ และบรรยากาศในเมืองก็เริ่มสงบขึ้น ดังนั้นคดีความจึงลดลงไปมาก
หลิวเหิงมีงานยุ่งมาตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ทว่าในที่สุดเขาก็สามารถเพิ่มผลผลิตได้จนไม่มีปัญหาเรื่องภาษี
การเพิ่มขึ้นของประชากร การเลี้ยงปศุสัตว์เพิ่มเติม และแม้แต่การพัฒนาด้านการศึกษาล้วนจะต้องใช้เงินทองในการพัฒนา
หากไร้ชาวนาก็ไร้ซึ่งความมั่นคง และถ้าไม่มีการค้าก็ไม่มีความมั่งคั่ง
หากต้องการหาเงินก็ยังต้องพึ่งการทำการค้า
ชุมชนการค้าสองแห่งก่อตั้งขึ้นในเหลียวโจวและมีการค้าขายที่รุ่งเรือง ทว่าชาวเหลียวโจวกลับไม่ได้รับประโยชน์มากมายนัก
หลิวเหิงเองก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน ชาวต่างถิ่นมาค้าขายผ้าไหม เครื่องเคลือบลายคราม ชา เครื่องประดับต่าง ๆ และแม้แต่ข้าวสาร ซึ่งเหลียวโจวก็ยังขาดแคลนสิ่งเหล่านี้
เหยียนซีจ้องมองสมุดบัญชีของตนเองอยู่นาน และแนะนำชายหนุ่มขึ้นว่า “พี่เอ้อร์หลาง หากเราต้องการให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์จากการค้า เราก็ต้องทำให้พ่อค้าต่างถิ่นมาซื้อสินค้าของเหลียวโจว”
หลิวเหิงก็รู้เรื่องนั้นเช่นกัน “ชาวต่างถิ่นคงจะต้องการซื้อเกลือและเหล็กที่ผลิตได้จากเหลียวโจวแน่นอน…” สินค้าทั้งสองนั้นอยู่ที่ซินเย่ แต่ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของราชสำนัก ดังนั้นจึงไม่สามารถนำออกมาขายด้วยตนเองได้
“เราควรจะให้แต่ละอำเภอไปตรวจสอบสินค้าเฉพาะถิ่นของตนเองนะเจ้าคะ” เหยียนซีรู้สึกว่าการพัฒนาท้องถิ่นเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการพัฒนาจังหวัดของการปกครองแบบสมัยใหม่ มันจำเป็นจะต้องให้ท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่มีลักษณะเด่นของตนเอง
“มันคล้ายกับการที่อำเภอซินเย่มีเหล็กและนาเกลือ จึงได้มีขบวนการค้าเดินทางเข้าไปทำการค้า เพียงแค่หารายได้จากขบวนการค้า ชาวซินเย่ก็เริ่มที่จะพึ่งพาตนเองได้ ดังนั้นผู้คนในอำเภออื่น ๆ เองก็ต้องหาทางเลี้ยงชีพเช่นนี้ได้ไม่ต่างกัน”
ชายหนุ่มพยักหน้า “หากต้องการให้คนท้องถิ่นมาร่วมมือกัน ข้าจะต้องเรียกนายอำเภอแต่ละอำเภอมาหารือเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้”
หญิงสาวพยักหน้ารับ หลิวเหิงไม่จำเป็นต้องทนรับแรงกดดันทั้งหมดอยู่เพียงฝ่ายเดียว ในเมื่อเรื่องนี้เป็นการพัฒนาเมือง เหล่านายอำเภอจากทุกท้องถิ่นก็ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
ไม่นานเจ้าเมืองเหลียวโจวก็ออกคำสั่งให้นายอำเภอทั้งสิบเจ็ดอำเภอของเหลียวโจวเดินทางเข้ามายังอิงเฉิง เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการพัฒนาเหลียวโจวต่อไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเมืองหลิวจะได้พบกับนายอำเภอทุกคนนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งมา
ทันทีที่เหล่านายอำเภอก้าวเข้าสู่ประตูเมืองอิงเฉิง พวกเขาก็พบว่าเจ้าเมืองหลิวผู้นี้แตกต่างจากผู้อื่นที่เคยรู้จักมาก
เรื่องที่น่าละอายที่สุดคือแม้พวกเขาจะมาถึงก่อนเวลานัดหมายหนึ่งวัน เพื่อพบปะและพูดคุยกับนายอำเภอคนอื่น ๆ แต่เหล่านายอำเภอก็แทบจะไม่มีเวลาไปพูดคุยเรื่องเก่า ๆ อย่างผ่อนคลายด้วยกันเลย
หลังจากนายอำเภอจากแต่ละท้องที่มาถึง พวกเขาก็ไปยังที่ว่าการเมืองอิงเฉิง จากนั้นก็แนะนำตัวและทำความเคารพเจ้าเมืองในที่ว่าการ เจ้าหน้าที่ที่รออยู่พาพวกเขาไปยังที่พักด้านในทันที จากนั้นก็มอบกระดาษให้คนละแผ่นด้วยความเคารพ “ใต้เท้าขอรับ เจ้าเมืองสั่งไว้ว่าพรุ่งนี้จะมีการหารือเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้โดยละเอียด หวังว่าใต้เท้าจะเตรียมการมาล่วงหน้าด้วยนะขอรับ”
กระดาษแผ่นนั้นมีข้อความเขียนอยู่จำนวนสามข้อเท่านั้น ข้อหนึ่ง ผลผลิตทางการเกษตรในท้องที่เป็นอย่างไร ข้อสอง ความเชี่ยวชาญหรือสินค้าพิเศษในอำเภอของท่านคืออะไร ข้อสาม ในวันเทศกาลท่านจะมอบสิ่งใดให้เป็นของขวัญแก่เจ้าเมือง
สองข้อแรกไม่นับว่าเป็นปัญหามากนัก แต่ข้อที่สามนั้นพวกเขาไม่รู้ว่าควรจะต้องตอบอย่างไร ตนสามารถตอบตามตรงว่าเป็นการจ่ายเงินได้หรือไม่
ไม่ว่าจะเป็นคนใจกล้าถึงเพียงใด แต่ก็ไม่มีใครกล้าตอบท่านเจ้าเมืองไปเช่นนั้นแน่ หากการมอบเงินไม่สามารถตอบได้ เช่นนั้นก็ต้องส่งของขึ้นชื่อไปแทน และจะต้องเลือกย้อนมาเอาคำตอบในข้อที่สองไปตอบ
หลังจากเข้าไปในที่พักในหน่วยงานไปรษณีย์ นายอำเภอซินเย่ สวีมู่เจี๋ย ก็ได้รับกระดาษนี้มาเช่นกัน เขาโชคดีที่เป็นผู้ปกครองอำเภอซินเย่ ซึ่งหลิวเหิงเคยจัดการมาก่อนแล้ว ตอนนี้ที่นั่นเป็นอำเภอที่ร่ำรวยที่สุดในเหลียวโจว
นายอำเภอทั้งสิบเจ็ดคนพักอยู่ที่หน่วยงานไปรษณีย์หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็ออกมามองหน้ากัน ทุกคนต่างมีรอยคล้ำใต้ตาและใบหน้าซีดเซียว มันราวกับว่าพวกเราไม่ได้นอนมาทั้งคืน คำถามสามข้อของท่านเจ้าเมืองทำให้กลุ่มนายอำเภอนึกถึงบรรยากาศการสอบขุนนางขึ้นมาอีกครั้ง
ในช่วงเที่ยง เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเดินทางมารับพวกเขาอย่างตรงเวลา เพื่อไปร่วมหารือกับท่านเจ้าเมืองในที่ว่าการเมือง
ทันทีที่เข้าไปในที่ว่าการเมือง พวกเขาก็พบว่าหลิวเหิงและรองเจ้าเมืองหวังกำลังนั่งอยู่ด้านบน ทางฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่นั่งสำหรับนายอำเภอ ที่นั่งเหล่านี้ค่อนข้างน่าสนใจมาก เพราะมันมีป้ายชื่อของแต่ละอำเภอ ที่นั่งของนายอำเภอซินเย่ สวีมู่เจี๋ย อยู่ตำแหน่งซ้ายล่างซึ่งเป็นอันดับแรก และตรงข้ามกับอำเภอหวงหลง จากนั้นก็เรียงไปตามลำดับ พร้อมกับมีอำเภอคังผิงอยู่ด้านล่าง
สีหน้าของเหล่านายอำเภอเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในระบบราชการมีการเรียงลำดับอาวุโสอย่างเป็นทางการอยู่ด้วยเช่นกัน ผู้ที่มีอายุมากกว่าและรับราชการมานานกว่าจะได้รับที่นั่งในลำดับแรก และคนที่อาวุโสน้อยกว่าจะถูกจัดให้อยู่ในลำดับท้าย
สวีมู่เจี๋ยเป็นนายอำเภอที่เพิ่งรับตำแหน่งเมื่อปีก่อนและยังเป็นเพียงจู่เหริน นายอำเภอท่านอื่น ๆ ที่เป็นจิ้นซื่อหรือระดับเทียบเท่ากันจะให้จู่เหรินมีที่นั่งลำดับแรกได้อย่างไร
ทุกคนรู้ดีว่าสวีมู่เจี๋ยเป็นลุงของฮูหยินเจ้าเมืองหลิว นี่ท่านเจ้าเมืองตั้งใจจะละเมิดกฎลำดับอาวุโสเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์อย่างนั้นหรือ
สวีมู่เจี๋ยลังเลเล็กน้อยเมื่อเห็นการจัดที่นั่งเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นหลิวเหิงและรองเจ้าเมืองหวังมองตนเองด้วยรอยยิ้ม มันก็ให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขาไม่ได้สนใจสีหน้าของนายอำเภอคนอื่น ๆ เลย ดังนั้นเขาจึงยอมกัดฟันและคิดขึ้นว่า ‘ไม่ อย่าไปสนใจว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร หากหลานเขยจัดที่นั่งเช่นนี้ก็นั่งลงเสีย เจ้าอย่าแสดงความประหม่าออกไป’ เขายิ้มและโค้งคำนับให้คนอื่น ๆ จากนั้นก็นั่งลงในตำแหน่งแรกทางซ้ายมือ
เมื่อเห็นว่านายอำเภอคนอื่น ๆ พากันยืนนิ่ง หลิวเหิงก็ยิ้มและยกมือขึ้นส่งสัญญาณ “นั่งลงเถิด ขอเชิญทุกคนนั่งลง”
นี่เป็นครั้งแรกที่มีการรวมตัวกันเพื่อประชุมปรึกษาหารือ ดังนั้นจึงไม่มีใครต้องการที่จะคัดค้านอะไรขึ้นมาก่อน และเมื่อคิดดูอีกครั้ง อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้นั่งในตำแหน่งท้ายสุด ไม่นานคนอื่น ๆ ก็พากันกล่าวทักทายและนั่งลงในตำแหน่งของตนเอง
ในที่สุดนายอำเภอคังผิงก็ยืนขึ้น เขาต้องการคัดค้าน แต่นายอำเภอเหอถิงที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเขากลับปรามขึ้นเสียก่อน “พี่เถียน!”
นายอำเภอคังผิงทำได้เพียงข่มกลั้นความไม่พอใจและยอมนั่งลง
ด้านหลังของนายอำเภอเหล่านี้มีโต๊ะสำหรับอาลักษณ์ ซึ่งจะคอยจดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเอาไว้
หลิวเหิงมองไปทางทุกคนด้วยรอยยิ้มและเริ่มกล่าวเปิดการประชุม “ทุกท่านเป็นผู้ปกครองอำเภอในแต่ละพื้นที่ และมีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตราษฎรในเขตความดูแลของตน ดังนั้นข้าจึงเชิญทุกคนมาที่นี่เพื่อระดมความคิดเห็น และหารือเกี่ยวกับการพัฒนาของเหลียวโจว”
“ข้ารู้ดีว่าหลายคนในที่นี้อาจจะคิดว่าที่นั่งในวันนี้ไม่สมเหตุสมผลเล็กน้อย และคงจะข้องใจว่าเหตุใดข้าจึงจัดที่นั่งเช่นนี้” หลิวเหิงเอาหนังสือสรุปรายได้ของแต่ละอำเภอในปีนี้ขึ้นมา “ที่นั่งในวันนี้จัดลำดับตามรายงานที่ทุกคนส่งมอบมาให้ข้า รายได้ที่เก็บจากผลผลิตซึ่งมากเป็นอันดับหนึ่งคืออำเภอซินเย่ ในปีนี้ที่นั่นเก็บภาษีฤดูใบไม้ร่วงได้เต็มจำนวน และมีรายรับเป็นภาษีเพิ่มขึ้นถึงสามส่วน ทั้งยังมากที่สุดของเหลียวโจวในปีนี้”
เมื่อพูดเช่นนั้นทุกคนก็เข้าใจขึ้นมาว่าลำดับที่นั่งจัดตามสถานะทางการเงินของแต่ละท้องที่!
เจ้าเมืองคังผิงกำลังจะเอ่ยปากเพื่อโต้แย้ง ซินเย่นั้นไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ทว่าคังผิงเล่า พวกเขาผ่านทั้งสงครามและน้ำท่วม เช่นนั้นจะเปรียบเทียบกันได้อย่างไร
หลิวเหิงชี้ไปทางอำเภอหวงหลงโดยไม่รอให้ใครได้เอ่ยสิ่งใดออกมา “เนื่องจากอำเภอหวงหลงอยู่ใกล้กับชุมชนการค้าชายแดนฮูเหล่า รายได้จากภาษีการค้าจึงเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่ที่น่าสนใจคือนายอำเภอชุยสนับสนุนให้พ่อค้าในอำเภอตนเองเข้าไปทำการค้าในชุมชนการค้าชายแดน โดยส่งเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการไปดำเนินกานำร่อง การเพิ่มขึ้นของภาษีที่เก็บจากอำเภอหวงหลง จึงนับว่าเป็นเพราะการทำงานอย่างหนักของนายอำเภอชุยเช่นกัน”
เมื่อนายอำเภอชุยได้รับคำชมเชยจากเจ้าเมืองก็รีบโน้มตัวกล่าวรับอย่างสุภาพ “ขอบคุณสำหรับคำชมเชยขอรับใต้เท้า”
หลิวเหิงแสดงความเห็นของเขาเกี่ยวกับสิบอำเภอแรกทีละคน หลายอำเภอมีนายอำเภอที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนา ทำให้มีผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นจึงสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น และทำให้ชาวบ้านมีเงินเพิ่มมากขึ้นด้วย
ผู้ที่ได้รับคำชมก็ยิ้มออก ส่วนผู้ที่ไม่ได้ถูกเอ่ยนาม ไม่ว่าพวกเขาจะไม่พอใจเพียงใดก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับ ใครจะอยากให้อำเภอในความดูแลของตนเองถูกมองว่าล้มเหลวได้เล่า