ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 390 มอบหูหลัวปัว
บทที่ 390 มอบหูหลัวปัว
คนที่ทางการส่งมาตรวจสอบบัญชีนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับห้าจากกรมคลัง และยังมีสกุลที่ดีอย่างสกุลเหยียน
หลังจากหลิวเหิงได้รับจดหมายจากเฉินโหย่วฝู เขาก็ยิ้มกับตนเองด้วยอาการสงบ และเตรียมการทุกอย่างไว้รอผู้ตรวจสอบที่เดินทางมายังอิงเฉิง ชายหนุ่มทำทุกอย่างตามมารยาท เขาพารองเจ้าเมืองหวังและเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ออกมารอต้อนรับ
ก่อนที่เจ้าหน้าที่เหยียนจะเดินทางไปตรวจสอบบัญชี จักรพรรดิก็ทรงรับสั่งให้เขาเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ที่ห้องทรงอักษร และตรัสกับเขาเพียงสั้น ๆ ว่า ‘ตรวจสอบอย่างโปร่งใส’
ดังนั้นเมื่อเขามาถึงอิงเฉิงและพบว่าเจ้าเมืองหลิวรอต้อนรับอยู่ ทันทีที่เขาลงจากรถม้าก็รีบเข้ามาหาชายหนุ่มแล้วกล่าว “เจ้าเมืองหลิว ข้าได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบสถานการณ์และบัญชีที่เหลียวโจว โปรดให้ความร่วมมือในการซักถามครั้งนี้ด้วยขอรับ”
ก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่นี่ก็ได้ตรวจสอบหนังสือต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ทั้งจดหมายลับและบัญชีที่เจ้าเมืองหลิวส่งไปชี้แจงยังเมืองหลวงแล้ว เขาอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเดินทางเข้าเขตเหลียวโจวก็ยังสังเกตอย่างใกล้ชิด และพบว่าชาวบ้านที่นี่ยังดูยากจนอยู่ แต่เขากลับเห็นว่าพวกเขาเป็นคนยากจนที่ดูมีความหวังในแววตากว่าชาวบ้านยากไร้ที่เขาเคยพบมาก่อนหน้า
ชาวบ้านทั่วไปในเมืองหลวงและชานเมืองมักจะชอบอวดตัวว่ารู้มาก และในสถานที่เหล่านั้น ผู้ยากไร้ที่ยากจนมีแต่จะต้องลำบากและอดตาย ไม่ว่าจะมองอย่างไรพวกเขาก็จะดูโศกเศร้าเสมอ
แต่สำหรับคนในเหลียวโจว พวกเขาล้วนมีสีหน้าเบิกบาน บางคนกระทั่งร้องเพลงระหว่างอยู่ในทุ่งนา ภาพเช่นนี้บ่งบอกว่าพวกเขามีความหวังว่าชีวิตนี้จะดีขึ้นต่อไป
นอกจากนี้หัวหน้าเหยียนยังรู้สึกว่าการเดินทางมาตรวจสอบครั้งนี้ของเขาจะราบรื่น หากดำเนินการอย่างถ่อมตนไปก่อน
หลิวเหิงทักทายหัวหน้าเหยียน จากนั้นก็ส่งเข้าไปยังที่พักที่เตรียมเอาไว้ให้พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “หน้าที่ของหัวหน้าเหยียนคือการตรวจสอบความถูกต้องและความผิดปกติ หากท่านขาดเหลือสิ่งใดสามารถแจ้งกับเจ้าหน้าที่ทุกคนในที่ว่าการได้นะขอรับ” จากนั้นเขาก็หันกลับไปเอ่ยกับรองเจ้าเมืองหวังและคนอื่น ๆ “หากหัวหน้าเหยียนมีข้อสงสัยใด ๆ ทุกคนต้องตอบตามความจริงอย่างตรงไปตรงมา”
ทุกคนยิ้มและรับคำอย่างเป็นธรรมชาติ หัวหน้าเหยียนเองก็รีบกล่าวขอบคุณซ้ำยังเอ่ยติดตลกขึ้นมา “เจ้าเมืองหลิวเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นนี้ ดูเหมือนว่าการเดินทางมาถึงที่นี่ของข้าอาจจะไร้ประโยชน์แล้ว”
“จะไร้ประโยชน์ไปได้อย่างไรขอรับ อย่างน้อยก็สามารถใช้โอกาสนี้ที่ท่านมาถึงเหลียวโจวในการดื่มร่วมกันได้” หลิวเหิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หลังจากเสร็จสิ้นการตรวจสอบแล้ว พวกเราสามารถพาหัวหน้าเหยียนไปชมเขื่อนที่แม่น้ำหุนได้นะขอรับ ตอนนี้ที่เขื่อนกำลังสวยงาม ที่นั่นมีดอกไม้บานสะพรั่งและส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ทิวทัศน์ตรงนั้นแปลกตาไม่เหมือนที่ใดในเหลียวโจว”
รองเจ้าเมืองหวังยิ้มแล้วกล่าวต่อ “หัวหน้าเหยียนโปรดตรวจสอบอย่างรอบคอบนะขอรับ หากบกพร่องไป ชื่อเสียงของท่านเจ้าเมืองคงจะไม่เป็นที่ประจักษ์”
จากนั้นทุกคนก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
หลิวเหิงหันไปเอ่ยกับผู้ตรวจการจ้าว “ผู้ตรวจการจ้าว ระหว่างที่หัวหน้าเหยียนตรวจสอบ ข้ามอบหมายให้เจ้าอยู่อำนวยความสะดวกให้แก่เขาตลอดเวลา”
“ใต้เท้า?” ผู้ตรวจการจ้าวตะลึง และอดไม่ได้ที่จะมองหน้าอีกฝ่าย ดวงตาของหลิวเหิงไม่ได้ยิ้มตามใบหน้า เมื่อเขาเห็นดังนั้นจึงรีบค้อมศีรษะแล้วตอบรับทันที “ขอรับใต้เท้า”
หลิวเหิงหันกลับไปมองหัวหน้าเหยียนอีกครั้ง “หัวหน้าเหยียน ขุนนางจากที่ว่าการท่านนี้คือผู้ตรวจการจ้าว เขาคุ้นเคยกับกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ของแคว้น และยังเข้าใจความเป็นไปต่าง ๆ ของเหลียวโจวด้วย โปรดให้เขาช่วยอำนวยความสะดวกให้ในการตรวจการครั้งนี้นะขอรับ”
แน่นอนว่าหัวหน้าเหยียนไม่ปฏิเสธ ผู้ตรวจการจ้าวเดินตามอยู่ด้านหลังเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ สีหน้าเขาดูไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็ต้องยิ้มออกมา ตอนนี้หลิวเหิงรู้แล้วว่าเขาเป็นผู้เขียนจดหมายลับนั่น แต่ไม่แน่ใจว่าคราวนี้อีกฝ่ายมีแผนอย่างไร
หลังจากที่ส่งหัวหน้าเหยียนให้เข้าพักที่หน่วยงานไปรษณีย์แล้ว เจ้าหน้าที่ที่มารอต้อนรับก็แยกย้ายกันออกไปโดยไม่มีการเลี้ยงต้อนรับแต่อย่างใด
ในวันรุ่งขึ้น หัวหน้าเหยียนรู้สึกเบิกบานใจ เขาเริ่มพาคนของตนเองไปทำหน้าที่ โดยมีผู้ตรวจการจ้าวเป็นผู้นำทางไปยังที่ต่าง ๆ
หลิวเหิงบอกเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าให้เปิดเผยทุกสิ่งแก่หัวหน้าเหยียน และปล่อยให้เขาตรวจสอบได้ทุกซอกมุมโดยไม่ต้องขัดขวาง ทว่าตัวชายหนุ่มเองกลับไม่อยู่ที่อิงเฉิง เขาพาคนสองถึงสามคนออกไปยังชุมชนการค้าชายแดน
หัวหน้าเหยียนตรวจสอบทุกอย่างซ้ำไปซ้ำมา แต่เขากลับพบเรื่องราวไม่กี่อย่าง ตอนที่หลิวเหิงเป็นนายอำเภออยู่ที่ซินเย่ เขาทุจริตจริง ๆ และเมื่อเป็นเจ้าเมืองเหลียวโจวก็เรียกรับเงินและของกำนัลจำนวนมากจากหลายตระกูล อีกทั้งสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือการรับเงินจากงานชุมนุมกวีที่จัดขึ้น
สิ่งเหล่านี้ถูกบันทึกเอาไว้ทั้งหมด จากนั้นหัวหน้าเหยียนก็เรียกบัณฑิตที่เข้าร่วมการชุมนุมกวีมาซักถาม “เนื่องจากข้าน้อยได้รับคำชี้แนะด้านการเขียนจากใต้เท้าหลิว ทำให้ทัศนคติด้านการเขียนของข้าน้อยเปิดกว้างมากขึ้น เงินเหล่านั้นที่มอบให้เป็นค่าน้ำร้อนน้ำชานับว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับขอรับ สำหรับทุกคนแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเงินเหล่านี้เลย ตราบใดที่ใต้เท้าหลิวยินดีที่จะมอบคำชี้แนะให้ ต่อให้พวกข้าน้อยต้องจ่ายมากกว่านี้ก็ยินดี”
ทันใดนั้นอีกคนก็คร่ำครวญขึ้นมา “ข้าน้อยรอมาสามเดือนแล้ว แต่กลับยังไม่มีโอกาสเข้าร่วมเสียที ใต้เท้าจะไม่ยกเลิกชุมนุมกวีเพราะถูกตรวจสอบใช่หรือไม่ขอรับ”
หัวหน้าเหยียนคิดกับตนเอง ‘เจ้าเมืองหลิวที่มีชื่อเสียงในเรื่องการหาเงินคนนั้นเลือกใช้วิธีการที่น่าสนใจเช่นนี้เองสินะ’
บัณฑิตที่เข้ามาให้การล้วนมีชื่อและที่อยู่ ซึ่งสามารถยืนยันตัวตนอย่างชัดเจนครบถ้วนได้
เขาเรียกแรงงานเกณฑ์ที่เคยถูกว่าจ้างมาซักถามบ้าง “หากใต้เท้าหลิวไม่รับพวกเรามาเป็นแรงงานเกณฑ์ ในฤดูหนาวพวกเราคงอดตายกันหมดตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วขอรับ”
“ใต้เท้าหลิวสวมเสื้อผ้าเก่ายิ่งกว่าเหล่าคหบดีในอำเภอของเรา ท่านยังจะมองว่าใต้เท้าเป็นขุนนางฉ้อฉลได้อีกงั้นหรือ”
หัวหน้าเหยียนไม่กล้าถามต่อ เขากลัวว่าหากถามต่อไปอีกสักสองถึงสามเรื่อง ตนน่าจะถูกชาวบ้านโกรธเคืองและลงไม้ลงมือ
แต่เขาก็ไม่กล้าละเลยหน้าที่ ดังนั้นจึงตรวจสอบไปถึงเรื่องของท่านหญิงด้วย
เมื่อเหยียนซีได้ยินว่าหัวหน้าเหยียนต้องการตรวจสอบบัญชีของเธอโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า เธอก็ขอให้หลิวจงเซี่ยวนำจี๋เสียง หรูอี้ หลู่ฝู อาโซ่ว และคนอื่น ๆ รวบรวมบัญชีทั้งหมดของการค้าขายที่ตนทำส่งไปให้หัวหน้าเหยียน
เมื่อหัวหน้าเหยียนได้รับบัญชีกองสูงท่วมหัวก็ถึงกับอ้าปากค้าง
เขาใช้เวลาสิบวันในการตรวจสอบบัญชีของที่ว่าการเมืองเหลียวโจว และต้องใช้อีกยี่สิบวันในการตรวจสอบบัญชีของท่านหญิง
กิจการการค้าไม่กี่แห่งของท่านหญิงไม่นับว่าโดดเด่นเมื่อแรกเห็น แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างรายได้ให้นางอย่างมหาศาล และสามารถนำมาช่วยเหลือราชการของสามีได้จริง ๆ รายได้ต่อปีมีมากกว่าแสนตำลึงเงิน เหยียนซีมอบบัญชีในช่วงสามปีที่ผ่านมาให้ตรวจสอบ และเขายังพบว่ารายได้ของนางสูงขึ้นทุกปี ท่าทางว่าจะมากขึ้นอีกในปีนี้
หลังการตรวจสอบ หัวหน้าเหยียนก็มองไปทางเจ้าเมืองหลิวอีกครั้ง และพบว่าเขาเป็นสามีที่เชื่อฟังภรรยามาก ทั้งยังทำงานอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดี หัวหน้าเหยียนก็เดินทางกลับไป
หลิวเหิงรีบกลับจากการตรวจเขื่อนแม่น้ำหุนเพื่อกล่าวอำลา โดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร ชายหนุ่มเพียงออกไปส่งตามมารยาท ทว่าไม่ได้จัดงานเลี้ยงแต่อย่างใด
หลังจากหัวหน้าเหยียนไปแล้ว เหยียนซีก็ถามหลิวเหิงขึ้น “ต่อไปชื่อเสียงของเจ้าเมืองหลิวคงจะเป็นที่โจษจันไปทั่วทั้งแผ่นดินแล้วสินะเจ้าคะ”
เขาถอนหายใจ “ต่อไปคงไม่สามารถปิดบังความจริงที่ว่าข้าเป็นสามีหัวอ่อนที่เชื่อฟังภรรยาได้อีกแล้ว”
หญิงสาวหัวเราะออกมาเสียงดัง “สามีไม่ต้องกังวลใจ นับจากนี้ข้าจะรับผิดชอบชื่อเสียงของท่านด้วยการเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเราอย่างดีเองเจ้าค่ะ”
หลิวเหิงสำลักอากาศ เมื่อทุกอย่างกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะกอดภรรยาตัวเล็กและซุกไซ้นาง
ระหว่างทางกลับเมืองหลวง หัวหน้าเหยียนก็ได้รับจดหมายลับที่กล่าวหาว่าผู้ตรวจการจ้าวแห่งเหลียวโจวรับสินบน บิดเบือนกฎหมาย และไม่สนใจความทุกข์ร้อนของชาวบ้านเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งที่เติงโจว
ดังนั้นเมื่อหัวหน้าเหยียนกลับถึงเมืองหลวง เขาจึงถวายฎีกาเรื่องนี้ไปด้วย โดยแนบจดหมายลับและหลักฐานนี้
เมื่อเว่ยเฉิงได้รับฎีกาแล้วก็ยิ้มออกมา สามีภรรยาคู่นั้นทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีการใด สุดท้ายก็ต้องถูกเล่นงานด้วยวิธีการนั้น หลังได้รับรายงานเช่นนี้ เขาจึงให้คนไปตรวจสอบเรื่องราวในเติงโจวด้วย
เว่ยเฉิงกล่าวถึงรายงานที่ได้รับจากผู้ตรวจสอบในท้องพระโรง และสั่งให้คนไปพระราชทานคำยกย่องที่เหลียวโจว ตอนนี้ชื่อเสียงของหลิวเหิงถูกยกย่องไปทั่วทั้งแผ่นดินแล้ว
ในแง่ของผลงาน ความดีความชอบที่ชายหนุ่มมีในตอนนี้เพียงพอแล้วที่จะเลื่อนตำแหน่งให้เขา แต่เว่ยเฉิงยังไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนั้น ยามนี้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านและกิจการต่าง ๆ ในเหลียวโจวกำลังเป็นไปได้ด้วยดี ดังนั้นตนจึงหวังให้หลิวเหิงอยู่ทำงานที่เหลียวโจวต่อไปก่อน และก็ส่งเครื่องแบบขุนนางขั้นสามไปให้แทน
ท่าทีเช่นนี้ของฝ่าบาททำให้คนอื่น ๆ ตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉาริษยา
อย่างมากสุดในสามปี ราชสำนักกำลังจะมีขุนนางขั้นสามที่อายุเพียงยี่สิบ มันนับว่าเป็นการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วจนเกินความคาดหมายไปมาก
หลังจากหลิวเหิงรับพระราชทานเครื่องแบบและคำยกย่อง เขาก็มองเสื้อผ้าและสิ่งของที่ได้รับมา ก่อนจะหันไปยิ้มขมขื่นให้กับเหยียนซี “เหลียวโจวเป็นเมืองที่ยากจนมาก การจะเลื่อนขั้นในแต่ละครั้งต้องทำงานหนัก ฝ่าบาททรงเพิ่มความคาดหวังในตัวข้าด้วยการส่งสัญญาณว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้งั้นหรือ”
ใช่ ตอนนี้เขายังเป็นเจ้าเมือง ทว่าฝ่าบาททรงบอกเป็นนัยว่าเขาสมควรจะได้เลื่อนตำแหน่ง เช่นนั้นเหตุใดจึงไม่เรียกตัวเขาจากเหลียวโจวเล่า มันไม่ง่ายเลยที่จะได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาท เหยียนซีมองว่าฝ่าบาทกำลังแขวนหูหลัวปัว*[1]หลอกล่อพวกเขาอยู่ข้างหน้า พวกตนจะวิ่งเข้าไปกินมันหรือไม่ก็สุดแท้แต่ความต้องการอย่างนั้นสินะ
[1] หูหลัวปัว (胡萝卜) หัวแคร์รอต