ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 387 เขาบอกว่าข้ามีบุตรยาก
บทที่ 387 เขาบอกว่าข้ามีบุตรยาก
เว่ยเฉิงส่งจดหมายลับแจ้งหลิวเหิงที่เหลียวโจวเพื่อเตือนให้เขาระวังตัว
ตราบใดที่ไม่ได้โง่เกินไปนักก็จะเข้าใจว่าฝ่าบาททรงหมายถึงสิ่งใด ประการแรก พระองค์ต้องการให้เขาตรวจสอบว่าคนที่แจ้งเบาะแสในครั้งนี้เป็นใคร และจดหมายที่เป็นหลักฐานมาจากไหน ประการที่สอง มันเป็นการบอกว่ามีคนไม่น้อยในที่ประชุมขุนนางไม่หวังดีต่อเขา ดังนั้นตนควรจะรีบหาหลักฐานไปแสดงความบริสุทธิ์ของตนเอง
เมื่อฎีกาเรื่องที่ถูกร้องเรียนเดินทางไปยังอิงเฉิง ทั้งที่ว่าการเมืองก็แทบจะระเบิด ทุกคนต่างไม่พอใจผู้แทนพระองค์ที่มาพระราชทานฎีกา
หลังจากเหยียนซีได้ยินข่าวนั้นก็รีบเดินทางจากชานเมืองอิงเฉิงกลับมาหาหลิวเหิง “พี่เอ้อร์หลาง ท่านยังขาดเงินอยู่อีกหรือเจ้าคะ”
หลิวเหิงเห็นว่านางหอบหายใจเพราะวิ่งมา จึงรีบพาภรรยามานั่งลงที่เก้าอี้และรินน้ำร้อนให้ “ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ ดื่ม เจ้าพักให้หายเหนื่อยก่อนเถอะ”
หญิงสาวรับน้ำร้อนขึ้นมาจิบ “งานชุมนุมกวีนั่นมีมูลค่าเพียงพันตำลึงเท่านั้น อย่าได้จัดอีกเลย เหตุใดต้องสนใจด้วยเจ้าคะ” เธอเอากระเป๋าเงินในแขนเสื้อออกมา “นี่ตั๋วเงินหมื่นตำลึง ท่านเอาไปใช้ก่อนได้นะเจ้าคะ”
หลิวเหิงเอามันขึ้นมาดูแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าคงจะดีใจกว่านี้หากเจ้าไม่ต้องมอบมันให้ข้า”
“เหตุใดจึงมอบให้ไม่ได้ล่ะเจ้าคะ”
ชายหนุ่มคว้ามือของเหยียนซีไปแตะที่ปากของตนเอง มือนี้ของนางไม่ได้ขาวเนียนและละเอียดดั่งสตรีผู้สูงศักดิ์ที่เคยไม่จับงานใด ๆ มาก่อน อีกทั้งมือของนางยังมีกลิ่นของเครื่องเทศที่ใช้หมักเนื้อตากแห้งอีกด้วย หากพ่อตาของเขายังมีชีวิตอยู่ ซีเอ๋อร์คงจะได้รับการปรนนิบัติอย่างดีด้วยทรัพย์สมบัติของตระกูล และมีเครื่องประดับต่าง ๆ ไว้คอยปรนเปรอ แต่เมื่อนางอยู่เคียงข้างเขาเช่นนี้ นางกลับต้องทำงานหนักทุกวัน และไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรจะเป็น
เหยียนซีถามอย่างสับสน “เงินของข้ามันทำไมหรือเจ้าคะ” หลิวเหิงจับมือของหญิงสาวไว้แน่น “ข้าเห็นเจ้าทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน แต่เจ้ากลับแทบไม่ได้เอาเงินเหล่านั้นไปใช้เพื่อตนเองเลย อีกทั้งยังเอาเงินมาช่วยจุนเจือข้าทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องงานไม่จบสิ้น …ทั้ง ๆ ที่เจ้าเป็นถึงท่านหญิงที่มีศักดินาหลายร้อยครัวเรือนแท้ ๆ”
เธอไม่ได้สนใจเรื่องศักดินาหลายร้อยครัวเรือนอะไรนั่นเลย เหยียนซีไม่ได้ทำอะไรกับมัน นอกจากให้ผู้เฒ่าหวูโถวไปดูแลและเก็บค่าเช่าที่ตามเวลาเท่านั้น “ข้ายินดีจะอยู่เคียงข้างและแบ่งเบางานของท่านนะเจ้าคะ”
“ต่อไปข้าอาจจะต้องพึ่งพาให้เจ้าคอยช่วยเลี้ยงดู หวังว่าซีเอ๋อร์จะไม่หมดใจจากข้าเสียก่อนนะ” เมื่อหลิวเหิงมองดูท่าทางที่เต็มไปด้วยความจริงใจของเหยียนซี เขาก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิตัวเอง
เหยียนซีตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็โพล่งออกมา “ข้าก็เลี้ยงดูท่านมาตลอดนะ” เขาพูดราวกับว่าที่ผ่านตนเองเป็นฝ่ายดูแลครอบครัวอยู่ฝ่ายเดียว
หลิวเหิงแทบจะสำลัก สิ่งที่นางเอ่ยเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น
หลังจากที่คิดอย่างละเอียด ชายหนุ่มก็เริ่มตระหนักว่าลำพังเงินเดือนเจ้าเมืองของเขาไม่อาจเลี้ยงดูครอบครัวได้ ตนเป็นเพียงเจ้าเมืองที่เอาแต่ทำงานอย่างหนักเป็นเวลาหนึ่งปี และเงินที่มีก็ยังไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูคนในจวนเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้เงินที่เขามีแทบจะไม่ได้ใช้ในครอบครัวเลย
หลิวเหิงอดคิดไม่ได้ว่าเงินเดือนของตนไปอยู่ที่ไหน ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ใช้มันด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นท่าทางของเขา เหยียนซีก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ชายหนุ่มหน้าแดงเล็กน้อย จากนั้นก็มองหน้าหญิงสาว และดึงนางมากอดแนบอก “ซีเอ๋อร์ จากนี้เจ้าต้องคอยเลี้ยงดูข้าด้วยนะ ข้ามีแผนจะลาออกจากราชการ”
เมื่อเหยียนซีได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งตกใจ “ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างกำลังดีเช่นนี้ แต่ท่านกลับพูดถึงเรื่องการลาออกอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” สำหรับเธอแล้ว หลิวเหิงเป็นชายที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเป็นอย่างมาก ทว่าเหตุใดเขาถึงได้มาพูดเรื่องการลาออกเช่นนี้ “เพราะท่านถูกกล่าวโทษจากคนในราชสำนักใช่หรือไม่เจ้าคะ การถูกกล่าวโทษเช่นนี้ก็เป็นเพราะท่านมีผลงานโดดเด่น ดังนั้นจึงได้รับความสนใจจากเหล่าขุนนาง และนั่นหมายความว่าท่านมีความดีความชอบไม่น้อย ตราบใดที่พิสูจน์ต่อหน้าพระพักตร์ได้ว่าทั้งหมดเป็นเรื่องไร้สาระ ทุกอย่างก็จะดีเองเจ้าค่ะ ท่านอยู่รอดมาได้ขนาดนี้เพื่อที่จะทำเรื่องเช่นนี้หรือเจ้าคะ”
เขาคิดจะหนีหลังถูกกล่าวหาอย่างนั้นหรือ?
หลิวเหิงคิดว่าตัวเองก็คิดอะไรได้ไว และสามารถตามความคิดของเหยียนซีได้ทัน แต่ตอนนี้ก็ต้องตกตะลึง ทั้งยังอดที่จะหัวเราะเสียงเบาออกมาไม่ได้ เมื่อซีเอ๋อร์อยู่กับเขาแล้ว ไม่ว่าอะไรก็จะราบรื่นและไร้ปัญหาใช่หรือไม่
จะมีสตรีใดในแผ่นดินนี้ที่เป็นอย่างซีเอ๋อร์ของเขาได้ …เช่นนั้นเขายิ่งไม่ควรทำให้นางต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ซีเอ๋อร์เคยคร่ำครวญกับเขาว่าเป็นสตรีในแผ่นดินนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเขาเองก็ได้เห็นอะไรมามากมายเช่นกัน สตรีมากเพียงใดที่ถูกปฏิเสธและทอดทิ้งเพราะไม่สามารถมีบุตรได้ มีคนเลวทรามไม่น้อยที่เลือกปฏิบัติและใช้คำพูดดูถูกสตรีที่ไม่สามารถมีทายาทให้สามีได้
เหตุใดจะต้องเป็นซีเอ๋อร์ผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเองที่ต้องเผชิญกับคำดูถูกเหล่านั้น
อีกทั้งชายหนุ่มยังกลัวเหลือเกินว่าหากซีเอ๋อร์รู้ว่าตนเองมีบุตรไม่ได้ นางอาจจะเลือกทอดทิ้งเขาไป นางอาจจะเสียใจที่ไม่สามารถมีหลานให้มารดาได้ หรือไม่อยากทนกับคำพูดร้ายกาจของคนอื่น จนสุดท้ายก็ตัดสินใจจากเขาไป
ทว่าวันนี้เขาเข้าใจทุกสิ่งแล้วว่าไม่ใช่นางที่อยู่ไม่ได้หากไม่มีเขา แต่เป็นเขาต่างหากที่คงอยู่ไม่ได้หากไม่มีซีเอ๋อร์
เขาเต็มใจที่จะสละชื่อเสียงของตนเองให้นาง และออกเดินทางไปพบหมอที่มีความสามารถด้วยกัน จากนั้นก็จะท่องไปตามหุบเขาและแม่น้ำ หากรักษาไม่ได้จริง ๆ ก็แค่อยู่ร่วมกันสองคนสามีภรรยาแบบตอนนี้ก็ได้
เมื่อได้ยินว่าเหยียนซีพยายามเกลี้ยกล่อมไม่ให้เขาลาออกเพราะถูกกล่าวโทษ หลิวเหิงก็ถอนหายใจออกมาและโอบนางไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเห็นสีหน้าที่แท้จริง “เจ้าจำหมอชราที่พบกันเมื่อครั้งก่อนได้หรือไม่”
“คนที่สั่งยามาให้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
“ใช่ เขาเป็นหมอที่เก่งกาจมาก หลังจากวันนั้นเขาก็ขอพบข้า เขาบอกว่าข้าเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสจนทำให้ส่วนนั้นมีปัญหา และกลายเป็นคนที่มีบุตรยาก”
เป็นไปได้อย่างไรกัน? หรือจะเป็นตอนนั้นที่เขาถูกทรมานอยู่ในคุกงั้นหรือ
แต่ท่านหมอที่ตรวจอาการครั้งนั้นบอกเธอว่าไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรงกับเขานี่
เมื่อเหยียนซีได้ยินดังนั้นก็พยายามที่จะเงยหน้าขึ้นพูดอะไรบางอย่าง แต่หลิวเหิงยังคงดันร่างของนางเข้าไปในอ้อมกอดและถอนหายใจออกมา พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ซีเอ๋อร์ ข้าอยากออกจากราชการ พวกเราไปตามหาหมอเก่ง ๆ เพื่อรับคำชี้แนะกันเถอะ แล้วก็เที่ยวชมไปตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วยกัน ต่อให้ในอนาคตเราจะไม่มีลูกหลาน แต่เราก็จะยังอยู่เคียงข้างกัน”
ทุกคำพูดของเขาแฝงไปด้วยความเจ็บปวด และรู้สึกราวกับว่าหัวใจถูกฉีกกระชาก หลิวเหิงเจ็บปวดอย่างมากระหว่างที่เอ่ยเช่นนั้นกับเหยียนซี เขาและซีเอ๋อร์อาจจะไม่สามารถมีทายาทร่วมกันได้ ภาวะมีบุตรยากของสตรีจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง และตนตัดสินใจที่จะมาดูแลเรื่องนี้ให้นาง
หลังจากได้ยินเช่นนั้นเหยียนซีก็รู้สึกร้อนที่ศีรษะและสัมผัสถึงความชื้น …หลิวเหิงร้องไห้อย่างนั้นหรือ
เธอพยายามดิ้นรนจนหลุดออกจากการเกาะกุมของเขา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่ามีน้ำตาอาบแก้มเขาอยู่จริง ๆ
ครู่หนึ่งหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคืนที่นางหวังจากไป ตอนนั้นหลิวเหิงคุกเข่าอยู่ที่หน้าป้ายวิญญาณของนางหวัง น้ำตาไหลอาบแก้มของเขา เขากอดตนแน่นแล้วร่ำไห้ออกมาว่า ‘ซีเอ๋อร์ ตอนนี้ข้าเหลือเพียงแค่เจ้าเท่านั้น’
ตอนนั้นเธอรู้สึกเศร้ามาก แต่ขณะนี้ตนกลับรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนนั้น “อย่ากลัวไปเลยเจ้าค่ะ พี่เอ้อร์หลาง ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ บางทีท่านหมออาจจะตรวจผิด…”
“หมอคนนั้นเป็นหมอที่เก่งที่สุดในอิงเฉิงแล้ว หลังจากตรวจแล้วก็พบว่าไม่สามารถหาทางรักษาข้าได้ ดังนั้นเขาจึงทิ้งข้อความไว้กับคนในร้าน ว่าจะออกไปตามหาสหายเก่าที่มีฝีมือทางการแพทย์เก่งกาจเพื่อช่วยเหลือข้า เขาไม่น่าจะวินิจฉัยผิดพลาดได้… ซีเอ๋อร์… ข้า… ขออภัยเจ้าด้วย”
จะไม่มีทางมีลูกได้อย่างนั้นหรือ? เหยียนซีรู้สึกแสบจมูก ดวงตาร้อนผ่าว แต่เธอก็พยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้
หญิงสาวยื่นแขนสองข้างไปโอบกอดหลิวเหิงเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ไม่เป็นไรนะ พี่เอ้อร์หลาง อย่างไรข้าก็จะอยู่กับท่านเสมอนะเจ้าคะ”
“ข้า… ข้ามีเพียงเจ้าเท่านั้น” หลิวเหิงกอดเหยียนซีด้วยกำลังทั้งหมดของเขา มันแนบแน่นราวกับต้องการจะหลอมรวมทั้งสองเข้าด้วยกัน เนื่องจากมารดาจากเขาไปนานแล้ว ทำให้ตอนนี้เขาเหลือเพียงซีเอ๋อร์เท่านั้น ตราบใดที่ยังมีนางเคียงข้าง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่เกรงกลัวทั้งสิ้น