ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 386 เคลื่อนไหวเช่นนี้สร้างความเสียหายมากเกินไป
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 386 เคลื่อนไหวเช่นนี้สร้างความเสียหายมากเกินไป
บทที่ 386 เคลื่อนไหวเช่นนี้สร้างความเสียหายมากเกินไป
หากมีคนมาบอกหลิวเหิงว่าเขามีความคิดอยากลาออกจากราชการหลังได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง ตนคงจะคิดว่าคนพูดคงเสียสติไปแล้วอย่างแน่นอน
หมั่นพัฒนาตนเอง ปกป้องดูแลครอบครัว ปกครองบ้านเมือง และนำสันติสุขมาสู่แผ่นดิน
ยามเช้าตรวจตราไร่นาราษฎร พอตกบ่ายก็เข้าประชุมที่ท้องพระโรง
เขาตั้งใจอ่านตำราและฝึกฝนตนเองให้มีความรู้กับความชำนาญมาตั้งแต่ยังเด็ก พร้อมคิดเสมอว่าการทำงานรับใช้ราชสำนักเป็นเกียรติของบรรพบุรุษ และรอคอยวันเวลาที่จะได้ทำงานรับใช้บ้านเมืองด้วยความรู้กับความสามารถที่ตนเองมีตลอด แต่ในเวลานี้ …ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้นหมดความสำคัญสำหรับตนไปแล้ว
ท่านหมอที่รักษาเหยียนซีได้ฝากให้คนที่ร้านแจ้งหลิวเหิง ว่าเขาจะขอเดินทางไปเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าและปรึกษาพร้อมหาทางรักษาที่ดีกว่ามาให้ เขารู้สึกว่าเพื่อนเก่าคนนั้นมีความสามารถมากกว่า ดังนั้นจึงต้องการเดินทางไปพบอีกฝ่าย
จู่ ๆ หลิวเหิงก็คิดว่าเขาต้องการลาออกตั้งแต่ยังหนุ่ม จากนั้นก็จะพาเหยียนซีไปตามหาหมอดี ๆ มาช่วยรักษา ต่อให้ในที่สุดหญิงสาวไม่อาจหายขาด แต่คิดว่าอย่างไรก็ดีกว่าหากนางมีสุขภาพที่ดีและอยู่เคียงข้างตนไปได้นาน ๆ พร้อมเพลิดเพลินไปกับสิ่งต่าง ๆ แสนสุขบนแผ่นดินนี้
แต่ก่อนที่เขาจะยื่นลาออกจากตำแหน่ง หลิวเหิงกลับได้รับจดหมายจากเมืองหลวง โดยผู้ส่งคือโจวหงและเหยียนเฟิง
ในเมืองหลวงมีคนกล่าวหาว่าเจ้าเมืองหลิวกำลังสะสมความมั่งคั่งในอิงเฉิง ช่วงแรกทุกอย่างเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น แต่หลังจากนั้นก็มีคนจากอิงเฉิงส่งจดหมายเปิดผนึกไปร้องเรียน ว่าเจ้าเมืองหลิวบังคับให้ผู้มั่งคั่งจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยอ้างความเป็นจอหงวนตั้งชุมนุมกวีขึ้นมาเพื่อหาเงิน และอวดอ้างชื่อเสียงของตนเองโดยไม่ใส่ใจศักดิ์ศรีของราชสำนัก
ฝ่ายตรวจการได้รับรายงานเรื่องนี้แล้ว และยังมีหลักฐานลับที่พิสูจน์ได้ว่าหลิวเหิงทุจริต บิดเบือนกฎหมายบ้านเมือง และมีความผิดอื่น ๆ
เรื่องราวเหล่านี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะกล่าวว่าตระกูลเฉิน และพระสนมจากตระกูลเฉินไม่ได้เกี่ยวข้อง
ทุกฝ่ายค่อนข้างจะมั่นใจว่าพระสนมเฉินจะสามารถให้กำเนิดโอรสสวรรค์ได้ในอีกไม่นานนี้ แต่ต่อให้เป็นพระองค์ชาย เขาก็จะยังเป็นองค์ชายรองของราชสำนัก
อาจมีหลายคนคิดว่าหลิวเหิงเป็นเพียงขุนนางท้องถิ่นที่ปกครองเมืองสำคัญเช่นเหลียวโจว ทว่าเขากลับมีความสัมพันธ์อันดีกับเหลียงอวี่ตง ซ้ำยังมีพรรคพวกเป็นแม่ทัพ อย่างโจวหงและเหยียนเฟิงที่อยู่ในเมืองหลวง ซึ่งทั้งสองต่างเป็นขุนนางฝ่ายกลาโหม อีกทั้งยังมีขุนนางไม่น้อยที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากโรงน้ำชาอวี่เซิ่น และเป็นปากเสียงให้เขาในที่ชุมนุมขุนนาง เมื่อมองดูแล้วก็เริ่มเห็นว่าหลิวเหิงกำลังขยายกิ่งมะกอกของตนเองให้แผ่กว้าง ดังนั้นหลายคนจึงมองว่าควรจะรีบระงับการเติบโตของชายหนุ่มเมื่อมีโอกาส หรือทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเพื่อผูกมิตรหรือพึ่งพาเข้าไว้จะดีมาก
หลังจากหัวหน้าฝ่ายตรวจการเป็นผู้นำเอาความเรื่องนี้ ขุนนางคนอื่น ๆ ก็เริ่มเห็นด้วย และมันรวมถึงขุนนางฝ่ายตระกูลเฉิน เพราะคนกลุ่มนี้ยังจำเป็นต้องพึ่งใบบุญของตระกูลเฉินอยู่ อีกทั้งยังมีขุนนางจำนวนหนึ่งที่ขุ่นเคืองใจกับเรื่องการทำลายอำนาจของใต้เท้าสวีเข้าร่วม
แน่นอนว่ายังมีขุนนางไม่น้อยที่อยู่ฝ่ายหลิวเหิง อย่างเผยซิ่วเจ้าเมืองเฉิงโจว ผู้ตรวจการรุ่นใหม่ ๆ และยังมีขุนนางที่มาจากถงอัน และคนที่สะดุดตาที่สุดก็คือแม่ทัพโจวหง
เมื่อแม่ทัพโจวมองขุนนางจากกรมคลังที่กำลังคุกเข่าคร่ำครวญกลางท้องพระโรงด้วยท่าทีโศกเศร้าก็กดโมโหขึ้นมาไม่ได้ เขาหันไปเอ่ยเย้ยหยันขุนนางผู้นั้น “ท่านเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน! ท่านเป็นคนที่กินอิ่มและนอนหลับดี ท่านจะมาเข้าใจความทุกข์ยากของราษฎรผู้ยากไร้ได้อย่างไร ลุกขึ้นยืนและพูดกันอย่างซื่อตรงสิ! อย่าทำตัวน่าอดสูดั่งสุนัขยามท้องหิว ในเมื่อจงรักภักดีต่อราชสำนักมากถึงเพียงนั้น เหตุใดกรมคลังจึงไม่ส่งเงินและเสบียงอาหารไปช่วยชาวบ้านที่เหลียวโจวในการตั้งถิ่นฐานครั้งใหม่อีกเล่า ระหว่างที่คุกเขาคร่ำครวญจะเป็นจะตายอยู่ที่นี่ ท่านเคยเห็นความทุกข์ยากที่แท้จริงของชาวบ้านซึ่งต้องลี้ภัยแล้วหรือ ก่อนหน้านี้เจ้าเมืองหลิวรายงานมาว่าเขาต้องการเงินสามแสนตำลึงไปช่วยชาวบ้าน แล้วกรมคลังของท่านจะส่งเงินไปช่วยเหลือเขาเมื่อใดเล่า!”
ขุนนางที่นั่งอยู่ตกตะลึงแล้วเริ่มเอ่ยแย้งขึ้น “เรากำลังคุยเรื่องอื่นอยู่ เหตุใดแม่ทัพโจวจึงเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง…”
“เปลี่ยนเรื่องงั้นหรือ? คนที่ทำงานอย่างหนักกลับไม่เคยได้รับการยกย่อง ซ้ำขุนนางผู้ใหญ่ยังไม่พูดถึงเรื่องใดเลยนอกจากภาษีการค้าชายแดน! จากนี้พวกท่านจะเปิดเผยจดหมายลับไร้สาระขึ้นมาเป็นหลักฐานอีกใช่หรือไม่ หากเชื่อถือในของเหล่านั้นก็สติฟั่นเฟือนเต็มทนแล้ว!”
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าแม่ทัพโจวไม่น่าเชื่อถือเมื่อแสดง…”
“หุบปาก!” แม่ทัพโจวหงขัดขึ้น “เจ้าเมืองหลิวเป็นขุนนางที่ดีมาก เขาพยายามหาเงินเข้าทางการ เพื่อที่จะได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับซื้ออาหารและข้าวของเครื่องใช้แก่ราษฎรที่ตกทุกข์ได้ยาก แล้วพวกท่านเล่า ท่านทำสิ่งใดกันบ้างหรือไม่”
“ถูกต้อง จดหมายลับนั่นเป็นเพียงจดหมาย ทว่าพวกท่านก็ยังพยายามหามากันจนได้ แต่พวกท่านกลับเพิกเฉยต่อฎีกาของเจ้าเมืองเผยซิ่วจากเฉิงโจวงั้นหรือ? มีหูตาไว้มองและฟังความเพียงข้างเดียวเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน!”
“เผยซิ่วและหลิวเหิงมีความสัมพันธ์ที่ดีในฐานะอาจารย์และศิษย์…”
“เช่นนั้นข้าก็จำได้ว่าท่านคือจอหงวนที่ถูกถอดออกจากตำแหน่งเพราะคดีฉ้อโกงการสอบใช่หรือไม่” มีคนเริ่มเผยเบื้องหลังออกมา
“ท่าน… ตั้งใจให้ร้ายกันเช่นนี้ได้หรือ”
“นี่เป็นการแก้แค้นส่วนตัวหรือไม่!”
ตอนนั้นเองที่ขุนนางฝ่ายพลเรือนและกลาโหมเริ่มปะทะฝีปากกันจนท้องพระโรงตกอยู่ในความวุ่นวาย
ฝ่ายแม่ทัพนั้นมีวิธีโต้แย้งอย่างตรงไปตรงมาและไม่ไว้หน้าผู้ใด ทั้งยังมีขุนนางฝ่ายพลเรือนที่เป็นผู้ตรวจการหนุ่ม และจิ้นซื่อที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ ๆ ร่วมค้านด้วย พวกเขาเหล่านี้มีพรสวรรค์ด้านปรัชญาและการใช้คำพูด ท่วงท่ายามโต้แย้งนั้นสง่างามและหลักแหลม บ้างก็วิจารณ์กรมคลังโทษฐานละเลยหน้าที่ และยังหันไปตำหนิกรมโยธาว่าเหตุใดจึงละเลยการซ่อมแซมเขื่อน
หลังจากการประชุมขุนนางจบลง เหยียนเฟิงก็ออกจากค่ายชานเมืองหลวงและเดินทางเข้ามาในตัวเมือง เขาไม่ได้รู้จักใครมากมายนัก พร้อมรีบตรงเข้าไปหาโจวหงทันที
“แม่ทัพโจว ข้าต้องการช่วยปกป้องชื่อเสียงของน้องเขย…”
โจวหงส่ายหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าเพิ่งคุยกับคนในจวนมา เมื่อเช้าจักรพรรดิไม่ทรงตรัสคำใดออกมาเลย เห็นได้ชัดว่าทรงรอข่าวจากเหลียวโจวอยู่ เราอยู่ห่างจากที่นั่นมากเกินไป ทำให้ไม่ทราบรายละเอียดของสถานการณ์ที่แน่ชัด”
“แต่คนเหล่านั้นกำลังหาเรื่องใส่ความ …เช่นนี้จะมีผลต่อเขาหรือไม่”
“ไม่ต้องกังวล หากมีใครเล่นงานหลิวเหิง ข้าจะเป็นคนแรกที่ลงนามถวายฎีกาโต้แย้งทันที”
โจวหงคิดเสมอว่าเขาเป็นหนี้ชีวิตเหยียนซี และต่อมาเขาก็ยังได้รับการยกย่องในฐานะแม่ทัพผู้ปราบปรามกบฏ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วทั้งหมดเป็นผลงานของหลิวเหิงและเหยียนซี ทั้งสองถือเป็นดั่งน้องชายและน้องสาวที่ใกล้ชิดของเขา
โจวหงยิ้มแล้วตบไหล่เหยียนเฟิง “เสี่ยวเฟิง ด้วยทักษะการต่อสู้ที่มีอยู่ของเจ้า คงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ต้องมาอยู่ในค่ายชานเมืองหลวง หากจักรพรรดิทรงบรรลุข้อตกลงกับเป่ยหูในการร่วมกันโจมตีเป่ยหมาน เจ้าอยากจะไปร่วมรบกับข้านอกชายแดนทางเหนือหรือไม่”
สู้รบนอกชายแดนเหนืองั้นหรือ?
“สิ่งที่ข้าอยากจะบอกเจ้าก็คือ ขุนนางมักได้รับการเลื่อนขั้นตามลำดับอาวุโส ในขณะที่ทหารอย่างเรานั้นจะถูกเลื่อนขั้นตามความสามารถทางการรบ หากเจ้าติดอยู่ที่ค่ายเช่นนี้ คงจะห่างไกลจากความสำเร็จที่จะควรได้รับ ในเมื่อต้องการเป็นแม่ทัพก็ต้องแสดงฝีมือ”
หากได้เป็นแม่ทัพ เขาจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมขุนนางที่ท้องพระโรงเช่นเดียวกับแม่ทัพโจว เมื่อถึงเวลานั้นตนก็สามารถเข้าไปเป็นปากเสียงช่วยเหลือน้องเขยได้ใช่หรือไม่
เหยียนเฟิงกำหมัดแน่นแล้วรับคำ “ข้าจะขอติดตามไปร่วมรบกับท่านแม่ทัพเอง”
โจวหงหัวเราะแล้วตบไหล่เหยียนเฟิง ในที่สุดเขาก็พาเด็กคนนี้ไปร่วมทำศึกได้สำเร็จ เขามีความโลภ ตนอยากจะให้กองทัพมีแม่ทัพเก่งกล้าเช่นนี้มานานแล้ว
โจวหงปลอบให้เหยียนเฟิงใจเย็นลง ก่อนที่จะเดินทางเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท
เว่ยเฉิงมองเขาด้วยสายตาพึงพอใจ “เหตุใดวันนี้จึงได้พูดจาดุดันเช่นนั้นกลางท้องพระโรงเล่า”
ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก โจวหงก็แทบจะประหารขุนนางเหล่านั้นด้วยคำพูดเชือดเฉือน ทำเอาเหล่าขุนนางที่พยายามตอบโต้กันด้วยปรัชญานักปราชญ์ถูกดึงเข้าสู่สงครามลับฝีปาก เป็นเช่นนี้นับว่าประทับใจไม่น้อย
เว่ยเฉิงลอบคิดด้วยความมืดมนในใจว่า เจ้าหน้าที่เหล่านี้สมควรถูกด่าซะบ้าง แต่ฐานะจักรพรรดิของตนไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นคนอย่างโจวหงนี่แหละที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างคล่องตัว
“ฝ่าบาท พระองค์ไม่ทรงทราบเลยหรือพ่ะย่ะค่ะว่ากระหม่อมโมโหเพราะเหตุใด คนเหล่านั้นกล้าตำหนิว่าหลิวเหิงว่าเป็นคนโลภ…” โจวหงกล่าวประโยคที่ยากจะได้ฟังจากปากเขาออกมา “และกระหม่อมเองก็เชื่อว่าฝ่าบาทไม่ทรงเชื่อเรื่องเหลวไหลนั้นไม่ต่างกัน”
เว่ยเฉิงละสายตาจากภูเขาฎีกาที่อยู่ตรงหน้า ทั้งหมดล้วนเป็นฎีกาที่ถวายเพื่อให้พิจารณาพฤติกรรมของหลิวเหิง เขาคร้านจะเปิดมันออกมาอ่านด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงหันไปยกน้ำแกงโสมขึ้นมาจิบ “เอาละ ข้าไม่เชื่ออยู่แล้ว… ส่งจดหมายลับให้หลิวเหิงที่เหลียวโจว บอกให้เขาเตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ด้วย”
โจวหงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ระเบิดหัวเราะออกมา ถ้าผู้ถวายฎีกาเหล่านี้รู้เข้าคงนอนไม่หลับ หากได้เห็นว่าฝ่าบาททรงเคลื่อนไหวอย่างเอนเอียง และสร้างความเสียหายถึงเพียงนี้