ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 385 เขาต้องการจะลาออก
บทที่ 385 เขาต้องการจะลาออก
เสียงฟ้าผ่า ฟ้าร้อง ลม และฝน ไม่สามารถรบกวนความฝันอันแสนหวานของเหยียนซีได้เลย
และเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าวันนี้หลิวเหิงยังไม่ได้ลุกไปจากที่นอน
ชายหนุ่มลืมตามองเหยียนซีพร้อม ๆ กับที่นางเองก็ตื่นขึ้นมามองเขาเช่นกัน ทั้งสองสบตากันก่อนจะรีบหันหน้าหนีเพื่อหลบสายตา
หญิงสาวพบว่าใต้ตาของเขาแดงช้ำ “ดวงตาของท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ เหตุใดจึงบวมเช่นนั้น”
หลิวเหิงกะพริบตาและพูดอย่างเมินเฉย “ไม่ได้เป็นอะไรหรอก เมื่อคืนฝนตกและฟ้าร้อง เมื่อข้าตื่นขึ้นมาก็นอนหลับต่อไม่ลงเท่านั้น” เสียงของเขาแหบเล็กน้อย
“เมื่อคืนมีฟ้าร้องงั้นหรือเจ้าคะ เหตุใดข้าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย” เหยียนซีหลับสนิทเกินไป “วันนี้มีงานอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าคะ หากไม่มีก็นอนต่ออีกสักพักเถิด ไม่ต้องกังวลไป ฤดูร้อนใกล้จะเข้ามาแล้ว และมักมีฝนตกเป็นเรื่องปกติ” เธอมองหลิวเหิง และส่ายหน้าให้เขารู้ว่าไม่ได้เป็นอะไร หญิงสาวลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุม จากนั้นก็ช่วยห่มผ้าให้หลิวเหิง ต่อมาก็นำไข่สองใบมาคลึงใต้เปลือกตาที่บวมจนแทบปิดของสามี
เดิมทีชายหนุ่มต้องการจะดึงนางให้นอนต่ออีกพักหนึ่ง แต่เหยียนซีก็เก็บสิ่งของเรียบร้อยและลุกขึ้นไปก่อนแล้ว ดังนั้นเขาที่กำลังจะนอนลงจึงเลิกผ้านวมแล้วลุกขึ้น “งั้นข้าก็จะลุกแล้วเช่นกัน หลังมื้อเช้าจะเข้าไปดูงานในสำนักงานที่ว่าการเสียหน่อย”
ภรรยาของหลิวจงเซี่ยวเตรียมอาหารเช้า วันนี้มีต้มน้ำขิงใส่ไข่และพุทราแห้ง เสี่ยวหลงเปานึ่ง และเซาปิ่งโรยต้นหอมตั้งอยู่
เหยียนซีจิบน้ำขิงใส่ไข่แล้วก็รู้สึกได้ถึงรสเผ็ดร้อน “เหตุใดจึงทำน้ำขิงต้มแต่เช้าเล่า”
“เมื่อคืนนี้ฝนตก ทำให้อากาศตอนนี้ทั้งหนาวเย็นและชื้น การดื่มน้ำขิงจะช่วยขับไล่ความหนาวเย็นเจ้าค่ะ” ภรรยาของหลิวจงเซี่ยวตอบอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เหลือบไปมองทางหลิวเหิง เพื่อมองท่าทีของเขาว่าการตอบเช่นนี้ไม่โจ่งแจ้งเกินไปใช่หรือไม่
ความจริงแล้วเหยียนซีเพียงแค่ถามอย่างไม่ได้คิดอะไรมาก แค่เปลี่ยนอาหารเช้าเป็นแบบอื่นบ้างก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่
“ดื่มน้ำขิงช่วยคลายความหนาวในตอนเช้า ท่านหมอบอกว่ายิ่งในฤดูร้อน ความหนาวเย็นก็จะยิ่งเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น” หลิวเหิงกล่าวต่อ “แต่หากขิงซอยรสชาติไม่ดี ต่อไปก็เอาไปทำเป็นน้ำแกงเผ็ด หรือบัวลอยข้าวหมากร้อน…”
เขาเริ่มร่ายอาหารเจ็ดถึงแปดสูตรที่มีฤทธิ์ต้านความเย็นได้ออกมา เมื่อได้ยินดังนั้นภรรยาของหลิวจงเซี่ยวก็รีบรับคำอย่างรวดเร็ว และรีบจดจำสูตรอาหารเหล่านั้น
ไม่นานทั้งสองก็ทานอาหารเสร็จ ระหว่างที่ไปส่งหลิวเหิงทำงาน เหยียนซีก็มองไปทางแผ่นหินปูพื้นอันเปียกชื้น กิ่งก้านของต้นไม้ที่หักเป็นร่องรอยของลมและฝนเมื่อคืน ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องเลยจริง ๆ
หลิวเหิงเดินไปถึงหน้าประตูก่อนจะหันกลับมาเอ่ยอีกครั้ง “พื้นข้างนอกลื่นเพราะฝนเพิ่งหยุดตก เจ้าอย่าเพิ่งเดินหรือนั่งเกี้ยวออกไปข้างนอกเลย หากจะเดินทางไปไหนก็นั่งรถม้า และพาจี๋เสียงกับหรูอี้ไปคอยดูแลด้วย อีกทั้งให้อาต้าและคนอื่น ๆ ตามไปอารักขา แล้วก็อย่าออกไปข้างนอกตอนค่ำมืดจะดีกว่า”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านไปเถอะ” เหยียนซีเริ่มทนไม่ไหวกับความเป็นห่วงมากมายของเขา จนรีบบอกให้อีกฝ่ายไปเสียที
แม้จะกลับมาที่อิงเฉิง แต่เหยียนซีก็ยังคงยุ่งมาก สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างโรงถนอมอาหารเพื่อใช้เป็นที่เตรียมเนื้อสัตว์ เธอซื้อม้าและแกะจำนวนมากมาจากพ่อค้าต่างถิ่น และไม่สามารถส่งไปทางใต้ในสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเช่นนี้ได้ ดังนั้นจึงต้องหาวิธีถนอมอาหารอย่างการตากแห้งกับทำเป็นเนื้อฝอยเพื่อส่งไปขายทางใต้ และถือโอกาสนี้ซื้อของดี ๆ จากทางใต้กลับมาด้วย
การสร้างโรงถนอมอาหารนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเล็ก ๆ หญิงสาวซื้อที่นาในเขตชานเมืองเอาไว้แล้ว ต่อไปต้องเริ่มสร้างโรงเรือนเพื่อเป็นโรงตากเนื้อและทำเนื้อฝอย แล้วต้องจ้างแรงงานสตรีในหมู่บ้านให้มาช่วยทำงานในส่วนโรงครัว
เมื่อหลิวเหิงมาถึงสำนักงานในที่ว่าการเมืองก็ต้องรีบจัดการงานราชการ แม้ว่าในจิตใจของเขาจะกำลังกังวลเรื่องของเหยียนซีก็ตาม ขณะนี้มีน้ำขังอยู่ในทุ่งนาหลังจากถูกพายุฝนซัดสาดเมื่อคืน หรือไม่พายุครั้งนี้อาจจะเป็นสัญญาณของภัยแล้งก็ได้ มันนับว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
เขาเป็นห่วงว่าเมล็ดพันธุ์คัดพิเศษที่แจกจ่ายให้ไปทดลองปลูกจะงอกงามดีหรือไม่
นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับมาจากเฉิงโจว พวกเขากำลังกลับมาตั้งถิ่นฐานอีกครั้งในบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งคนเหล่านั้นต้องได้รับการสนับสนุนด้านอุปกรณ์ทำไร่นาด้วยเช่นกัน
จะว่าไปแล้วเขาก็ยังมีเรื่องให้ต้องใช้เงินอีกมากเลยทีเดียว
หลิวเหิงไม่ได้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้คนที่จวนฟัง ก่อนหน้านี้เพื่อที่จะหาเงินมาเพิ่ม เขาใช้อุบายเรื่องคำอวยพรมงคลซึ่งพระราชทานจากจักรพรรดิมาเรี่ยไรเงินจากผู้มั่งคั่งในตระกูลต่าง ๆ มาไม่น้อย ซึ่งทำให้ได้รับเงินจากตระกูลต่าง ๆ มาเป็นจำนวนมาก แต่ตนก็ไม่อาจทำเพียงปล้นเงินคนรวยไปแจกคนจนเพียงอย่างเดียวได้ ดังนั้นจึงต้องหาวิธีอื่นหาเงินเพื่อจะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของชาวบ้าน เช่น การจัดชุมนุมกวี
เมื่อจักรพรรดิพระองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์จะต้องจัดการสอบขุนนางครั้งใหม่ขึ้นมาในอีกไม่ช้า และเหล่าบัณฑิตที่เตรียมการสอบนั้น นอกจากจะอ่านตำราแล้วก็ยังต้องพยายามหาประสบการณ์จากบัณฑิตรุ่นก่อน ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้วย อีกทั้งเจ้าเมืองหลิวก็เป็นถึงจอหงวนที่เป็นศิษย์ของจักรพรรดิ
ในการจัดชุมนุมกวีของเจ้าเมืองหลิว นอกจากจะได้ส่งงานเขียนในชุมนุมแล้ว ผู้เข้าร่วมก็ยังจะได้รับคำชี้แนะงานเขียนของตนเองอีกด้วย ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้นการได้เป็นส่วนหนึ่งในงานชุมนุมกวีกับเจ้าเมืองหลิวก็ยังถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ดังนั้นเหล่าบัณฑิตทุกคนในอิงเฉิงจึงอยากจะเข้าร่วม แม้แต่คนรวยที่ไม่ได้สนใจเรื่องกวีหรือมีความรู้อะไรมากนัก ก็ยังอยากจะเข้าร่วมเพื่อชมไหวพริบในด้านกวีของเจ้าเมืองหลิว
ใต้เท้าหลิวไม่ได้ปฏิเสธคนเหล่านั้น เขาจัดชุมนุมกวีขึ้นทุกบ่าย แต่มีการตั้งข้อตกลงขึ้นมาว่าทุกคนที่มาร่วมงานจะต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาเพื่อเข้าร่วม ชาหนึ่งชุดราคาสิบตำลึง นอกจากนี้ยังมีการเรียกเก็บเงินสำหรับคำชี้แนะ ซึ่งจำแนกตามระดับงานเขียนและประเภทงาน หากหลิวเหิงคิดว่างานเขียนนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับคำชี้แนะเพิ่มเติม ก็จะประหยัดค่าธรรมเนียมการชี้แนะครั้งต่อไปได้ แต่หากเจ้าเมืองหลิวเขียนคำชี้แนะลงไป เจ้าของงานจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการชี้แนะหนึ่งร้อยตำลึงต่อครั้ง
แน่นอนว่าทุกคนที่ต้องการเข้าร่วมการชุมนุมจะต้องสมัครเข้าร่วมก่อน มีการตั้งโต๊ะใหม่ขึ้นมาเป็นพิเศษที่มุมหนึ่งของที่ว่าการเมือง เพื่อรับลงนามผู้ที่ต้องการเข้าร่วมชุมนุมกวี มีเสมียนเก็บค่าธรรมเนียมการสมัคร และต้องจ่ายเงินล่วงหน้าหนึ่งร้อยอีแปะ
เงินเพียงหนึ่งร้อยอีแปะนับว่าดูถูกฐานะของพวกเขาเกินไป ดังนั้นจึงมีการเพิ่มความพิเศษขึ้นมาสำหรับผู้ที่ต้องการจ่ายมากขึ้น
เสมียนรู้สึกทึ่งมากที่มีคนสนใจมากมาย และรีบเอาหนังสือลงนามออกมา “ตำแหน่งที่นั่งแถวแรกซึ่งใกล้เจ้าเมืองมากที่สุดจะต้องจ่ายเพิ่มสิบตำลึง แถวที่สองแปดตำลึง แถวที่สามห้าตำลึง และแถวที่สี่ก็ลดลงมาตามลำดับขอรับ”
มีการจำกัดผู้เข้าร่วมส่งกวีในการชุมนุมเพียงยี่สิบคนเท่านั้น และบางคนจ่ายเงินจองที่นั่งล่วงหน้า เพื่อให้ได้นั่งใกล้เจ้าเมืองหลิวมากที่สุด
ดังนั้นทุกวันจะมีภาพแปลกตาเกิดขึ้นที่มุมด้านหนึ่งหน้าประตูห้องทำงานเจ้าเมืองในที่ว่าการเมือง จะมีทั้งกลุ่มคนงาน พ่อบ้าน หรือแม้แต่คนในตระกูลบัณฑิตยืนเรียงแถวอยู่ บางครั้งก็มีเสียงดังขึ้นว่า “หืม ที่นั่งแถวแรกของพรุ่งนี้หมดแล้วอย่างนั้นหรือ งั้นข้าขอจองของวันถัดไป”
“จะเป็นไปได้อย่างไร แม้แต่ที่นั่งทั่วไปก็ต้องรอถึงสิบวันอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นข้าขอจ่ายเงินเพื่อซื้อที่นั่งเพิ่มได้หรือไม่ คุณชายของข้าสามารถนำที่นั่งส่วนตัวมาเองได้”
หลิวเหิงจัดการงานต่าง ๆ ของที่ว่าการในตอนเช้าและยุ่งอยู่กับการเตรียมชุมนุมกวี เขาใช้เวลาช่วงบ่ายในการเขียนคำชี้แนะให้ผู้เข้าร่วม ส่วนตอนเย็นก็จะรีบไปดูให้แน่ใจว่าเหยียนซีกินยาตามที่ท่านหมอสั่งครบถ้วน ชายหนุ่มเป็นเช่นนี้ติดต่อกันถึงเจ็ดวัน ตอนนี้ร่างกายของเขาเริ่มพ่ายแพ้ต่อความเหนื่อยล้า ใบหน้าตอบลง และแก้มดูซูบอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากหลิวเหิงออกไปทำงาน เหยียนซีก็ออกไปยังที่ดินเพื่อดูการทำโรงถนอมอาหารทุกวัน และไม่ได้กลับจวนจนกระทั่งตอนเย็นที่ชายหนุ่มเลิกงาน เช้านี้เมื่อตื่นขึ้นมาเห็นหน้าหลิวเหิงเธอก็ตกใจมาก “ทำไม… ท่าน… ไม่สบายตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดจึงดูซูบลงไปนัก”
“งานราชการมีปัญหาอะไรหรือไม่”
“ไม่มีปัญหา ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ดี”
“มีขุนนางหรือเจ้าหน้าที่กำลังต่อต้านท่านหรือไม่เจ้าคะ” หากมีเรื่องเกิดขึ้นในที่ว่าการ เธอคิดว่าตนเองน่าจะให้คำแนะนำแก่เขาได้บ้าง
หลิวเหิงยิ้มแล้วส่ายหน้าอีกครั้ง “ไม่เป็นอะไรเลย ทุกอย่างเรียบร้อยดี ข้าเพียงอยากจัดการให้ทุกอย่างเรียบร้อยเร็วขึ้น จะได้ถวายงานรับใช้จักรพรรดิและยังได้ช่วยเหลือชาวบ้านเหลียวโจวให้สุขสบาย”
ชายหนุ่มไม่ได้เล่าว่าตอนนี้เขามีเรื่องให้ต้องกังวล ตนอยากจะทำงานทุกอย่างให้เรียบร้อย …จากนั้นก็อยากจะลาออก!