ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 384 ค่ำคืนท่ามกลางลมฝน
บทที่ 384 ค่ำคืนท่ามกลางลมฝน
หมอชราลุกขึ้นด้วยความช่วยเหลือของหลิวเหิง เขาเซไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมายืนตัวตรงอีกครั้ง “ใต้เท้าขอรับ เมื่อวานข้าน้อยตรวจชีพจรของฮูหยินแล้ว และพบว่าฮูหยินป่วยด้วยอาการพร่องเย็นมาตั้งแต่เด็กจนทำให้ภายในมีปัญหา มันอาจจะเป็นเพราะเคยได้รับบาดเจ็บ และป่วยด้วยความหนาวเย็นมาตั้งแต่วัยเยาว์”
นางต้องทนทุกข์จากชีวิตที่ยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก… หลิวเหิงคิดถึงคำบอกเล่าเกี่ยวกับชีวิตของเหยียนซีจากสวีมู่เจี๋ย หลังจากที่หลบหนีออกมาจากรถม้าเพื่อเอาชีวิตรอด แม่นมก็พาตัวนางไป น่ากลัวว่าช่วงเวลานั้นจะไม่มีความเป็นอยู่ที่ดีนักสำหรับเด็กน้อย
ต่อมานางก็พยายามหลบหนีและถูกผู้ใหญ่ทุบตี ซ้ำยังต้องเผชิญกับความอดอยาก
หลังจากนั้นนางก็พยายามออกไปหาเงินด้วยการเอาเสื้อผ้าไปขาย มือและเท้าก็ถูกหิมะกัดเพราะต้องเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ท่ามกลางความหนาวเย็น เช่นนั้นจะไม่ให้ล้มป่วยได้อย่างไร
“จากที่ตรวจดู ฮูหยินควรจะต้องมีระดูตั้งแต่อายุได้สิบสองหรือสิบสามปี แต่ความเครียดและพิษจากความเย็นทำให้เลือดลมของฮูหยินถูกปิดกั้น ฮูหยินเองอาจไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีอาการอยู่ภายใน ดังนั้นระดูจึงมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น และยังเป็นลิ่มเลือด”
สิบสองหรือสิบสามงั้นหรือ?
นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขาถูกจับไปขังคุกเพราะคดีฉ้อโกงการสอบใช่หรือไม่
หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว เขาก็ได้ยินจากหวังชีและคนอื่น ๆ ว่าซีเอ๋อร์ตกอยู่ในความเครียด นางพยายามคิดหาทางช่วยเขาตลอดเวลาจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นไปได้หรือไม่ว่าช่วงเวลานั้นนางวิตกกังวลมากจนส่งผลต่อร่างกาย
“ท่านหมอ ภรรยาข้าผ่านความวิตกกังวลอย่างมากมาช่วงหนึ่ง…”
“ขอรับ ตามที่ข้าน้อยตรวจชีพจรแล้ว อาการฮูหยินน่าจะเกิดขึ้นเพราะความกังวลในช่วงเวลานั้น ต่อมาก็ถูกความเย็นทำให้ป่วยจนเลือดลมอุดกั้น และเกิดอาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งยังเป็น ๆ หาย ๆ ไม่แน่นอน มันเป็นเพราะพิษความเย็นแทรกซึมอยู่ในกาย…”
“หากได้รับการรักษาตั้งแต่ยังเด็ก ยาต้มสามารถช่วยขจัดพิษความเย็นนี้ได้ แต่ก็จำเป็นต้องตรวจเจอเสียตั้งแต่อายุสิบสองหรือสิบสามปี การอาบน้ำสมุนไพรหรือฝังเข็มเองก็สามารถช่วยได้ดีเช่นกัน แต่ตอนนี้… ข้าน้อยไร้ความสามารถขอรับ เมื่อคืนข้าน้อยพยายามอ่านตำรามากมายเพื่อหายาดี ๆ มาช่วยฮูหยิน … แต่ก็ไม่พบเลย” หมอชราค้อมศีรษะขออภัยด้วยความละอายใจ “ข้าน้อยทำอย่างสุดความสามารถแล้วขอรับใต้เท้า สำหรับชาวเหลียวโจว ฮูหยินเป็นคนดีและคอยช่วยเหลือพวกเรามาตลอด แต่ข้าน้อย… ข้าน้อยหาทางที่ดีกว่านี้ไม่ได้…”
หลิวเหิงรู้สึกราวกับว่ามีมือคู่หนึ่งที่มองไม่เห็นกำลังบีบหัวใจของเขา มันเจ็บปวดและทรมานจนหายใจแทบไม่ออก ทั้งยากจะเอ่ยคำใดออกมา ก่อนหน้านี้ตนไม่ได้รับรู้ถึงอาการป่วยอะไรของซีเอ๋อร์ …หากเขารับรู้สักนิด นางอาจจะได้รับการรักษาตั้งแต่อยู่ในเมืองหลวง หากซีเอ๋อร์ได้เข้ารับการตรวจตั้งแต่คราวนั้น ตอนนี้นางอาจจะหายดีแล้วใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงไม่เคยคิดจะขอให้ท่านหมอมาตรวจดูชีพจรของนางเลยสักครั้ง ซีเอ๋อร์หาเงินได้มากมาย เพียงไปพบหมอจะเป็นเรื่องใหญ่ได้อย่างไรกัน
ยิ่งคิดเท่าไรเขาก็ยิ่งอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองถึงสามครั้ง
หลังฟื้นคืนจากความโศกเศร้า ชายหนุ่มก็เห็นว่าหมอชรากำลังร้องไห้อย่างขมขื่น ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ท่านหมอ นี่ไม่ใช่ความผิดท่าน…” เขารู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไปและไม่อาจทนอยู่ที่นี่ต่อได้นานนัก จากนั้นจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ข้าต้องการให้ท่านหมอสั่งยาอย่างดีที่สุดให้นาง …อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของนางลงบ้าง” จากนั้นหลิวเหิงก็เดินออกมาจากร้านหมอ
ระหว่างทางกลับเขาก็คล้ายจะได้ยินเสียงเหยียนซีพูดถึงบุตรชายของตู้กู้ดังซ้ำขึ้นในหัว
นางบอกว่าเด็กน้อยนุ่มนิ่มและมีกลิ่นหอม และนางก็ …‘ชอบเขามาก’
นางยังบอกอีกว่าหากมีลูกกับเขาเมื่อไหร่ ‘จะพาลูก ๆ ไปทำความเคารพท่านพ่อกับท่านแม่ในวันเชงเม้ง’
นางใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ครอบครัวของเราจะมีลูกหลานมากมาย นางจะให้เขาสอนตำราให้บุตรชาย ส่วนนางจะดูแลบุตรสาว… นางยังพูดติดตลกเอาไว้ด้วยว่า ‘จะให้นมบุตรด้วยตนเอง และท่านต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนผ้าอ้อมลูก’
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเหยียนซีเอ่ยกับตนด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง ท่าทีหลักแหลมและทรงเสน่ห์ของหญิงสาวในคืนนั้น ทำให้นางดูราวกับเป็นเทพธิดาที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์
ภายใต้แสงจันทร์ในคืนนั้น ซีเอ๋อร์กระซิบบอกเขาเสียงเบาว่านางอยากจะมีลูกกับเขา…
หลิวเหิงรีบขี่ม้าออกมาจากร้านหมอ พร้อมเสียงแห่งความสุขและความคาดหวังของเหยียนซีที่ดังก้องอยู่ในหัว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน เหตุใดจึงต้องเกิดเรื่องเช่นนี้กับเหยียนซีด้วย เหตุใดจึงต้องเป็นข้าและซีเอ๋อร์อยู่เสมอ
…สวรรค์ไม่มีความเมตตาบ้างเลยหรือ
หลิวเหิงอยากจะเงยหน้าขึ้นฟ้าและร้องคร่ำครวญ แต่ในความเป็นจริงเขาก็ยังคงทำได้เพียงกระชับบังเหียนไว้ให้แน่น และก้มหน้าคำรามเสียงต่ำอย่างเงียบ ๆ กับตนเอง ราวกับว่านั่นจะช่วยข่มกลั้นความเจ็บปวดและบีบรัดในอกลงได้
เมื่อมาถึงหน้าจวนเขาก็รีบลงจากหลังม้าและกำลังจะเดินเข้าไปด้านใน แต่รองเจ้าเมืองหวังรีบตรงเข้ามาขวางเสียก่อน “ใต้เท้าขอรับ ข้ารอท่านอยู่นานแล้ว”
“รอข้างั้นหรือ” หลิวเหิงจ้องมองรองเจ้าเมืองหวัง
“ใต้เท้า …ใต้เท้าขอรับ” รองเจ้าเมืองหวังเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติบนสีหน้าของหลิวเหิง ดังนั้นจึงได้เพิ่มระดับเสียงขึ้น ใต้เท้าหลิวดูซูบซีดและเหม่อลอย เขาอาจจะมีปัญหา …หรือว่าถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงใช่หรือไม่
ชายหนุ่มได้สติเมื่อถูกเรียก “อ้อ… ใต้เท้าหวัง ใต้เท้ารอข้ามีเรื่องอะไรหรือ”
“ใต้เท้า ข้าเพิ่งกลับมาจากอำเภอเหลียวจง ตอนนี้เขื่อนกั้นแม่น้ำหุนที่เหลียวจงได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วขอรับ”
“อ้อ ซ่อมแล้วก็ดีมาก…” หลิวเหิงตอบอย่างใจลอย “ใต้เท้าหวัง วันนี้ข้ารู้สึกไม่สบายเล็กน้อย จะขอกลับไปพักผ่อนที่จวนก่อน…”
เมื่อรองเจ้าเมืองหวังได้ยินเช่นนั้นเขาก็แทบจะตบหน้าผากตนเอง ลืมไปได้อย่างไรว่าเมื่อวานใต้เท้าหลิวเพิ่งเรียกท่านหมอมาตรวจอาการถึงจวน เขารู้สึกผิดมากที่รบกวนใต้เท้าหลิว “ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าเรียกท่านหมอมาพบเมื่อวานนี้ แต่กลับไม่ได้สนใจถามไถ่อาการของท่านก่อนเลย”
“ไม่เป็นไรหรอก เพียงแค่ท้องไส้ปั่นป่วนเล็กน้อยเท่านั้น… พรุ่งนี้ข้าจะมาคุยงานกับใต้เท้าหวังอีกครั้ง” หลิวเหิงกล่าวพลางยื่นบังเหียนม้าให้คนงาน และบอกลารองเจ้าเมืองหวัง ก่อนจะเดินเข้าไปในจวน
รองเจ้าเมืองหวังรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของหลิวเหิง ปกติอีกฝ่ายมักจะเคร่งขรึมและช่างสังเกต อีกทั้งยังถามไถ่เรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียด แต่วันนี้เจ้าเมืองกลับดูเหม่อลอยเล็กน้อย บางทีเมื่อวานเขาอาจจะไม่สบายหนักและวันนี้ก็ยังไม่ดีขึ้นมากนัก เมื่อคิดได้เช่นนั้นใต้เท้าหวังก็ตัดสินใจกลับไปทำงานในที่ว่าการก่อน
หลังหลิวเหิงกลับเข้ามาในจวนก็ไม่ได้ทำสิ่งใด เขาแค่นั่งอยู่ในห้องหนังสือและอ่านตำราเก่า ๆ อยู่เงียบ ๆ พร้อมขอให้หลิวจงเซี่ยวซื้อตำราแพทย์ชางหานรุ่นและตำราสมุนไพรเฉินหนงกลับมา จากนั้นก็ใช้เวลาทั้งวันในการศึกษามันให้มากที่สุด
เมื่อถึงเวลาเข้านอน เขาก็ดูเหยียนซีให้แน่ใจว่านางดื่มยาแล้ว จากนั้นก็เอาน้ำอุ่นมาให้หญิงสาวแช่เท้า ก่อนที่จะนอนเคียงข้างกันบนเตียง ดูเหมือนว่านอกจากสามคืนแรกหลังแต่งงานแล้ว เขาและนางจะไม่ได้เข้านอนพร้อมกันเช่นสองวันที่ผ่านมานี้เลย
“พี่เอ้อร์หลาง ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือว่าฝันร้ายงั้นหรือ” เหยียนซีง่วงมาก แต่ก็รู้สึกว่าหลิวเหิงตัวสั่นเทา และคล้ายจะได้ยินเสียงครวญครางเบา ๆ ดังนั้นจึงเป็นห่วงว่าเขาจะไม่สบายหรือฝันร้าย เธอรีบเขย่าให้เขาตื่น แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบคำ ทำให้หญิงสาวต้องเอามือข้างหนึ่งดันที่นอนแล้วลุกขึ้นมาดู
ชายหนุ่มเอ่ยตอบออกมาเบา ๆ “ใช่” จากนั้นก็ยื่นแขนมาดันให้เธอกลับไปนอนแล้วคลุมผ้าห่ม เมื่อร่างบางกลับไปซุกตัวในผ้าห่มแล้ว เขาก็ลดเสียงให้เบาลงแล้วตอบพลางหอบหายใจ “อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้ข้าขี่ม้าไปไหนมาไหนจนเหนื่อย ดังนั้นจึงมักฝันว่าเดินทางอยู่ ไม่มีอะไรแล้ว เจ้ารีบนอนเถอะ” จากนั้นเขาก็ดูให้แน่ใจว่านางห่มผ้าดีแล้วหรือไม่ และไม่ได้มีไหล่โผล่ออกมาให้ถูกความเย็น
“อ้อ…” เหยียนซีหาว จากนั้นก็เอื้อมมือมาลูบแขนเขาแล้วพึมพำเสียงเบา “พรุ่งนี้ตื่นมาข้าจะนวดให้ท่านนะเจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าขี่ม้าหักโหมมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกาย ต้องเดินให้มากขึ้น…”
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้านอนเถอะ”
เหยียนซีพลิกกายเข้ามาใกล้และอิงแอบเข้ากับอกของหลิวเหิง จากนั้นก็ตบหน้าอกเขาเบา ๆ พร้อมพูดพึมพำอะไรบางอย่างก่อนที่จะหลับไปอีกครั้ง
หลิวเหิงนอนกอดหญิงสาวแต่ยังลืมตาอยู่ ชายหนุ่มกลัวว่าหากตนกะพริบตา น้ำตาที่คลออยู่จะรินไหลออกมา ตอนนี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยน้ำตาไหลอาบ ภายในคอก็จุกไปหมดจนแทบจะพูดไม่ออก ทำให้ไม่กล้าตอบอะไรนางมากนัก
ตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกได้ถึงเสียงของลมที่พัดกระทบหน้าต่างอย่างแรงจนส่งเสียงดัง ไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มคำราม และเกิดแสงวาบของฟ้าผ่าขึ้น
พายุในฤดูร้อนเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้เย็นสบายเลยแม้แต่น้อย มีแต่จะทำให้รู้สึกอึดอัดและหายใจลำบากมากขึ้นเท่านั้น
ชายหนุ่มนอนฟังเสียงฝนตกอยู่ทั้งคืน พร้อมคิดว่าพรุ่งนี้เช้าเมื่อพายุสงบลงจะมีดอกไม้กี่ดอกที่ร่วงหล่น และถูกบดขยี้ด้วยสายฝน
หลิวเหิงกอดเหยียนซีเอาไว้ในอ้อมแขน และไม่กล้าขยับตัวไปไหนเพราะกลัวจะทำให้นางตื่น เขานอนลืมตาท่ามกลางความมืดมิด พร้อมเรียกชื่อภรรยาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ ทั้งยังพยายามปลอบตนเองว่าทุกอย่างจะไม่เป็นอะไร…