ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 373 ฮูหยินหลิวจัดงานเลี้ยง
บทที่ 373 ฮูหยินหลิวจัดงานเลี้ยง
เหยียนซีล้อเลียนหลิวเหิงว่าเป็นขุนนางรับสินบน
ทว่าชายหนุ่มเองก็โต้ตอบเช่นกัน “ฮูหยิน สิ่งที่เจ้าพูดนั้นไม่ถูกต้อง ข้าไม่ได้เอาเงินจากพวกเขาไปใช้โดยเปล่าประโยชน์ แต่ข้าต้องการเงินเหล่านี้ไปสร้างผลประโยชน์ให้แก่พวกเขาต่างหาก”
ในวันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสอง เหล่าคหบดีในอิงเฉิงก็เริ่มเข้าใจว่าเจ้าเมืองหลิวนำเงินเหล่านั้นไปทำสิ่งใด
วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสิบสองควรจะเป็นวันปิดทำการสิ้นปีอย่างเป็นทางการของราชการ
วันนี้หลิวเหิงเชิญเจ้าหน้าที่จากทั่วทั้งเมืองมาเพื่อตรวจนับของกำนัลและเงินทั้งหมด จากนั้นก็ติดประกาศรายการและจำนวนเงินทั้งหมดที่หน้าประตูที่ว่าการอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มสั่งให้สงวนเงินไว้จำนวนหนึ่งเพื่อซื้อข้าวสารและถ่านไม้ จากนั้นก็แจกจ่ายมันให้แก่เด็กกำพร้าและผู้สูงอายุทุกคนในเมืองใต้การปกครองของอิงเฉิง มูลค่าหนึ่งตำลึงต่อครัวเรือน หากมีเสาหลักครอบครัวเสียชีวิตจากสงคราม ครอบครัวของเขาสามารถไปยังที่ว่าการเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือประจำปีได้ และจะนำเงินที่เหลือไปสร้างถนนหลักที่จะเชื่อมจากอำเภอต่าง ๆ เข้าสู่อิงเฉิง
หลังจากได้รับรายชื่อผู้บริจาคทั้งหมดแล้ว หลิวเหิงก็จ้างคณะสิงโตไปเชิดสิงโตอวยพรตามบ้านของคหบดีเหล่านั้นเป็นการอวยพร
การเชิดสิงโตและมังกรนั้นหาได้ยากในทางเหนือ หลิวเหิงจัดหาคณะแสดงเหล่านี้มาโดยเฉพาะ ท่ามกลางเสียงฆ้องและกลองที่ดังกึกก้อง สิงโตสีแดงตัวใหญ่ส่ายหัวไปมา ก่อนจะยืนขึ้นและกระโดดไปข้างหน้า เมื่อไปถึงหน้าประตูจวนหรือร้านค้าของคหบดีในรายชื่อ ก็จะส่ายหัวกับหางไปมาพลางขยับปากขึ้นลง มันเป็นการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจ สนุกสนาน และเป็นมงคล
สิงโตไปที่ไหนก็ล้วนเป็นมงคลและยังส่งเสียงดังเรียกความสนใจ สิงโตมาเชิดถึงหน้าบ้าน มีหรือพวกเขาจะกล้าเมินเฉยไม่ต้อนรับ
ดังนั้นแม้คนรวยเหล่านี้จะแอบเรียกหลิวเหิงว่าเป็นเจ้าเมืองเจ้าเล่ห์ลับหลัง แต่ก็ยังต้องเชิญสิงโตเข้าบ้านและมอบซองแดงให้คณะแสดงอย่างมีความสุข เพื่อเป็นการต้อนรับวันตรุษอย่างสดใส
ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกชอบรับสินบนงั้นหรือ พวกเขาคิดว่าชายหนุ่มคงจะคุ้นเคยกับการรับเงินและของกำนัล จึงได้ส่งของเหล่านั้นไปให้อย่างง่ายดาย และคิดว่าจะได้รับประโยชน์จากเจ้าเมืองในภายภาคหน้า อย่างผลประโยชน์เรื่องการค้าชายแดนหรือการค้าอื่น ๆ ขณะนี้เมื่อพวกเขามอบเงินไปแล้ว ทว่าจำนวนเงินเหล่านั้นกลับถูกประกาศออกมา เขาจะนำเงินทั้งหมดไปช่วยเหลือชาวบ้านและไม่ได้เก็บไว้ใช้เองเลยอย่างนั้นหรือ
ชาวบ้านในอิงเฉิงพบว่าเดือนสิบสองของปีนี้ช่างมีชีวิตชีวาจนดูผิดหูผิดตาจริง ๆ เด็ก ๆ ตามไปดูคณะเชิดสิงโตที่วิ่งไปรอบเมืองอย่างสนุกสนาน และทุกคนต่างยืนอยู่หน้าประตูบ้านพลางปรบมือโห่ร้องอย่างยินดี
เหยียนซีถึงยกย่องในทักษะของหลิวเหิง แต่ก็เป็นห่วงเช่นกัน “ถึงอย่างไรวิธีเช่นนี้ก็ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากพวกเขารู้ว่ามอบของกำนัลให้ท่านแล้วจะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ ครั้งต่อไปพวกเขาจะไม่มอบอะไรให้อีกแน่เจ้าค่ะ”
เหลียวโจวยังมีงานอีกมากที่ต้องการเงินไปพัฒนา
ไม่เพียงเรื่องส่งเสริมการทำไร่นาเท่านั้น แต่ในฤดูหนาวที่มีหิมะตกหนักเช่นนี้ ก็ทำลายบ้านเรือนชาวบ้านไปหลายหลัง ในวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสิบสอง แม้จะเป็นวันหยุดแล้วแต่หลิวเหิงก็ไม่ได้พักผ่อน เขาลงพื้นที่ในหมู่บ้านแถบชนบทเพราะเป็นห่วงว่าปศุสัตว์ของชาวบ้านจะแข็งตายเพราะความเย็น
ฤดูหนาวที่อิงเฉิงหนาวมากเกินไปจริง ๆ หากตักน้ำใส่อ่างไว้ตอนกลางคืน น้ำในอ่างจะกลายเป็นน้ำแข็งในเวลาสั้น ๆ ที่ว่ากันว่าหนาวเสียจนหยดน้ำแข็งนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
หิมะยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็มีหิมะสูงท่วมหลังเท้าได้แล้ว
บ้านเรือนหลายอำเภอเสียหายจากหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก นายอำเภอจากพื้นที่ต่าง ๆ ไม่กล้าที่จะรอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้น และพยายามช่วยเหลือชาวบ้าน พร้อมช่วยกันเตือนภัย ครั้งนี้เป็นปีแรกของหลิวเหิงในฐานะเจ้าเมือง เขาเองก็ไม่กล้าประมาทเรื่องเหล่านี้เช่นกัน ดังนั้นจึงพาคนไปเยี่ยมอำเภอต่าง ๆ ด้วยตนเอง
เหยียนซีเป็นห่วงว่าชายหนุ่มจะหนาวจึงได้เตรียมเสื้อคลุมและหมวกขนสัตว์ให้เขา นอกจากนี้ยังเตรียมรองเท้าหุ้มหน้าแข้งจากหนังกวางให้คู่หนึ่ง ซึ่งบุด้วยขนกระต่ายหนาพิเศษเพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่น
นอกจากนี้เด็กสาวยังเตรียมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายอีกตัวและเสื้อทับในด้วยหนังแกะกันหนาว เสื้อหนังแกะช่วยกันลมได้ดีกว่าเสื้อผ้าฝ้ายหนา ๆ เสียอีก
ถึงจะเตรียมการเช่นนี้แล้วแต่ทุกครั้งที่หลิวเหิงกลับมา มือกับเท้าของเขาก็ยังมีร่องรอยถูกหิมะกัดจนบวมน้ำเหลือง และที่ใบหน้าเองก็ยังมีรอยแดงช้ำเพราะความหนาวเย็นอยู่ดี
เงินทั้งหมดที่ตั้งใจจะเก็บไว้ซ่อมแซมถนนหนทางถูกนำไปซ่อมแซมบ้านเรือนชาวบ้านที่เสียหายก่อน แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ เพื่อให้ทุกคนมีปีใหม่ที่ดี เหยียนซีจึงนำเงินหลายหมื่นตำลึงของเธอเพิ่มไปให้
โชคดีที่เธอพอจะมีเงิน ไม่งั้นหลิวเหิงจะหันหน้าไปพึ่งใครได้อีก
เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนซี หลิวเหิงก็มองภรรยาด้วยความรู้สึกผิด “ทั้งหมดเป็นเพราะข้าไร้ความสามารถ ข้าควรจะเป็นที่พึ่งพาให้กับทุกคนและเลี้ยงดูครอบครัวของเรา แต่กลับมาใช้เงินเจ้าเสียอีก”
“ลืมเรื่องนั้นไปเถอะเจ้าค่ะ จ่ายเงินเพื่อซื้อความสุขไม่ใช่เรื่องใหญ่ เงินเหล่านี้ไม่ตายก็หาใหม่ได้” เหยียนซีไม่ได้สนใจเรื่องเงินเท่ากับความกังวลของชายหนุ่มในยามนี้ มะรืนนี้ก็จะเป็นวันส่งท้ายปีแล้ว แต่เมื่อคืนหลิวเหิงเพิ่งกลับมาจากการทำงาน
เมื่อจี๋เสียงและหรูอี้เอาน้ำอุ่นและน้ำเย็นเข้ามาให้ หลิวเหิงจึงยิ้มออกมา “นี่เป็นวิธีพิเศษที่เจ้าเคยใช้รักษาอาการหิมะกัดใช่หรือไม่”
“ได้ผลดียิ่งกว่าพอกยาเสียอีกนะเจ้าคะ”
หลิวเหิงยิ้มตอบ หากนางบอกว่ามันได้ผล เขาก็จะเชื่อถือตามนั้น เด็กสาวเอามือของชายหนุ่มแช่น้ำเย็น จากนั้นก็ย้ายไปแช่น้ำอุ่น เธอรู้สึกว่ามือของเขาบวมไปหมด หลังจากเปลี่ยนน้ำให้เขาแช่เท้าและจบด้วยการล้างหน้าแล้วก็ไล่ให้อีกฝ่ายเข้านอนทันที หลิวเหิงรู้สึกว่าการถูกหิมะกัดนั้นทั้งเจ็บและคัน
เหยียนซีเอายาแก้หิมะกัดทาหน้าให้เขา หลิวเหิงเอามือแตะที่ใบหน้าตนเอง “ก่อนหน้านี้ข้าก็เห็นเจ้าถูกหิมะกัดเช่นกัน” อาจเป็นเพราะความหนาวเย็นที่ผ่านมา มือและเท้าของเด็กสาวเองก็เย็นเฉียบเช่นกัน
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ตอนนี้หายดีแล้ว ไม่เป็นเช่นนั้นอีก” เธอยื่นมือออกมาแล้วโบกให้เขาดู “ดูสิเจ้าคะ ไม่เป็นไรแล้ว” ตั้งแต่ตนมีคนคอยช่วยงาน มือนี้ก็ไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป
“ตอนนี้เงินที่เก็บได้ก็เอามาใช้จะหมดแล้วใช่หรือไม่ ปีหน้าจะทำอย่างไรต่อไปดีล่ะเจ้าคะ”
หลิวเหิงยิ้มแล้วกล่าวต่อ “ข้าเขียนจดหมายถึงฝ่าบาทแล้ว และขอให้ฝ่าบาททรงเมตตาพระราชทานคำอวยพรปีใหม่เป็นการส่วนพระองค์สิบประโยค คิดว่าเหล่าคหบดีคงจะต้องการสิ่งนี้”
“คำอวยพรสิบประโยคหรือเจ้าคะ”
“หากพระองค์ทรงมีพระเมตตาพระราชทานคำอวยพรมาให้ก็คงจะดีมาก” หลิวเหิงรู้ว่าเหยียนซีคิดว่านั่นฟังดูน้อยเกินไป แต่เขาก็เขียนจดหมายลับไปเช่นนั้นแล้ว และฝ่าบาทก็ยังไม่ทรงตอบกลับมา ตนยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะได้รับพระราชทานคำอวยพรถึงสิบประโยคหรือไม่
เหยียนซีคิดว่าเว่ยเฉิงต้องส่งคำอวยพรมาแน่ เพราะเขาร่วมลงทุนในขบวนการค้านอกชายแดน และเธอก็ได้รู้ว่าถึงแม้จะเป็นจักรพรรดิ แต่ก็ไม่ได้นับว่ามั่งคั่งอะไรมากนัก คหบดีเหล่านี้ต่างหากที่พร้อมจะจ่ายเงินนับหมื่นตำลึงให้เขาด้วยการลงทุนเพียงกระดาษ หมึก และพู่กันในการเขียนคำอวยพรออกมา “สามารถมอบคำอวยพรเหล่านั้นแก่ใครก็ได้งั้นหรือเจ้าคะ”
“แน่นอนว่าต้องไม่ใช่คนที่หวังจะนำไปค้ากำไร และขุนนางฉ้อฉล”
“งั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าดีกว่าเจ้าค่ะ” เหยียนซีรู้สึกว่าคงขาดทุนหากจะนำคำอวยพรของจักรพรรดิมาแลกเป็นเงินหมื่นตำลึง นี่เป็นข้อตกลงที่ทำเพียงครั้งเดียว และหากำไรได้ชั่วครู่ ตนจำเป็นต้องหาทางอื่นที่ดีกว่านั้น
“เรื่องนี้ยังไม่แน่นอน” จักรพรรดิยังไม่ทรงตอบรับที่จะพระราชทานคำอวยพรให้ และหลิวเหิงกลัวว่าเหยียนซีจะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปก่อน
“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกเจ้าค่ะ” เหยียนซีมีท่าทีกระตือรือร้นมาก
ในวันที่ยี่สิบเก้าเดือนสิบสอง มันเป็นปีใหม่ครั้งแรกของเหยียนซีในฐานะที่เป็นฮูหยินของเจ้าเมือง เธอเชิญภรรยาของเจ้าหน้าที่ ฮูหยินจากทั่วทั้งอิงเฉิง และภรรยาคหบดีผู้มั่งคั่งจากตระกูลต่าง ๆ มาร่วมเลี้ยงฉลองวันสิ้นปีล่วงหน้า
ข้อได้เปรียบของผู้มีอำนาจก็คือสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ เหยียนซีส่งคำเชิญไปถึงในวันที่ยี่สิบเก้าช่วงเช้า พอตกบ่ายก็เริ่มได้รับคำตอบรับจากทุกคนแล้ว และในเย็นวันนั้นแขกทุกคนที่เธอเชิญมาก็เดินทางมาถึง
เหยียนซีเชิญฮูหยินมานับสิบ และเพราะกลัวว่าจะให้การต้อนรับได้ไม่เต็มที่ จึงเชิญฮูหยินของรองเจ้าเมืองวังมาช่วยรับแขก
งานเลี้ยงของเด็กสาวในครั้งนี้นับว่ายิ่งใหญ่กว่างานของเจ้าเมืองหลิวมาก มีสุราที่โถงบุปผาของจวนเจ้าเมืองชั้นใน อีกทั้งยังมีอ่างถ่านอย่างดีระอุอยู่ตรงมุมห้องทั้งสี่ ซึ่งให้ความอบอุ่นไปทั่วทั้งโถง
และไม่เพียงมีอาหารชั้นดีของอิงเฉิงเท่านั้น แต่ยังมีอาหารแบบเมืองหลวงและถงอันขึ้นโต๊ะครั้งนี้ด้วย
แม้บรรดาสตรีชั้นสูงจะเคยลิ้มรสอาหารชั้นเลิศจากทั้งภูเขาและทะเลมามาก แต่ก็ยังรู้สึกชื่นชมกับอาหารที่ฮูหยินท่านเจ้าเมืองเตรียมมา ว่าช่างละเอียดอ่อนและมีรสชาติดี
หลังจากดื่มไปได้สามจอก ฮูหยินคนหนึ่งที่อยู่ในที่นั่งหลักก็ถามเหยียนซีขึ้นมา “ฮูหยินหลิว ข้าได้ยินว่าเจ้าเมืองมีแผนจะเก็บภาษีการค้าอีกในปีหน้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”