ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 372 ยังคงเล่นบทขุนนางรับสินบน
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 372 ยังคงเล่นบทขุนนางรับสินบน
บทที่ 372 ยังคงเล่นบทขุนนางรับสินบน
สิ่งที่หลิวเหิงกังวลก็คือเรื่องเงิน
เหยียนซีเองก็เห็นว่าชายหนุ่มกังวลมากขนาดไหน และเป็นห่วงว่าเขาจะป่วยด้วยความกังวลเข้า วันนี้คือวันที่สิบเจ็ด เดือนสิบเอ็ด เป็นวันประสูติของพระอมิตภะพุทธเจ้า วัดใหญ่ ๆ หลายแห่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินทางไปสักการะพระพุทธองค์
วันนี้เป็นวันหยุดของหลิวเหิง ดังนั้นเด็กสาวจึงขอให้เขาไปที่วัดเหอกวงกับเธอ ซึ่งที่นั่นเป็นวัดนอกอิงเฉิงที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง
ชายหนุ่มคิดดูแล้วและพบว่าตนเองไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกกับเหยียนซี จึงได้ตอบตกลงทันที
ทั้งสองสวมเสื้อผ้าลำลอง ก่อนจะพาอาต้า อาเอ้อร์ และผู้ติดตามหลายคนนั่งรถม้าออกไปด้วยกัน ระหว่างทางก็พบชายหญิงหลายคู่เดินทางไปที่วัด พวกเขาถือเครื่องสักการะไว้ในมือ บางคนถึงกับคุกเข่าลงตั้งแต่ถึงหน้าประตู
เหยียนซีเคารพและศรัทธาในพระพุทธองค์ เพราะการเดินทางข้ามเวลาของเธอก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างมาก เมื่อทั้งคู่มาถึงประตูหน้าวัดแล้ว เด็กสาวก็เข้าไปด้านในพร้อมกับหลิวเหิง
ชายหนุ่มมองชื่อวัดแล้วก็เอ่ยขึ้น “วัดเหอกวงเป็นคำจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิง จึงได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อวัดสินะ”
“เป็นชื่อที่ค่อนข้างดีทีเดียวนะเจ้าคะ ฟังแล้วให้ความรู้สึกสงบ” เหยียนซีเองก็คิดว่าเป็นชื่อไม่เลวเลย
ทั้งสองเดินผ่านหอสักการะฟ้าและเข้าสู่โถงสักการะใหญ่ ทั้งคู่คุกเข่าลงเพื่อบูชารูปเคารพของพระโพธิสัตว์ตามลำดับ และเห็นว่าพระอมิตาภพุทธเจ้าประจำทิศตะวันตกของโถงนี้เป็นที่นิยมเป็นพิเศษ มีผู้แสวงบุญจำนวนมากกำลังสักการะอย่างไม่ขาดสาย อีกทั้งเสียงดังจากกล่องทำบุญก็ดังไม่จบสิ้น
คนที่มีเงินก็ใส่เหรียญตำลึงเงินลงในกล่อง ส่วนชาวบ้านที่ไม่ได้ร่ำรวยก็ใส่เหรียญอีแปะลงไปรวมกันจนเต็ม
ในโถงใหญ่แห่งนี้มีเพียงนักบวชเด็กไม่กี่คนเท่านั้น และพบว่าไม่มีนักบวชอยู่แม้แต่คนเดียว
“คงจะดีไม่น้อยหากสามารถหาเงินบริจาคไปขุดคูน้ำได้มากถึงเพียงนี้บ้าง” หลิวเหิงเอ่ยอย่างกังวล
“ทุกคนต่างยอมสละเงินและเครื่องหอมสักการะพระโพธิสัตว์ เพราะต้องการขอพรบางอย่างให้ตนเอง แต่การสร้างคูน้ำสำหรับพวกเขาแล้วเป็นเรื่องไกลตัว เหตุใดจะต้องยอมเสียเงินเพื่อทางการด้วยล่ะเจ้าคะ” เหยียนซีขัดจังหวะความคิดของอีกฝ่าย
การที่มีคนพูดว่าสละทรัพย์เพราะความศรัทธานั้น ความจริงแล้วทุกคนก็ยอมมอบทรัพย์สินเพื่อความปรารถนาของตนทั้งสิ้น อีกทั้งในวันสำคัญเช่นนี้ยังเป็นที่เล่าลือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก หากถวายเครื่องหอมและบริจาคเงินก็จะยิ่งให้ผลมากกว่าวันปกติ
“เจ้าปรารถนาสิ่งใดงั้นหรือ” หลิวเหิงคิดว่าคนส่วนใหญ่มาไหว้พระขอพรเพื่อขอความสุข ความมั่งคั่ง และต้องการให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง หรือไม่งั้นก็ขอบุตร… ดูจากท่าทางของทุกคนที่นี่แล้ว ขอเพียงมีความศรัทธา ไม่ว่าความปรารถนาประเภทใดพระโพธิสัตว์ก็คงจะสามารถบันดาลให้ได้ทุกด้าน
ทันใดนั้นดวงตาของหลิวเหิงก็พลันเป็นประกายขึ้นมา “ซีเอ๋อร์ ข้าคิดหนทางหาเงินเพิ่มได้แล้ว!”
“ท่านไม่ได้คิดจะไปปล้นเงินจากวัดใช่หรือไม่เจ้าคะ” เหยียนซีเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจ้องไปทางกล่องทำบุญของวัด ไม่เหมาะเอาเสียเลยที่จะพูดเรื่องเงิน ทอง และการปล้นเงินในวัดเช่นนี้ “ปล้นตอนนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ต้องรอให้ถึงเวลากลางคืนเสียก่อนถึงจะเห็นผลมากกว่า”
จี๋เสียงและหรูอี้มองฮูหยินของพวกนางที่กำลังพูดจาอะไรแปลก ๆ ขึ้นมา ทั้งสองรีบหันกลับไปทำความเคารพพระโพธิสัตว์อย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าพระพุทธองค์จะตำหนิฮูหยิน พลางคิดในใจว่าฮูหยินของพวกนางเพียงพูดขึ้นมาเฉย ๆ และไม่ได้มีความคิดจะทำเช่นนั้นจริง ๆ
หลิวเหิงกะพริบตาถี่ ๆ ด้วยความตื่นเต้น “ปล้นไม่ได้ก็ต้องค้าขาย” เขาดึงเหยียนซีมาใกล้แล้วเอ่ยขึ้น “ไหน ๆ เราก็อยู่ที่วัดแล้ว เราไปกินอาหารเจที่นี่กันหน่อยเถิด”
“ท่านมีแผนอะไรเจ้าคะ”
“ไว้ข้าจะอธิบายทีหลัง” หลิวเหิงเอ่ยอย่างภูมิใจ
เมื่อเห็นว่าท่าทีของชายหนุ่มผ่อนคลายลงแล้ว เหยียนซีก็รู้สึกว่าเจตนาในการเดินทางมาที่นี่ของตนเป็นผลแล้ว และควรปล่อยให้เขาทำทุกอย่างต่อไป จากนั้นจึงเดินตามหลิวเหิงไปที่ด้านหลังของวัดเพื่อกินหมี่ซั่ว
หมี่ซั่วผัดด้วยน้ำมันพืชมีกลิ่นหอมฟุ้ง
จ่ายเงินครั้งหนึ่งสามารถซื้อหมี่ซั่วได้หนึ่งชาม แต่หากไม่อิ่มก็สามารถเติมได้อีก
ทุกคนที่ทานอาหารด้วยกันนั้นนอกจากหลิวเหิง เหยียนซี จี๋เสียงและหรูอี้แล้ว อ้าต้ากับคนอื่น ๆ ต่างไปเติมชามที่สองกันทั้งหมด
เหยียนซีเห็นว่านักบวชที่ทำหมี่ซั่วมองมาทางกลุ่มของเธอหลายครั้ง ดังนั้นจึงได้ขอให้จี๋เสียงบริจาคเงินเพิ่มอย่างเขินอาย เพราะที่นี่เป็นวัด สถานที่แห่งนี้ไม่สามารถใช้เป็นที่เลี้ยงอาหารคนมากมายได้
หลิวเหิงเดินไปรอบ ๆ วัดกับเด็กสาวอย่างครุ่นคิด นักบวชที่วัดแห่งนี้ต่างจากวัดปี้อวิ๋นในเมืองหลวง ที่นั่นจะดูเรียบง่ายและเก่าแก่กว่า
ทั้งสองเดินไปรอบ ๆ และไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรน่าสนใจ แต่งานวัดตรงทางเข้ากลับดึงดูดกว่ามาก
เหยียนซีเห็นว่าที่นี่มีแผงขายของมากมาย ทั้งคนขายน้ำตาลปั้น ลูกกวาดแบบต่าง ๆ กับเครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ และหนึ่งในนั้นคือดอกไม้ประดิษฐ์ที่ทำได้ใกล้เคียงของจริงทั้งรูปทรงและสีสัน ทว่ามันทำขึ้นมาจากผ้า
เธอหยิบดอกไม้สีแดงขึ้นมา เมื่อแม่ค้าเห็นว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากันจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ฮูหยินตาถึงมากเจ้าค่ะ แม้สิ่งนี้จะเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ แต่ก็มีกลิ่นหอมที่ทำมาจากดอกไม้จริง ๆ และยังเป็นดอกไม้ที่มีความหมายดีอีกด้วย ดอกทับทิมสื่อว่าจะมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ถือว่าเป็นมงคลมากเจ้าค่ะ”
มีดอกไม้เช่นนี้อยู่ด้วยงั้นหรือ?
เมื่อชายหนุ่มได้ยินแม่ค้าพูดว่าเป็นลางดี เขาก็เอาดอกไม้นั้นทัดผมเด็กสาวแล้วถอยออกมาชื่นชมนางอยู่ครู่หนึ่ง “คนช่างงามละเอียดอ่อนยิ่งกว่าดอกไม้เสียอีก ข้าจะซื้อดอกไม้นี่ให้เจ้าเอง”
เหยียนซีจะเอาดอกไม้ออกมาถือ แต่หลิวเหิงกลับจับมือของนางเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้น “ใส่ไว้แบบนี้เถอะ เดี๋ยวเราค่อยไปสักการะพระแม่กวนอิมประทานบุตรด้วยกัน”
“ท่านอยากมีลูกมากเลยหรือเจ้าคะ”
“อืม ท่านพ่อและท่านแม่บอกว่าเมื่อมีบุตรแล้วจะเข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร หากเรามีลูกด้วยกัน ลูกสาวของเราคงหลักแหลมไม่ต่างจากเจ้า และลูกชายของเราก็คงจะเหมือนกับข้าด้วย”
ลูกชายจะเหมือนเขาทุกอย่างงั้นหรือ? ช่างน่าไม่อายเอาเสียเลย เหยียนซีคร้านจะสนใจเรื่องนั้นอีกแล้ว เมื่อหลิวเหิงเห็นว่าเด็กสาวไม่สนใจจึงดึงนางไปด้วยกัน ทันใดนั้นทั้งสองก็เห็นสามคนพ่อแม่ลูกกำลังเที่ยวงานวัด ผู้เป็นพ่ออุ้มเด็กตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง อีกฝ่ายเคียงข้างภรรยาที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
เหยียนซีมองครอบครัวที่ดูท่าทางจะอบอุ่น จากนั้นก็มองเด็กน้อยสวมหมวกเสือและกำลังเลียลูกกวาดในมือ เขาเอ่ยเรียกท่านแม่เสียงเบาเป็นครั้งคราว ทำให้เห็นฟันน้ำนมสองซี่เล็ก ๆ ที่ชวนให้รู้สึกใจอ่อนยวบ ท่าทางการมีลูกก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
หลังจากเที่ยวงานวัดแล้ว หลิวเหิงก็กลับบ้าน แต่เขาเข้าไปยังสำนักงานเพื่อทำอะไรบางอย่าง
ต้นเดือนสิบสอง ปีใหม่กำลังจะใกล้เข้ามา และหลิวเหิงเองก็วางแผนที่จะจัดงานเลี้ยงขึ้น
ในวันที่ชายหนุ่มเข้ารับตำแหน่ง นอกจากกินอาหารเย็นกับผู้ใต้บังคับบัญชาในอิงเฉิงและดื่มสุราในงานแต่งแล้ว เขาก็ไม่ได้จัดงานเลี้ยงอะไรเลย
ดังนั้นทันทีที่มีข่าวว่าเจ้าเมืองหลิวและฮูหยินกำลังเริ่มเชิญแขกสำหรับงานเลี้ยง ผู้คนมากมายจึงรอรับคำเชิญจากทั้งคู่
แน่นอนว่าเจ้าเมืองหลิวไม่ทำให้ใครผิดหวัง ในวันแรกเขาเชิญพ่อค้าและคหบดีที่มีชื่อเสียงในอิงเฉิงมาร่วมงาน แต่หากต้องการที่จะดื่มสุรากับเจ้าเมือง ก็ย่อมต้องมีของกำนัลติดไม้ติดมือมาด้วย
เมื่อเหล่าคหบดีได้ยินชื่อเจ้าเมืองหลิว หรืออดีตนายอำเภอหลิวจากซินเย่ พวกเขาก็ต้องเคยได้ยินว่าชายหนุ่มเป็นนายอำเภอหลิวจอมปอกลอกมาก่อน
เพื่อที่จะประจบประแจงเจ้าเมืองเช่นหลิวเหิง เหล่าพ่อค้าจึงไม่มีทางมาที่ว่าการมือเปล่า ของกำนัลส่วนใหญ่ล้วนเป็นเงินทองของมีค่า บางชิ้นเป็นของสะสม อีกทั้งยังมีภาพวาดโบราณ และเครื่องประดับต่าง ๆ
อีกทั้งยังมีคนวางแผนจะพาสาวงามไปให้เขาด้วยเช่นกัน แต่พวกเขาก็ได้ยินมาว่าฮูหยินหลิวขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด และไม่เกรงกลัวใครมาตั้งแต่ยังเป็นเพียงคู่หมั้นของนายอำเภอที่ซินเย่ ชื่อเสียงอีกเรื่องของหลิวเหิงนอกจากความรักในเงินทองแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ว่าเขาเกรงใจภรรยามากอีกด้วย หากต้องการเอาใจอีกฝ่ายก็ต้องห้ามทำให้ฮูหยินขุ่นเคืองอย่างเด็ดขาด ดังนั้นจึงได้ล่มเลิกความคิดนั้นไป
งานเลี้ยงใหญ่โตแต่กลับเรียบง่าย เนื่องจากเจ้าเมืองหลิวเชิญแขกมาร่วมทานอาหารด้วยกัน อีกทั้งแม่ครัวของฮูหยินหลิวก็คือแม่ครัวจากร้านเค่อหรูอวิ๋นในชุมชนการค้าชายแดน สถานที่จัดเลี้ยงเป็นที่เปิดโล่ง มีเตาถ่านอย่างดีเรียงเป็นแนว เมื่อทำเนื้อเสียบไม้ย่างและเซาปิ่งไส้เนื้อร้อน ๆ กินตอนอากาศหนาวเช่นนี้ ความมันของอาหารทำให้อิ่มท้องอย่างรวดเร็วทั้ง ๆ ที่กินไปเพียงเล็กน้อย แขกเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนใช้แรงงาน ดังนั้นจึงกินอาหารได้ไม่มากนัก
ผู้คนเหล่านี้กลับบ้านไปพร้อมกับความรู้สึกว่างานครั้งนี้ช่างขูดรีดกันไม่น้อย อีกทั้งอาหารที่จัดเลี้ยงก็เป็นเพียงของจากร้านของฮูหยินเท่านั้น ช่างเรียบง่ายเสียเหลือเกิน
พวกเขาต้องช่วยให้เจ้าเมืองเหลียวโจวเข้าใจธรรมเนียมการจัดเลี้ยงที่แท้จริงเสียหน่อย เมื่อคิดเช่นนั้นเหล่าพ่อค้าผู้มั่งคั่งจึงเริ่มเชิญเจ้าเมืองหลิวไปที่จวนของพวกเขาบ้าง
หลิวเหิงไม่ปฏิเสธคำเชิญของผู้ใดทั้งสิ้น เขากินอาหารนอกบ้านเกือบทุกวันและกลับมาด้วยความเมามายแทบทุกคืน อีกทั้งยังได้ของกำนัลกลับมาด้วยเช่นกัน
ตั้งแต่วันที่สามถึงยี่สิบเดือนสิบสอง ชายหนุ่มได้รับของกำนัลเป็นเงินสามถึงสี่หมื่นตำลึง เขาใช้เวลาหาเงินมากถึงเพียงนี้ในเวลาเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น
เหยียนซีมองหลิวเหิงนับเงินอย่างมีความสุข “ท่านย้ายมาที่อิงเฉิงแล้ว แต่ก็ยังต้องเล่นบทขุนนางรับสินบนอยู่อีกหรือเจ้าคะ”