ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 371 ช่วยเรื่องไร่นาแต่ยังขาดเงิน
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 371 ช่วยเรื่องไร่นาแต่ยังขาดเงิน
บทที่ 371 ช่วยเรื่องไร่นาแต่ยังขาดเงิน
สำหรับแคว้นเว่ย ชาวต่างถิ่นถูกนับเป็นพวกป่าเถื่อนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวชนเผ่าหรือชาวเป่ยหมาน แต่สำหรับพวกเขาที่อยู่ด้านนอกมีชาวเป่ยหู เป่ยหมาน และเป่ยหรง… แต่ละฝ่ายต่างก็มีอาณาเขตและตัวตนเป็นของตนเอง
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชนเผ่าอีกหลายเผ่า
ในบรรดาชาวเป่ยหู มีชนเผ่าเอ๋อร์ฮั่นที่ซูเอ๋อร์จาอยู่ด้วย มันมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในบรรดากลุ่มชนเผ่าทั้งหมด เนื่องจากเขาเป็นผู้นำคนในเผ่าเดินทางไปยังแคว้นเว่ยอย่างกล้าหาญเพื่อทำการค้า จนได้อาหารมากเพียงพอสำหรับทุกคนในการเอาชีวิตรอดในฤดูหนาว ทำให้ตอนนี้ชาวเอ๋อร์ฮั่นมีชีวิตที่ดีมากขึ้น และยังถือโอกาสรวมเผ่าเล็ก ๆ สองเผ่าเข้ามาได้อีกด้วย ในแง่ของจำนวนคน พวกเขากลายเป็นชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในเป่ยหู และตราบใดที่เผ่าของเขาเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น การเป็นผู้นำของชาวเป่ยหูทั้งหมดก็ไม่ใช่เพียงความฝันอีกต่อไป
เป่ยหูและเป่ยหมานทำสงครามแย่งชิงพื้นที่ในทุ่งหญ้ากันมาเป็นเวลานาน ก่อนหน้านี้เป่ยหมานได้รับการสนับสนุนจากอันอ๋อง จนได้รับทั้งอาวุธและอาหารจากอันอ๋องจนได้ครอบครองพื้นที่ทุ่งหญ้าไป
ทว่าตอนนี้หลังจากเป่ยหมานถูกแคว้นเว่ยขับไล่ ทำให้ชาวเป่ยหูหวังจะใช้ความสัมพันธ์อันดีต่อแคว้นเว่ยเป็นช่องทางในการซื้อเกลือ เหล็ก และอาหารมากมายตามที่ต้องการ
ซูเอ๋อร์จามีทั้งความทะเยอทะยานและกล้าที่จะลงมือทำ
ชายหนุ่มได้รับรายงานจากสายข่าวในแคว้นเว่ยว่าขบวนการค้าของชาวเว่ยเดินทางออกมาจากชายแดน ดังนั้นจึงได้รีบเดินทางมาพบก่อนชาวเผ่าอื่น ๆ และเมื่อได้พบกันก็รู้ว่าเป็นคนที่เคยรู้จักกันมาก่อน
เขาได้ยินจากชาวเผ่าในชุมชนการค้าว่าฟางหมิงอี้ทำงานให้กับฮูหยินของเจ้าเมืองเหลียวโจว หลังจากที่พวกเขาหารือกันแล้วก็ส่งอีกฝ่ายและคนอื่น ๆ ข้ามชายแดนมาถึงเป่ยหู
แน่นอนว่าฟางหมิงอี้จะต้องการความช่วยเหลือจากซูเอ๋อร์จา เพื่อให้การเดินทางครั้งแรกเช่นนี้เป็นไปอย่างราบรื่น
เหยียนซีไปส่งฟางหมิงอี้ที่หนานเป่ยฮั่วฉิง ก่อนจะแวะร้านอาหารเค่อหรูอวิ๋นและสถานที่อื่น ๆ ตอนนี้มีพ่อค้าเข้าออกชุมชนการค้าไม่มากนัก ดังนั้นเธอจึงสั่งให้หยุดร้านเพื่อให้ทุกคนกลับบ้านในช่วงฤดูหนาว
หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอก็กลับบ้านเพื่อจะหารือกับเหยียนหลิ่วเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ที่จะส่งไปยังเมืองหลวง แต่เมื่อเข้าไปในห้องของอีกฝ่ายก็พบว่าห้องถูกเก็บจนสะอาดเรียบร้อย อีกทั้งเสื้อผ้ายังถูกเก็บไปหมดแล้ว มันจะเป็นอะไรไปได้อีกนอกจากนางตามฟางหมิงอี้ไป
ฟางหมิงอี้ออกไปตั้งแต่ช่วงเช้า แม้จะส่งคนไปไล่ตามนางกลับมาก็คงไม่มีทางทัน และหากต้องการไปตามกลับมาก็ต้องออกไปนอกชายแดน
เนื่องจากเหยียนหลิ่วตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปกับฟางหมิงอี้ แม้จะตามทันนางก็อาจจะไม่ยอมกลับมาอยู่ดี
เหยียนซีค่อนข้างลังเลใจ เพราะหากมองตามธรรมเนียมของสตรีแคว้นเว่ย ชื่อเสียงของเหยียนหลิ่วจะเสียหายหากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป แต่ถ้าถามความคิดเห็นส่วนตัวของตน เด็กสาวรู้สึกว่าการตามฟางหมิงอี้ไปเช่นนี้ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร
ในเมื่อตัดสินใจไม่ได้เหยียนซีจึงไปถามหลิวเหิงเพื่อขอคำปรึกษา
หลิวเหิงไม่ประหลาดใจนักเมื่อได้ยินว่าเหยียนหลิ่วออกไปแล้ว “นางเก่งในเรื่องการต่อสู้ อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือและปกป้องฟางหมิงอี้ได้จากการติดตามเขาไป เจ้าแค่เขียนจดหมายถึงเหยียนเฟิงเพื่อแจ้งเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับจากผู้อื่นก่อน เพียงให้คนอื่นรู้ว่านางกลับเมืองหลวงไปแล้ว ส่วนเหยียนเฟิงก็บอกคนอื่นว่านางอยู่อิงเฉิง ข้าจะขอให้แม่ทัพเหลียงเขียนจดหมายออกไปยังชายแดนให้คนที่นั่นช่วยดูแลเหยียนหลิ่วด้วย”
เขามั่นใจว่าทุกคนที่รู้เรื่องนี้จะปิดทั้งหมดเป็นความลับ และไม่ยอมให้เรื่องของเหยียนหลิ่วแพร่กระจายออกไปได้
หลังจากชายหนุ่มรู้จักเหยียนซีมานาน คนอย่างเขาเองก็ยอมผ่อนปรนเรื่องธรรมเนียมเกี่ยวกับสตรีขึ้นไม่น้อย
เมื่อได้ยินใต้เท้าหลิวแนะนำเช่นนี้ เหยียนซีก็เริ่มวางใจในเรื่องความปลอดภัยได้ ดังนั้นจึงเตรียมให้คนเอาจดหมายไปส่งให้เหยียนเฟิง และให้เขาเอาของขวัญปีใหม่กลับเมืองหลวงไปด้วย
ในชุมชนการค้าไม่มีอุปสรรคใด ๆ อีก ดังนั้นหลิวเหิงจึงขอให้ตู้กู้ดูแลที่นี่ต่อ ส่วนเขาเดินทางกลับไปที่อิงเฉิงพร้อมกับเหยียนซี
เมื่อเขากลับมายังที่ว่าการ รองเจ้าเมืองหวังก็รีบเข้ามาต้อนรับอย่างตื่นเต้นหลังจากที่รู้ว่าชายหนุ่มกลับมาถึงแล้ว
หลิวเหิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอให้เหยียนซีกลับไปรอที่จวนด้านหลังเพื่อพักผ่อน ส่วนเขาและรองเจ้าเมืองหวังคุยกันต่อที่สำนักงานด้านหน้า
รองเจ้าเมืองหวังเอาหนังสือออกมาแล้วเอ่ยขึ้น “ใต้เท้าขอรับ ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวครั้งนี้ชาวนาเจ็ดรายในเมืองเหลียวโจวเก็บเกี่ยวพืชผลได้มากกว่าสี่ร้อยจินต่อหมู่ ข้าได้ส่งให้คนไปซื้อผลผลิตมาแล้วขอรับ”
ดวงตาของหลิวเหิงเป็นประกายขึ้นมา ผลผลิตสี่ร้อยจินต่อหมู่เป็นปริมาณที่มากจนน่าเหลือเชื่อ แม้จะเป็นที่นาทางใต้ แต่ผลผลิตสองถึงสามร้อยจินก็นับว่าไม่ใช่ปริมาณที่น้อย
เขาหยิบเอารายงานขึ้นมาดูก็พบว่าชาวนาหกในเจ็ดคนเป็นชาวซินเย่ “ใต้เท้าหวังได้สอบถามพวกเขาเรื่องวิธีในการเพาะปลูกบ้างหรือไม่”
“เจ้าหน้าที่ส่งคนไปเชิญชาวนาจากเจ็ดบ้านนี้มาที่อิงเฉิงแล้วขอรับ พวกเขาเพิ่งมาถึงเมื่อเย็นวานนี้และใต้เท้าก็กลับมาถึงวันนี้พอดี”
เขามองหลิวเหิงด้วยความหวัง และชายหนุ่มเองก็ต้องการพบชาวนาเหล่านี้มาก “หากพวกเขาเข้าที่พักแล้ว เช่นนั้นก็เชิญพวกเขามาคุยกันตอนนี้เลยดีหรือไม่”
รองเจ้าเมืองหวังรีบเชิญชาวนาทั้งเจ็ดคนให้เดินทางมาอย่างรวดเร็ว ทันทีที่พวกเขามาถึงที่ว่าการ ก่อนที่หลิวเหิงจะลุกขึ้นมาต้อนรับ พวกเขาหกคนก็รีบตรงเข้ามาโค้งคำนับด้วยความตื่นเต้น “ข้าน้อยคารวะใต้เท้าขอรับ”
หนึ่งในนั้นก็หลั่งน้ำตาออกมาอย่างตื่นเต้น “ตอนที่ข้าน้อยได้ยินว่าใต้เท้าจะย้ายมาที่นี่ก็อยากจะไปส่งใต้เท้ามากขอรับ แต่ใต้เท้าออกไปเสียก่อน…”
หลิวเหิงมองและเห็นว่าเป็นหัวหน้าฟ่าน เขารีบยื่นมือไปประคองให้หัวหน้าฟ่านและคนอื่น ๆ ยืนตรง “หัวหน้าฟ่าน ท่านลุกขึ้นเถอะ ผู้อาวุโสทุกคนก็ลุกขึ้นเถิด”
ชาวนาอาวุโสทั้งหกรวมตัวกันรอบ ๆ ชายหนุ่ม และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ซินเย่ให้เขาฟัง
ตอนนั้นเองที่รองเจ้าเมืองหวังจำได้ว่าหลิวเหิงเคยเป็นนายอำเภอของซินเย่มาก่อน “ปรากฏว่าชาวนาเหล่านี้เป็นคนรู้จักของท่านหรือขอรับ”
หัวหน้าฟ่านถอยไปสองก้าวอย่างเขินอาย “ต้องขออภัยด้วย ตอนนี้ใต้เท้าเป็นเจ้าเมืองแล้ว ยินดีกับใต้เท้าด้วยขอรับ”
“หัวหน้าฟ่าน ผู้อาวุโสทุกท่าน โปรดนั่งลงก่อนเถอะ” หลิวเหิงขอให้ชายชราหลายคนนั่งลง จากนั้นก็มองไปทางชายชราที่มาจากอีกที่อย่างสนใจ “ผู้อาวุโสมาจากที่ใดหรือ”
“ข้าน้อยเป็นคนสกุลคัง มาจากอำเภอคังผิงขอรับ”
“ผู้อาวุโสคัง เราเชิญท่านมาที่นี่เพราะทุกคนล้วนเป็นชาวนาที่มีประสบการณ์ และมีทักษะในการทำนาที่ให้ผลผลิตสูงมากถึงสี่ร้อยจิน ซึ่งหาได้ยากมากจริง ๆ”
ปรากฏว่าพวกเขาถูกเรียกมาเพื่อถามเกี่ยวกับเรื่องการทำนา เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหล่าชาวนาอาวุโสก็พร้อมจะเล่าเรื่องราวของตนเองออกมา
ชาวนาจากคังผิงกล่าวว่า การที่ผลผลิตของเขาสูงมากเกิดจากการที่ระบบน้ำในนาของเขาสามารถผันน้ำได้อย่างทันท่วงที และเมล็ดพืชที่เขาใช้ก็เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ตกทอดกันในครอบครัวทั้งสิ้น
ส่วนชาวนาทั้งหกจากซินเย่ไม่เคยมีผลผลิตจำนวนมากเช่นนี้มาก่อน หลังจากที่พูดคุยกันครู่หนึ่งก็พบว่าในช่วงที่หลิวเหิงเป็นนายอำเภอ มีการมอบวัวเป็นรางวัลหลังจากการทำสำมะโนประชากรได้รวดเร็ว พวกเขานำวัวเหล่านั้นไปเพาะพันธุ์และใช้แรงงานวัวในการช่วยไถนา การไถนาด้วยวัวจะช่วยให้ดินละเอียดดีขึ้น ประการต่อมาก็เพราะนาของเขาอยู่ใกล้ทางหลัก จึงสามารถเอามูลคนกับมูลสัตว์จากป้อมรักษาการณ์มาใส่เป็นปุ๋ยได้ และสุดท้ายคือที่ดินของพวกเขาตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งสะดวกต่อการปล่อยน้ำเข้าไปในที่นาและระบายน้ำออก
หลิวเหิงจำได้ว่าเหยียนซีเคยพูดถึงการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมันสอดคล้องกับการทำนาของชาวนาจากคังผิง
หลังจากพูดคุยกันอย่างละเอียดแล้ว ชายหนุ่มก็อยู่เลี้ยงอาหารชาวนาเจ็ดคนเพื่อเป็นการต้อนรับและส่งพวกเขากลับไปพักผ่อนยังที่พัก เมื่อมีหลายคนมาจากซินเย่ พวกเขาก็มีเรื่องมากมายอยากจะเล่าให้หลิวเหิงฟังอย่างไม่รู้จบ ทั้งแขกและเจ้าภาพก็ต่างเพลิดเพลินกับมื้ออาหารครั้งนี้
หลังจากหลิวเหิงและรองเจ้าเมืองหวังพูดคุยเรื่องนี้กัน ทางการก็ตัดสินใจที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์จากชาวนาเหล่านี้ เพื่อวางแผนจะแจกจ่ายให้กับชาวนาในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วเหลียวโจวในปีหน้า ส่วนเรื่องของที่ตั้งและรูปแบบปุ๋ยอย่างที่นาในซินเย่นั้นยังทำตามได้ยากเพราะซินเย่มีเงินจากพ่อค้าเกลือ ซึ่งที่อื่นยังไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ในทันที
ดังนั้นทั้งสองจึงเริ่มต้นด้วยการเพาะเมล็ดพันธุ์ก่อน จากนั้นก็หันไปให้ความสำคัญกับการทำนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องของการชลประทาน คูน้ำต่าง ๆ ของชาวเหลียวโจวอยู่ใกล้กับแม่น้ำหุน ซึ่งเสี่ยงจะถูกน้ำท่วมจากเขื่อนแตก ส่วนผู้ที่อยู่ห่างออกไปตอนนี้ก็ประสบปัญหาที่ดินแห้งแล้ง และจำเป็นจะต้องขุดคูน้ำเพิ่มขึ้นอีกอย่างเร่งด่วน
หลิวเหิงสั่งการให้มีการขุดคูน้ำในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และพื้นที่ซึ่งมีน้ำมากก็ต้องให้ความสนใจไปที่การระบายน้ำ
การขุดคูน้ำไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ชุยถงเหอเอาเงินทั้งหมดไปจากคลังของที่ว่าการเหลียวโจว ดังนั้นเขาจึงแทบไม่มีเงินเหลืออยู่เลย เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในการตั้งถิ่นฐานอีกครั้ง หลิวเหิงจึงเอาเงินที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งได้มาจากอากรที่เก็บได้ของปีนี้และแม้แต่รายได้จากชุมชนการค้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน
เมื่อเห็นว่าคลังของเหลียวโจวว่างเปล่า เขาจึงทำได้เพียงส่งหนังสือไปขอทางการเพื่อให้มีการจัดสรรเงินมาช่วยเหลือ และพยายามคิดหาทางอื่นเพิ่มเติม