ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 368 ข้าอยากออกไปนอกชายแดน
บทที่ 368 ข้าอยากออกไปนอกชายแดน
เหยียนหลิ่วอดไม่ได้ที่จะบอกเหยียนซีเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมืองหลวง “คุณหนู…ซีเอ๋อร์ ทั้งพี่ชายและข้าไม่ได้ชอบเรื่องราวซับซ้อนเช่นนี้… เรา… เราเพียงต้องการติดตามเจ้า…”
เหยียนซีถอนหายใจออกมาอย่างลำบากใจ ทุกอย่างเป็นเพราะเธอไม่ได้ไตร่ตรองให้รอบคอบเพียงพอเอง
ตนคิดเพียงว่าเหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วไม่ได้มีครอบครัวที่ไหน ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมนี้ก็ถูกฆ่าตายหมดและไม่มีทายาทเหลืออีกแล้ว ดังนั้นจึงต้องการให้ทั้งสองเข้ามาอยู่ในตระกูลเดียวกัน มอบตัวตนใหม่และครอบครัวให้พวกเขา จากนั้นก็ช่วยให้เหยียนหมิ่นจงมีบุตรเพิ่ม จะได้สืบทอดตระกูลของเขาต่อไป โดยลืมไปเสียสนิทว่าเมืองหลวงนั้นโหดร้าย ต่อให้จะฝากฝังพวกเขาไว้กับโจวหง ทว่าแค่เหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วจะสู้คนในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บและมีเจตนาซ่อนเร้นมากมายได้อย่างไร
เธอมองฟางหมิงอี้ “เจ้ารู้เรื่องนายกองผู้นั้นเป็นอย่างดี ใครเป็นคนบอกเจ้าเล่า”
ฟางหมิงอี้ตะลึง “ข้าได้ยินคนพูดกัน… ตอนที่นายกองและคุณหนูใหญ่อยู่ด้วยกันขอรับ”
“คนเหล่านั้นพูดว่าอย่างไร”
“พวกเขาพูดว่า… คุณหนูใหญ่เป็นบุตรสาวบุญธรรมของท่านมหาราชครูแล้ว หากไม่แต่งกับตระกูลขุนนางใหญ่ก็คงเป็นไปมิได้ ชายธรรมดาที่อาจเอื้อม… ก็เป็นเพียงคางคกที่ริอยากกินเนื้อหงส์ ส่วนคุณหนูใหญ่จะกลายเป็นตัวตลก และยังพูดอีกว่าแม้แต่ฮูหยินเอง… ก็คงจะต้องอับอายขอรับ”
มันเป็นเพียงคำพูดไม่กี่คำของใครบางคนที่ไม่รู้จักกันเท่านั้น หากฟางหมิงอี้เป็นคนเห็นแก่ตัวและต้องการที่จะใช้คนรักไต่เต้า คำพูดเหล่านี้คงจะยิ่งทำให้เขาอยากเกาะติดเหยียนหลิ่วยิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อเขาไม่ได้ประสงค์เช่นนั้น มันจึงทำให้เขาต้องพยายามหาทางหนีออกมานอกเมืองหลวง
“เขาเป็นเพียงแค่นายกองผู้หนึ่งเท่านั้น ในเมืองหลวงมีคนใหญ่คนโตเดินสวนกันไปมามากมาย ถ้าปาหินสักก้อนลงไปท่ามกลางฝูงชนก็คงไม่พ้นจะไปโดนขุนนางเข้า คนที่เดินผ่านไปมาเช่นนั้นจะรู้เรื่องได้อย่างไร เพียงแค่มองแล้วพูดเช่นนั้นก็ได้หรือ เขาไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของนายกองผู้นั้นเสียด้วยซ้ำ” เหยียนซีมองไปทางฟางหมิงอี้แล้วถามย้ำทีละคำ “หากข้าไม่ได้บอกว่าข้าเป็นผู้ใดและมาจากที่ไหน เจ้าจะรู้จักข้าแล้วพูดออกมาได้อย่างไร ไม่คิดว่ามันไม่ชอบมาพากลบ้างหรือ”
“เจ้าเรียนรู้เรื่องการทำการค้าจากข้าไปไม่น้อย แต่กลับมองลูกไม้ตื้น ๆ ที่หวังจะทำลายความสัมพันธ์ของเจ้ากับนางเช่นนี้ไม่ออกได้อย่างไร”
“แล้วเหตุใดจึงหลงเชื่อคำพูดของคนไม่รู้จักหลังจากได้ฟังคำพูดเพียงไม่กี่คำเช่นนั้นเล่า ต่อไปจะไม่ถูกชักจูงได้ง่าย ๆ เมื่อต้องทำงานใหญ่อย่างงั้นหรือ ต่อไปข้าจะไว้ใจให้คนไร้จุดยืนเช่นเจ้าเป็นผู้จัดการได้อย่างไร เจ้ายังสมควรจะได้รับความไว้วางใจจากข้าอยู่หรือไม่!”
เมื่อได้ฟังคำพูดรุนแรงของเหยียนซี ฟางหมิงอี้ก็หน้าแดงเพราะถูกตำหนิ ส่วนเหยียนหลิ่วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากปกป้องเขา “ซีเอ๋อร์ เขาอาจจะแค่ประมาทไปครู่หนึ่ง ใครจะไปคิดว่าเรื่องเช่นนี้จะมีคนจงใจทำขึ้นมาได้ จะมีคนตั้งใจทำลายความสัมพันธ์ของเราจริง ๆ หรือ”
“ตราบใดที่ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิและพี่เอ้อร์หลางยังเป็นเช่นนี้ หากพระองค์วางพระทัยในตัวพี่เอ้อร์หลางมากขึ้น เรื่องเช่นนี้จะเป็นเรื่องที่พวกเราต้องพบต่อไปในอนาคต คราวนี้เป็นเพียงคนเดินผ่านไปมาและพูดเรื่องนินทาเล็กน้อยเท่านั้น แต่ต่อไปเล่า ฟางหมิงอี้ หากเจ้าต้องการแต่งงานกับพี่สาวของข้า เจ้าก็ต้องเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย ตั้งแต่วันที่ข้าขอให้พวกเขาใช้สกุลเหยียน และวันที่ข้าขอให้พวกเขามาเป็นครอบครัว พวกเขาก็มีตัวตนขึ้นมาแล้ว ถ้าคิดว่าตนเองไม่คู่ควรก็ควรจะหาทางทำให้คู่ควรขึ้นมาซะ ลูกผู้ชายจะเอาแต่หลบหนีได้อย่างไร หรือหากไม่อยากแต่งงานแล้วก็ต้องบอกออกมาให้ชัดเจน”
“ข้าไม่รู้เรื่องราชการและพอจะรู้เรื่องการค้าบ้างเท่านั้น ในความคิดของพ่อค้า ข้อเสนอดี ๆ อาจจะดึงดูดผู้คนหลายพันให้สนใจได้ก็จริง ทว่าหากเห็นว่าคนอื่นมีเงินมากกว่าเล่า เช่นนั้นควรจะถอยหรือไม่ขอรับ”
“หากต้องการทำเพื่อคนที่เจ้ารัก เจ้าก็ควรจะต้องมุ่งหน้าสู้อย่างไม่ย่อท้อ คนที่เอาแต่หลบหนีและไม่กล้าต่อสู้นับว่าเป็นคนขี้ขลาด!”
“ฮูหยิน ข้า… ข้าผิดไปแล้วขอรับ” ฟางหมิงอี้พึมพำ “เพียงแต่… ข้า…” เขาอ้ำอึ้งอยู่นาน แต่ก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้
เขารู้สึกผิดที่เอาเรื่องการค้ามาเปรียบเทียบกับการแต่งงาน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็คิดเช่นนั้นจริง ๆ
ทว่าฮูหยินพูดถูก เขาต้องการแต่งงานกับเหยียนหลิ่ว แต่คนอื่น ๆ ก็ต้องการเช่นกัน เพียงเพราะคิดว่าตนเองไม่ดีเท่าคนเหล่านั้น จึงรู้สึกว่าไม่อาจเอื้อมถึงนางอีกต่อไปแล้วต้องเลิกคิดเรื่องนี้งั้นหรือ …เขาทำเพื่อเหยียนหลิ่วจริง ๆ หรือเพราะกลัวว่าจะถูกคนอื่นดูถูกเอากันแน่
เขามองเหยียนหลิ่ว อาจจะเป็นเพราะการเดินทางด้วยระยะทางไม่น้อยกว่าจะออกจากเมืองหลวงจนมาถึงที่นี่ จึงทำให้ใบหน้าที่เคยสดใสของนางดูซูบผอมลง ผมของนางหลุดออกมาเล็กน้อย และมีรอยแตกที่มือจากการกุมบังเหียนขี่ม้า ทว่าสำหรับเขาแล้วนางก็ยังคงดูราวกับมีแสงเปล่งประกายอยู่รอบตัวเสมอ ตั้งแต่เรียนรู้ว่าชายหนุ่มต้องแต่งงานและมีภรรยา เขาก็รู้สึกพึงใจต่อสตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นคือเหยียนหลิ่ว และต้องรีบทำให้ตนเองก้าวหน้าเพื่อที่จะได้คู่ควรกับนาง
เขาพยายามฝึกการต่อสู้กับผู้เฒ่าหวูโถวและคนอื่น ๆ อีกทั้งยังเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ทั้งการใช้ลูกคิด ทำบัญชี… เขาเรียนอย่างตั้งใจไม่เคยขาด เพียงเพื่อที่จะทำให้ตนเองคู่ควรกับเหยียนหลิ่วมาตลอดไม่ใช่หรือ
ตอนนั้นเขายังกล้ารักนางทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายามนี้เขาทำงานให้ฮูหยินแล้ว และพอจะมีเงินเก็บออมเป็นของตนเองอยู่บ้าง แต่กลับคิดจะถอดใจได้อย่างไร
“ฮูหยิน…ข้า ข้าต้องการจะไถ่ตัวเองขอรับ” เขาพูดอย่างเด็ดขาด
เหยียนซียิ้มแล้วพูดขึ้น “เอาละ ตอนนี้เจ้าสามารถเป็นอิสระจากข้าได้เลย” เธอซื้อตัวเขามาจากสำนักฉือโหย่วเพราะความสงสารเท่านั้น
เมื่อเดินทางมาในยุคโบราณ เธอก็เพียงทำตามธรรมเนียมอย่างที่ทุกคนทำเท่านั้น แต่ความจริงแล้วเหยียนซีไม่ได้สนใจที่จะเป็นเจ้าของทาสหรือบริวารเลย อย่างการซื้อตัวหลิวจงเซี่ยว ตนก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อเขาและครอบครัวอย่างทาสเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีพวกเฉวียจือทั้งสี่กับเด็กอีกแปดคน รวมทั้งฟางหมิงอี้ที่สมควรจะได้รับหนังสือไถ่ถอนตัวเอง
ฟางหมิงอี้มองเหยียนหลิ่ว และไม่ได้เรียกนางว่าคุณหนูใหญ่อีกต่อไป “เสี่ยวหลิ่ว ช่วงนี้ข้าติดต่อทำการค้ากับพ่อค้าชนเผ่าอยู่ และมีความคิดที่จะเดินทางออกนอกชายแดนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อค้าขาย เมื่อกลับมาแล้วข้าจะเดินทางไปที่เมืองหลวงอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลานั้น …เจ้าอยากจะแต่งงานกับข้าหรือไม่”
หลังจากไถ่ถอนตัวเองแล้ว เขาก็มีความคิดจะจัดตั้งขบวนการค้าเพื่อค้าขายกับชาวต่างถิ่นและเดินทางออกไปนอกชายแดน ในเมื่อชาวต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในแคว้นเว่ยได้ พ่อค้าชาวเว่ยเช่นเขาก็ย่อมสามารถเดินทางออกไปค้าขายได้เช่นกัน เขาได้ยินจากชาวชนเผ่าว่าทางตะวันตกเฉียงเหนือมีกลุ่มการค้าอีกมากมาย พวกเขาเองก็เอาสินค้าหลากหลายมาค้าขายเช่นกัน ฟางหมิงอี้ต้องการจะลองไปที่นั่นและหาเงินให้ได้มาก ๆ เพื่อที่จะได้แต่งงานกับเหยียนหลิ่วอย่างสมเกียรติ
“เจ้าจะกลับมาเมื่อไรเล่า”
ให้ตายเถอะ เหยียนซีรู้สึกว่าตนทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ มันราวกับว่าเป็นเธอเองที่ทำให้เหยียนหลิ่วต้องกลายเป็นสาวกร้านโลกที่ไม่เขินอายต่อสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
“ข้าจะหาคนนำทางกับเริ่มออกเดินทางในอีกไม่กี่วันนี้ และจะรีบกลับมาในเดือนสี่หรือเดือนห้าปีหน้า” ฟางหมิงอี้อธิบายอย่างไม่ลังเลเกี่ยวกับแผนการของเขา
แน่นอนว่ากำหนดนั้นไม่ได้สั้นเกินไปสำหรับเขาที่ต้องทำการค้า หรือยาวจนเกินกว่าที่หญิงสาวจะรอได้
“เอาละ ข้าจะรอเจ้า หากเดือนห้าปีหน้าเจ้ายังไม่กลับมา ข้าจะออกไปตามหาเจ้าเอง”
“ออกไปนอกชายแดนมีความเสี่ยง…”
“งั้นข้าก็จะไปกับเจ้าด้วย”
“ไม่ได้!” ฟางหมิงอี้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด การออกไปนอกชายแดนครั้งนี้เป็นเหมือนการเดิมพันครั้งใหญ่ เขาจะปล่อยให้เหยียนหลิ่วไปเสี่ยงตายกับตนเองได้อย่างไร
“อากาศค่อนข้างหนาว ไปคุยกันด้านในเถอะ” ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้รู้สึกตัวเพราะความตกใจ แต่ตอนนี้เหยียนซีเริ่มรู้สึกว่าเท้าของตนกำลังจะแข็ง และไม่อยากจะอยู่หน้าบ้านอีกต่อไป ดังนั้นจึงเอ่ยเรียกให้ทั้งคู่เข้าไปด้านในเพื่อคุยกันต่อ
เหยียนหลิ่วเขินอายเล็กน้อย “ซีเอ๋อร์ เมื่อครู่ข้าลืมตัวไป ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
“ไม่ต้อง ๆ ข้าไปเองได้”
ส่วนฟางหมิงอี้ยืนอยู่ที่เดิม เขาไม่แน่ใจว่าควรจะตามไปหรือรอที่นี่
“ในเมื่อความตั้งใจของเจ้าคือการออกไปค้าขายนอกชายแดน สิ่งนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย เจ้าควรจะเข้าไปถามพี่เอ้อร์หลางว่าทางการจะอนุญาตหรือไม่”
“ขอรับ” ฟางหมิงอี้รีบตามเข้าไปเพื่อปรึกษาหลิวเหิง
เย็นวันนั้นหลิวเหิงกลับมาและพูดคุยกับเหยียนซีในห้องนอน “ซีเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าแผนการออกไปนอกชายแดนของฟางหมิงอี้เป็นไปได้หรือไม่”
“ทุกวันนี้เราทำการค้าชายแดน เมื่อพ่อค้าต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในแคว้นเราได้ เราก็ย่อมต้องออกไปได้เช่นกัน หากเราไม่ออกไปสำรวจเสียบ้าง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าภายนอกมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้างล่ะเจ้าคะ” เหยียนซีถามต่อ เมื่อนึกถึงแผนการของฟางหมิงอี้ เธอก็ตั้งใจว่าหากทางการอนุญาตและไม่ได้มีเงื่อนไขที่ลำบากเกินไป ตนเองก็ต้องการจะออกไปดูนอกชายแดนเช่นกัน
เมื่อคิดถึงเส้นทางสายไหมในประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง เด็กสาวก็รู้สึกตื่นเต้น หากมีโอกาสแล้วก็ควรจะออกไปดูด้วยตาตนเองว่ามีอะไรน่าสนใจอยู่บ้าง
ทว่าหลิวเหิงกลับกังวลเล็กน้อย “แต่เราเพิ่งทำสงครามกับพวกป่าเถื่อนทางเหนือ น่ากลัวว่าเส้นทางนั้นจะยังมีอันตรายซ่อนเร้นอยู่ ข้าได้ยินมาว่าชนเผ่าต่าง ๆ ต่อสู้กันเองตามทาง ดังนั้นการเดินทางคงจะไม่ราบรื่นนักหรอก”