ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 365 แรงกดดันจากเบื้องหลัง
บทที่ 365 แรงกดดันจากเบื้องหลัง
เนื่องจากซูเอ๋อร์จามาที่ชุมชนการค้าชายแดนแคว้นเว่ยเพื่อซื้อสินค้า เขาจึงเลือกสิ่งของที่จะซื้อกลับไปไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าชายผู้นี้เลือกซื้อของไปเป็นจำนวนมาก ฟางหมิงอี้จึงเริ่มเดินเข้าไปทักทายและพูดคุยกับเขาอยู่นาน และในที่สุดก็ตัดสินใจสั่งแกะสองร้อยตัว วัวสิบตัว และม้าอีกสิบตัวจากซูเอ๋อร์จา ส่วนพ่อค้าต่างถิ่นก็เลือกที่จะแลกเปลี่ยนเป็นผ้าฝ้าย ผักดองเค็ม ข้าวโพด หม้อดินเผา และสุราอีกหลายขวด หลังจากตกลงเรื่องวันส่งสินค้าแล้ว ซูเอ๋อร์จาก็รีบเดินทางกลับไปเตรียมวัวและแกะเพื่อที่จะนำมาส่งเช่นกัน
ฟางหมิงอี้กำหนดลักษณะม้าที่ต้องการอย่างดีเอาไว้เฉพาะด้วย
“ฮูหยินขอรับ พ่อค้าต่างถิ่นเตรียมเงินจำนวนมากมาเพื่อซื้อสินค้าของเรา แต่เหตุใดเรายังจะต้องแลกกับวัว แกะ และม้าด้วยเล่าขอรับ เราจะจัดการกับปศุสัตว์จำนวนมากเหล่านั้นได้อย่างไร” ฟางหมิงอี้ได้พูดคุยกับพ่อค้าต่างถิ่นและเรียนรู้ว่าชาวต่างถิ่นเหล่านั้นใช้ทองคำกับเงินเพื่อทำการค้า ทว่าชาวเผ่าทั่วไปที่เป็นชาวบ้านไม่ได้มีเงินมากมายนัก ดังนั้นวิธีการที่สะดวกที่สุดคือการแลกเปลี่ยนกันด้วยสินค้า พวกเขาคิดอยู่นานก่อนที่จะตกลงแลกเปลี่ยนกัน
“ถ้าเป็นเงินหรือทองผู้คนจะรู้และเห็นได้อย่างไรกันเล่า” เหยียนซีเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ ตอนนี้เธอกำลังช่วยหลิวเหิงประกาศเรื่องการค้าของที่นี่อยู่ คนธรรมดาจะถือเงินหรือทองเดินไปมาไม่ได้ และต้องซ่อนเอาไว้ในกระเป๋าไม่ให้ใครรู้เห็น ดังนั้นจะมีอะไรช่วยประกาศถึงผลประโยชน์ที่ถูกแลกเปลี่ยนได้ดีไปกว่าขบวนวัวและแกะนับร้อยที่เดินไปตามทางอีกเล่า
ในเหลียวโจว เงินหนึ่งตำลึงซื้อแกะได้สองตัว ส่วนม้าหนุ่มแข็งแรงหนึ่งตัวอาจจะมีราคาสูงถึงแปดสิบหรือร้อยตำลึง และวัวเนื้อนั้นหายากมาก แม้จะมีเงินเพียงพอก็อาจจะไม่สามารถหาพวกมันมาได้ หากนำวัวและแกะไปขายในเมืองหลวงก็จะยิ่งได้ราคาสูงขึ้น
แกะหลายร้อยตัวถูกต้อนไปตามทางหลักเพื่อเดินทางไปยังเฉิงโจว หลายคนที่เห็นเหตุการณ์ระหว่างทางก็เริ่มจะกระจายข่าว ผู้คนเริ่มได้ยินว่าผ้าฝ้ายเนื้อหยาบกับผักดองเค็มสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับวัวและแกะได้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงกังวล คนป่าเถื่อนเหล่านี้จะไม่หลอกลวงตนเอาหรือ?
ไม่กี่วันหลังจากนั้นผู้เฒ่าหวูโถวและเหล่าผู้ติดตามก็ขับเกวียนพาแกะกับวัวเดินทางลงใต้ จากนั้นก็เพิ่มรายการอาหารเป็นน้ำแกงแกะและเนื้อวัวลงไปในโรงน้ำชาอวี่เซิ่นที่เปิดอยู่ริมทางหลัก ลูกค้าที่ต้องการเดินทางไปยังชุมชนการค้าที่ช่องเขาฮูเหล่าต่างก็สอบถามสถานการณ์การค้าได้จากที่นั่น
คนแรกที่มาถึงคือขบวนการค้าตระกูลติงที่นำโดยติงเสี่ยน นายท่านสามตระกูลติง
เดิมตระกูลติงมีฐานการค้าอยู่ที่เหลียวจง ซึ่งหลังจากเกิดน้ำท่วมในเหลียวจงแล้ว ด้วยการโน้มน้าวของติงเสี่ยนพวกเขาจึงค่อย ๆ ย้ายไปที่อำเภอซินเย่ ดังนั้นตอนนี้ตระกูลติงจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ตระกูลของเหลียวโจวที่ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการกบฏของอันอ๋อง และหลังจากทางการฟื้นฟูนาเกลือของซินเย่แล้ว ตระกูลติงก็ยังได้รับอนุญาตให้ขนส่งเกลือไปขายอีกด้วย
ติงเสี่ยนได้รับความไว้วางใจอย่างมาก เพราะสามารถพาครอบครัวให้รอดพ้นจากวิกฤติได้อย่างหวุดหวิด ทว่าน่าเสียดายที่เขาไม่ใช่เป็นบุตรชายคนโต ตระกูลติงถือกฎเหล็กว่าต้องเป็นบุตรชายคนโตเท่านั้นที่จะสามารถสืบทอดการค้าของตระกูลได้ แม้หัวหน้าตระกูลติงจะรู้ว่าติงเสี่ยนเป็นคนฉลาดหลักแหลม และตั้งใจที่จะฝากฝังให้เขาเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่บุตรชายคนโตของตระกูลติงจะยอมได้อย่างไร
เพราะอย่างนั้นเมื่อตระกูลติงได้รับอนุญาตให้ทำการค้าเกลือแล้ว ติงเสี่ยนก็เริ่มถูกละเลย
เขาไม่ได้ต้องการจะเป็นใหญ่ในตระกูล แต่ก็ไม่อยากจะทำงานหนักเพื่อเป็นมือหรือเท้าให้คนอื่น ดังนั้นจึงเริ่มหาช่องทางในการทำการค้าใหม่ ๆ ให้ตนเอง เมื่อได้ยินว่ามีการเปิดชุมชนการค้าชายแดนซึ่งมีหลิวเหิงเป็นคนจัดการด้วยตนเอง เขาก็รีบออกเดินทางทั้งวันทั้งคืนตรงไปที่ชายแดน อีกทั้งระหว่างทางก็ยังได้ยินเรื่องเกี่ยวกับขบวนการค้าต่างถิ่นมากมาย นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปอีกและไม่อยากจะรอช้าอีกต่อไปแล้ว
ทันทีที่มาถึงชุมชนการค้า ติงเสี่ยนก็ตรงไปหาฟางหมิงอี้และขอเข้าพบเหยียนซี
หลังเด็กสาวได้ยินว่าเป็นติงเสี่ยนก็รีบให้เขาเข้าพบทันที
หลังจากที่ติงเสี่ยนมอบของกำนัลแล้วก็รีบยืนขึ้นแสดงความเคารพ “ตระกูลติงไม่อาจให้ในสิ่งที่ข้าต้องการได้อีกต่อไปแล้วขอรับ ข้าต้องการเป็นคนของฮูหยินและรับหน้าที่ดูแลขบวนการค้า หวังว่าฮูหยินจะเมตตารับข้าเอาไว้ด้วย”
“ผู้แทนติง อย่าดูถูกตัวเองเกินไปนักเลย ความสามารถของท่านมากเกินกว่าที่จะมาเป็นเพียงคนของข้าที่นี่” เหยียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “สามีข้าเป็นคนที่สนใจคนมีความสามารถเป็นอย่างมาก และชื่นชมพรสวรรค์ของคนเช่นผู้แทนติงมาโดยตลอด”
หากต้องการจะเพิ่มพ่อค้ามาลงทำการที่นี่ก็ต้องเพิ่มความสามารถในการติดต่อเจรจา คนที่ทำการค้ามานานเช่นเขาย่อมเป็นที่รู้จักดีในหมู่พ่อค้าอย่างแน่นอน
เหยียนซีรู้สึกว่าติงเสี่ยนเป็นเหมือนไพ่สำคัญที่สวรรค์ประทานมาให้หลิวเหิง ดังนั้นจึงต้องรีบคว้าโอกาสครั้งนี้ไว้
หลังจากฟังคำแนะนำของเหยียนซีแล้วหลิวเหิงก็คิดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็มองเด็กสาวพลางเอ่ยขึ้น “วันนี้ข้าได้รับรู้แล้วว่าต้องเจอกับตัวจึงจะเรียนรู้ มันเป็นอย่างที่คนโบราณว่าเอาไว้จริง ๆ” ต่อมาเขาก็โค้งคำนับให้เธอ “ภรรยา เจ้ามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือสามีอย่างข้าจริง ๆ ช่างเป็นยอดภรรยาแท้ ๆ!”
เขาเอ่ยอย่างจริงจังจนทำให้เหยียนซีเริ่มหน้าแดง ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งเขตการค้าชายแดน ทั้งสองก็เอาแต่ยุ่งอยู่กับหน้าที่ของตนเอง ตอนนี้เมื่อภายในห้องไม่มีคนอื่น สายตาของทั้งคู่ต่างมองกันและกัน และเริ่มรู้สึกถึงแรงดึงดูดจากกันอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาเริ่มอิงแอบใกล้กันอย่างไม่รู้ตัวอยู่พักหนึ่ง
จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้งร่วงลงบนพื้นด้านนอก เหยียนซีจึงได้สติขึ้นมาและเริ่มพูดต่อ “ติงเสี่ยนกำลังรอให้ท่านไปพบอยู่เจ้าค่ะ”
หลิวเหิงโอบไหล่เหยียนซีแล้วตอบ “ภรรยา ช่วงเวลาที่ผ่านมาเจ้าทำงานหนักมากมาโดยตลอด และยังเสียเงินไปไม่น้อยเลยด้วย ตอนนี้เจ้าสมควรพักผ่อนบ้างแล้ว”
เหยียนซีมองหลิวเหิงเดินออกไปยังลานบ้านเพื่อพบติงเสี่ยนพลางถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาบอกให้เธอพักผ่อน แล้วเหตุใดเขาจึงไม่พักบ้างเล่า
การเปิดชุมชนการค้าชายแดนเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อแคว้นและราษฎร ทว่าแรงกดดันที่ชายหนุ่มต้องแบกรับเอาไว้ในฐานะผู้รับผิดชอบงานนี้ก็หนักหนาเช่นกัน
แม้เว่ยเฉิงจะบอกทุกคนว่าไม่ควรกดดันหลิวเหิง แต่ก็ยังมีสายตาจำนวนนับไม่ถ้วนจับตาดูเขาอยู่ เช่นนี้จะไม่ให้กดดันได้อย่างไร
ระหว่างที่ชุมชนการค้ายังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เธอสะดุ้งตื่นจากความฝันกลางดึกหลายครั้ง แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าที่นอนข้างกายว่างเปล่าและเย็นเหยียบ หลิวเหิงอ่านตำราที่ห้องหนังสือจนถึงกลางดึก เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำการค้าหรือหลักการเก็บภาษีการค้าชาวต่างแดนมากนัก ดังนั้นจึงพยายามเรียนรู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างตั้งใจจากบันทึกการเดินทาง บันทึกเกี่ยวกับการค้าเก่า ๆ ของแคว้น และแม้แต่เอกสารทางการทั้งหมดที่หาได้ นอกจากนี้ยังปรึกษาจี๋เสียงและหรูอี้เกี่ยวกับวิชาการเงินอีกด้วย
ประกาศิตทองคำของจักรพรรดิคุ้มครองหลิวเหิงได้เป็นระยะเวลาหนึ่งปี ทุกฝ่ายต่างรอดูกันว่าเขาจะไปได้ไกลสักเพียงใด
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือตั้งแต่เดือนแปดปีนี้จนถึงเดือนแปดปีหน้า หลิวเหิงจะต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์เพื่อพิสูจน์ว่าความไว้วางพระทัยของฝ่าบาทที่มีต่อเขานั้นไม่เสียเปล่า และหากไม่มีความคืบหน้าใด ๆ แม้จักรพรรดิจะไม่ทรงตำหนิชายหนุ่ม แต่เหล่าขุนนางในที่ประชุมย่อมต้องบดขยี้เขาจนแหลกเหลว ทั้งยังไม่มีทางอยู่เฉยอย่างแน่นอน
หลิวเหิงมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ เขาต้องการจะนำความผาสุขมาสู่แคว้น และต้องการจะบรรลุผลสำเร็จอย่างแท้จริง
และเธอก็จะต้องหาทางช่วยเขา หากการค้าชายแดนครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะถือว่าตนสร้างคุณูปการต่อแคว้นเว่ยด้วยใช่หรือไม่
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับความกดดันเหล่านี้ แต่ก็ยังคงตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ อย่างจริงจังและไม่หยุดหย่อน
หลิวเหิงได้พบกับติงเสี่ยน และไม่ได้ยกเรื่องการค้าทั้งหมดให้อีกฝ่ายจัดการ แต่แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการภายใต้การดูแลของตู้กู้ และมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการจัดการการค้า
ติงเสี่ยนเกิดและเติบโตในเหลียวโจว เขาคุ้นเคยกับที่นี่มาตั้งแต่ยังเล็ก ต่อมาก็ได้กลายเป็นผู้แทนกลุ่มการค้าประจำตระกูลติง และดูแลขบวนการค้าเกลือกับการทำการค้ามาเป็นเวลาหลายปี ดังนั้นจึงมีความคุ้นเคยและชำนาญการเป็นอย่างมากในด้านการค้า ตอนนี้ชุมชนการค้าชายแดนถูกจัดตั้งขึ้นมาแล้ว แม้ตู้กู้จะเป็นคนที่มีความรู้และความสามารถ แต่เรื่องการติดต่อการค้าขายย่อมไม่ชำนาญเท่ากับติงเสี่ยน
หลิวเหิงและติงเสี่ยนพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา “ข้ารู้ว่าเจ้ามีความทะเยอทะยานและตั้งใจที่จะทำการค้ามาโดยตลอด แต่การทำการค้าอยู่ในเหลียวโจวจะได้ประโยชน์อะไร วันนี้ข้าอาจจะแค่แต่งตั้งเจ้าเป็นเจ้าหน้าที่ในชุมชนการค้าเท่านั้น แต่เมื่อชุมชนแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ทางการจะต้องพิจารณาความดีความชอบในครั้งนี้ของเจ้า และจะได้รับหน้าที่สำคัญยิ่งขึ้นอีกแน่ แน่นอนว่าเจ้าจะไม่หยุดอยู่แค่ที่นี่ ทว่าจะมีชุมชนการค้าเช่นนี้เปิดขึ้นอีกทุก ๆ ช่องทางออกสู่ชายแดน มันจะเชื่อมโยงเป่ยหมาน เป่ยหรง และชนเผ่าอื่น ๆ จากทั่วทุกพื้นที่เข้าด้วยกัน ด้วยการทำการค้าผ่านชุมชนการค้าเช่นนี้ เจ้าจะสามารถขยายกิจการออกไปได้อย่างกว้างขวางทั่วทั้งแคว้นเว่ยตั้งแต่เหนือจรดใต้ และอาจจะสามารถออกจากแคว้นไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้ การมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เป็นแผ่นดินกว้างไกลดีกว่าการเป็นกบก้นบ่ออยู่ในเหลียวโจวเช่นนี้เป็นไหน ๆ”
“ข้าได้ยินว่าตระกูลติงมีข้อจำกัดมากมายที่ขัดขวางความก้าวหน้าของเจ้า หากทำการค้าเพียงอย่างเดียวและสะสมความมั่งคั่งไปทั้งชีวิต ก็อาจจะไม่สามารถต่อสู้กับตระกูลติงที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นได้มิใช่หรือ”
ติงเสี่ยนไม่ได้คาดว่าหลิวเหิงจะเอ่ยกับตนเช่นนี้ เพราะทุกอย่างเป็นอย่างที่อีกฝ่ายนั้นพูดมา เขาจึงได้เดินทางมาขอเข้าร่วมกับเหยียนซีและได้เข้าพบชายหนุ่มในครั้งนี้ ตระกูลติงผลักไสให้เขาออกไปอยู่นอกสายตา ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจถึงความสามารถและความพยายามของเขา เช่นนี้จะให้ยอมทนต่อไปอย่างไม่มีปากมีเสียงได้อย่างไร เขาต้องการพึ่งพาการค้าชายแดนครั้งนี้เพื่อสร้างที่ทางในวงการการค้าเป็นของตนเอง และทำให้ตระกูลติงต้องรู้สึกเสียใจที่ละทิ้งตนไป
ตอนนี้หลิวเหิงหยิบยื่นโอกาสครั้งใหม่มาให้ ทั้งยังอธิบายถึงแผนการและอนาคตยิ่งใหญ่ที่รออยู่ เมื่องานคราวนี้สำเร็จลุล่วง นอกจากนี้เขายังจะได้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างชุมชนการค้าชายแดนขึ้นมาเองอีกด้วย ดังนั้นติงเสี่ยนจึงรีบตอบอย่างเคร่งขรึมทันที “ติงเสี่ยนขอบคุณใต้เท้าสำหรับโอกาสครั้งนี้ ข้าจะทำหน้าที่อย่างดีตามคำชี้แนะของใต้เท้าขอรับ”
ชายหนุ่มเริ่มพูดคุยกับเขาเรื่องแผนการทำการค้าทันที จากนั้นก็นัดให้อีกฝ่ายเดินทางไปยังที่ว่าการชุมชนการค้าเพื่อพบตู้กู้
หลังจากออกจากที่ว่าการ ลมหนาวที่พัดเข้ามากระทบทำให้ติงเสี่ยนกลับมาได้สติ ไม่สิ… นี่มันไม่ถูกต้องเลย เขาเพียงต้องการที่จะทำการค้า แต่จู่ ๆ กลับต้องมาเป็นเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการไปได้อย่างไร