ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 360 ไปช่องเขาฮูเหล่า
บทที่ 360 ไปช่องเขาฮูเหล่า
ตอนนี้หลิวเหิงพร้อมด้วยหวังถงจือและผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่น ๆ เดินทางไปตามที่ต่าง ๆ ในเหลียวโจวอย่างจริงจัง มันเป็นการตรวจตราอย่างไม่เปิดเผยตัว
ชายหนุ่มและผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนขี่ม้าออกจากอิงเฉิงจากตะวันตกไปทางตะวันออก โดยเริ่มจากป้อมฮูเหล่าสู่ช่องเขาฮูเหล่า เพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ของชาวบ้านบริเวณชายแดน
ในบรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหมด หวังถงจือกับจ้าวทุยกวน คนหนึ่งโดนโยกย้ายออกมาจากหกกรมในเมืองหลวงเพื่อมาทำงานในท้องถิ่น ส่วนอีกคนก็ย้ายมาจากเติงโจว
ทั้งสองอายุประมาณสี่สิบเศษ มีหลิวเหิงเป็นผู้บังคับบัญชาที่อายุน้อยกว่า เดิมทีพวกเขาคิดว่าเจ้าเมืองเพียงต้องการตรวจสอบให้พอเป็นพิธีเท่านั้น แต่เมื่อออกเดินทางกันจริง ๆ ก็พบว่าชายหนุ่มตั้งใจกับการเดินทางอย่างไม่เปิดเผยตัวตนครั้งนี้มาก เขาไม่ได้เตรียมกระทั่งรถม้า และเพียงควบม้าออกไปเองเท่านั้น
เดิมทีหลิวเหิงคิดว่าชาวซินเย่ยากจนมากแล้ว แต่เมื่อเดินทางไปใกล้ชายแดนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบว่ามีชาวบ้านยากจนกว่านั้นมาก ชายแดนมักจะมีศึกสงครามบ่อยครั้ง และชาวบ้านทำได้เพียงขุดดินหาของป่าเลี้ยงชีพ เมื่อมีคนตายจากสงครามมากขึ้น ส่วนแบ่งที่ดินของแต่ละคนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ละครัวเรือนครอบครองที่ดินสองถึงสามหมู่ ทว่ามันกลับเป็นดินแห้งแล้ง และกำลังคนก็มีไม่เพียงพอในการทำการเพาะปลูกในพื้นที่เช่นนี้จึงเกิดขึ้นเพียงหยาบ ๆ แม้จะพยายามหว่านไถเพียงใด ผลผลิตก็เก็บเกี่ยวได้สองถึงสามร้อยจินเท่านั้น
ผู้ลี้ภัยกลับมาบ้านเกิดพร้อมข้าวสารห้าสิบจิน แต่ตอนนี้เดือนเจ็ดเข้าไปแล้ว หลายคนยังไม่เริ่มไถที่นาเลยด้วยซ้ำ
หลังจากควบม้าไปสักพักหวังถงจือก็มองหลิวเหิงที่ยังอยู่บนหลังม้าอย่างมั่นคง “ใต้เท้าหลิวขอรับ ข้าได้ยินจากคนงานในที่ว่าการว่าคังผิงอยู่ข้างหน้านี้แล้ว ท่านอยากจะแวะพักสักหน่อยหรือไม่”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “เดินทางกันต่อเถอะ”
ไม่นานหลังจากผ่านอำเภอคังผิงทุกคนก็ต้องเผชิญหน้ากับฝนตกหนัก หลิวเหิงเอาหมวกไม้ไผ่และเสื้อกันฝนสานออกมาสวม ก่อนจะเดินทางต่อไปอย่างช้า ๆ กระทั่งถึงประตูเมืองก็หยุดเงยหน้ามองชื่อที่สลักไว้ว่า ‘ช่องเขาฮูเหล่า’
ที่นี่คือสถานที่ที่พ่อตาของเขาเสียชีวิต
หลิวเหิงมองร่องรอยแตกร้าวของกำแพงท่ามกลางความมืดมิด ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า และทำความเคารพป้อมจากระยะไกล
หวังถงจือและคนอื่น ๆ เมื่อเห็นเขาลงจากม้าก็ตกใจรีบลงตาม พวกเขาเหยียบลงบนพื้นโคลนเฉอะแฉะ และเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม “ใต้เท้า ท่านทำอะไรอยู่…”
“สิบกว่าปีก่อน พ่อตาข้าเสียชีวิตระหว่างพยายามปกป้องปราการฮูเหล่า”
หวังถงจือคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเข้าใจขึ้นมาว่า “ที่นี่คือสถานที่ที่ท่านมหาราชครูเสียชีวิต ท่านเป็นแบบอย่างของขุนนางที่พยายามปกป้องแคว้นของพวกเรา” พูดจบเขาก็โค้งคำนับด้วยความเคารพเช่นกัน
เมื่อเห็นคนจำนวนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูเมืองและมองไปมา ทหารรักษาการณ์ป้อมประตูจึงรีบออกมาสอบถามอย่างรวดเร็ว “พวกท่านเป็นกลุ่มของเจ้าเมืองใช่หรือไม่ เหตุใดจึงยืนอยู่ที่นี่เล่าขอรับ เข้ามาด้านในก่อนดีหรือไม่” คนผู้นี้คือเกิ่งฉางกุ้ย
เกิ่งฉางกุ้ยติดตามกองทัพของโจวหงขึ้นเหนือมาสู้กับข้าศึกป่าเถื่อน และต่อสู้อย่างกล้าหาญจนได้รับรางวัลจากความดีความชอบทั้งหมด เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองร้อยรักษาการณ์ มีหน้าที่คอยดูแลป้อมประตูของช่องเขาฮูเหล่า ตู้กู้ที่เป็นบัณฑิตเองก็ได้รับรางวัลเช่นกัน เขากำลังเตรียมตัวจะเข้าสอบอีกครั้ง ทว่าระหว่างนี้ก็ยังช่วยเหลืองานของเกิ่งฉางกุ้ยอยู่
หลิวเหิงประหลาดใจที่ได้เห็นเกิ่งฉางกุ้ย “แม่ทัพเกิ่ง”
“แฮ่ม! แม่ทัพอะไรกันเล่าขอรับใต้เท้า หากท่านต้องการให้เกียรติข้าน้อย เพียงเรียกข้าน้อยด้วยชื่อก็พอแล้วขอรับ” เกิ่งฉางกุ้ยโบกมือแล้วเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “หากไม่ใช่เพราะใต้เท้า ข้าน้อยก็คงไม่ได้มีวันนี้ และพวกเราพี่น้องก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าจะมีชีวิตเช่นไรอยู่ ทั้งอาจารย์ตู้และพี่น้องหลายคนล้วนอยู่ที่นี่ สถานที่แห่งนี้เดินทางกลางฝนไม่สะดวกนัก เหตุใดจึงไม่พักค้างแรมเสียก่อนเล่าขอรับ” เขาว่าพลางจะช่วยหลิวเหิงจูงม้า
ทว่าชายหนุ่มไม่ยอมให้อีกฝ่ายทำเช่นนั้น และรีบส่งสายบังเหียนให้อาต้าที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นก็เดินไปกับเกิ่งฉางกุ้ย “เรากำลังกังวลเรื่องหาที่หลบฝนอยู่พอดี ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
ช่องเขาฮูเหล่าเป็นป้อมปราการที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตนัก และมีกองกำลังเพียงร้อยคน แม่ทัพเกิ่งที่เป็นผู้บัญชาการกองร้อยจึงเป็นทหารที่มียศใหญ่ที่สุด
เขามีบ้านอยู่ภายในค่าย หลังจากที่เข้าไปในชุมชนแล้วก็สั่งให้ลูกน้องไปตามสหายจากกลุ่มกองโจรที่เหลียวจงมาโดยเร็ว “ไปบอกพวกเขาว่าใต้เท้าหลิวมาที่นี่”
เมื่อหลิวเหิงเข้าไปในบ้าน เกิ่งฉางกุ้ยก็ขอให้คนช่วยทำความสะอาดห้องรับแขกให้ เขามองหวังถงจือที่ติดตามชายหนุ่มมา ทว่าตนกลับรู้สึกว่าไม่เคยรู้จักคนผู้นี้มาก่อน
“สองคนนี้คนหนึ่งคือหวังถงจือ ส่วนอีกคนคือจ้าวทุยกวน พวกเขาติดตามข้ามาเพื่อตรวจตราความเป็นอยู่ของชาวบ้าน”
เกิ่งฉางกุ้ยทักทายพวกเขาทันที “ต้องขออภัยที่ข้าละเลยใต้เท้าทั้งสอง ข้าเพียงกำลังตื่นเต้นที่ได้พบใต้เท้าหลิวที่นี่ โปรดอย่าถือสาเลยนะขอรับ”
หวังถงจือและจ้าวทุยกวนก็รีบตอบรับอย่างให้เกียรติเช่นกัน
หลังจากทั้งสามเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ตู้กู้และคนอื่น ๆ ก็มาถึง พร้อมกับที่อาหารและเครื่องดื่มเตรียมเสร็จแล้ว
ทุกคนต่างดื่มอวยพรแก่หลิวเหิง และขอบคุณสำหรับการชี้แนะที่ทำให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดีเช่นนี้
หวังถงจือใช้เวลาสักพักกว่าจะเข้าใจความสัมพันธ์ของพวกเขา
“ข้าให้คำแนะนำทุกคนเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น นอกจากนั้นล้วนเป็นเพราะความสามารถของพวกเจ้าเอง ไม่กล้ารับคำยกย่องเหล่านี้หรอก” หลิวเหิงเอ่ยกับเกิ่งฉางกุ้ย “เหล่าเกิ่ง หน้าที่ดูแลและปกป้องช่องเขาฮูเหล่าเป็นของเจ้าแล้ว ต่อไปต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถล่ะ”
“ใต้เท้าหลิวไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ บอกตามตรงว่านับตั้งแต่เห็นภาพใต้เท้าเหยียนปรากฏขึ้นที่หน้าผา ข้าน้อยก็สาบานเอาไว้แล้วว่าจะเดินทางมาที่นี่ และช่วยปกป้องแคว้นด้วยความภักดี”
“ใต้เท้าหลิว เหตุใดท่านจึงเดินทางมาที่นี่เล่าขอรับ” ตู้กู้เห็นว่าชายหนุ่มและคนอื่น ๆ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น และเห็นชัดว่าน่าจะเดินทางมากว่าหนึ่งถึงสองวัน “มีกลุ่มคาราวานเถื่อนลอบเข้ามาใช่หรือไม่ขอรับ”
หลิวเหิงตกตะลึง “คาราวานเถื่อนงั้นหรือ!?” เขามองไปทางเกิ่งฉางกุ้ยและตู้กู้ “ข้าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน เจ้าช่วยอธิบายเรื่องนี้ที”
“ทุ่งหญ้าทางเหนือของช่องเขาฮูเหล่าเป็นจุดเชื่อมต่อของดินแดนป่าเถื่อนทางเหนือ นั่นคือเป่ยหมานและเป่ยหรง สถานที่บริเวณนั้นจึงเสมือนเป็นพื้นที่นอกกฎหมาย คนป่าเถื่อนทางเหนือและแคว้นเว่ยไม่ได้อ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่เหล่านั้น ตอนนี้เมื่อกองทัพราชสำนักจากไปแล้ว คาราวานของคนป่าเถื่อนทางเหนือจึงลอบเดินทางจากพื้นที่นอกกฎหมายนั่นเข้ามายังช่องเขาฮูเหล่าเมื่อสองสามวันก่อนเพื่อขอซื้อเกลือขอรับ แต่โชคดีที่เราสกัดเอาไว้ได้ก่อน”
“พื้นที่นอกกฎหมายอย่างนั้นหรือ” ดวงตาของหลิวเหิงเปล่งประกาย เขาวางจอกสุราลงแล้วถามตู้กู้ “หากขึ้นไปที่ป้อมแล้วจะมองเห็นพื้นที่ที่ว่าหรือไม่”
“ใต้เท้า เอาไว้ดื่มเรียบร้อยแล้วข้าน้อยจะพาท่านไปขอรับ” เกิ่งฉางกุ้ยแนะนำ
ตู้กู้วางจอกสุราลงเช่นกัน ก่อนจะแย้มยิ้มออกมา “ทุกคนดื่มกันไปก่อน ข้าจะพาท่านขึ้นไปดูบนป้อม หากไม่ได้พาใต้เท้าขึ้นไปตอนนี้ก็เกรงว่าจะไม่เป็นอันกินอาหาร”
หลิวเหิงยิ้มแล้วเดินตามตู้กู้กับคนอื่น ๆ ไปที่ปราการทางเหนือของช่องเขาฮูเหล่า ทางตอนเหนือเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่กว้างสุดลูกหูลูกตา ช่วงนี้เป็นช่วงที่หญ้ายังเขียวขจี พื้นที่หลายร้อยหมู่ด้านนอกนั้นดูกว้างขวางไร้จุดสิ้นสุด ไม่มีแม้แต่สัตว์ที่ถูกปล่อยออกมาเล็มหญ้า เพราะเป่ยหมานและเป่ยหรงยังมีพื้นที่อื่น ๆ เป็นทุ่งหญ้าอีกมาก พวกเขาสามารถต้อนสัตว์ไปกินหญ้าบริเวณอื่นได้
เมื่อเขาลงมาจากป้อมก็พบว่ามีชายหลายคนที่มีดวงตาคมเข้ม จมูกโด่ง และสวมเสื้อผ้าของหน่วยรักษาการณ์เดินผ่านไป “คนเหล่านี้ดูเหมือน…”
“เมื่อข้ามาถึงชายแดนก็ได้รู้ว่ามีคนป่าเถื่อนทางเหนือจำนวนมากเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ผู้หญิงต่างถิ่นบางคนก็แต่งงานเป็นภรรยาของคนในแคว้นเว่ยและให้กำเนิดบุตรที่นี่ ทั้งยังมีพ่อค้าชาวต่างถิ่นมาค้าขายในชุมชน กองคาราวานที่ถูกจับได้เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ต้องการมาซื้อเกลือจากพ่อค้าเหล่านี้ขอรับ” ตู้กู้ดูสับสนเล็กน้อย “ใต้เท้าขอรับ ข้าเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่าพวกป่าเถื่อนทางเหนือคือคนชั่ว แต่เมื่อมาถึงที่นี่และเห็นพวกพ่อค้ากับเด็ก ๆ ที่เป็นลูกของพวกเขา ข้าก็พบว่าเราดูไม่ต่างกัน นั่นทำให้ข้ารู้สึก…ข้องใจขึ้นมาเล็กน้อยขอรับ”