ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 359 การเดินหมากในที่ประชุมขุนนาง
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 359 การเดินหมากในที่ประชุมขุนนาง
บทที่ 359 การเดินหมากในที่ประชุมขุนนาง
แน่นอนว่าเหล่าขุนนางต้องมีโต้เถียงกันครั้งใหญ่ บางคนเริ่มร้องเรียนว่าหลิวเหิงรับสินบนตั้งแต่เขาเป็นนายอำเภอที่ซินเย่
การกระทำของชายหนุ่มที่ซินเย่สร้างความไม่พอใจแก่หน่วยงานค้าเกลือและเหล็กหรือแม้แต่เหล่าพ่อค้าด้วย ดังนั้นมีหรือคนเหล่านี้จะยอมหลิวเหิงง่าย ๆ
ทันใดนั้นฝ่ายตรวจการที่อยู่ประจำตำแหน่งก็เอ่ยขึ้น “กราบทูลฝ่าบาท หลิวเหิงกระทำการอย่างอุกอาจยิ่ง เขาเป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้ง แต่กลับรับสินบนอย่างเปิดเผย นับว่าเป็นความผิดร้ายแรงพ่ะย่ะค่ะ”
ก่อนที่เว่ยเฉิงจะเอ่ยอะไรตอบกลับไป ผู้ตรวจการหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในตำแหน่งฝ่ายตรวจการก็เริ่มพูดต่อ “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมกลัวว่าการกล่าวเช่นนั้นก็จะเป็นการตำหนิหลิวเหิงเกินไป เพราะเงินทั้งหมดที่หลิวเหิงได้มาล้วนถูกใช้ไปเพื่อราษฎร เขาซ่อมแซมเขื่อนกั้นแม่น้ำหุน สร้างนาขั้นบันได ถนนหนทางที่ดี และสะพานหลายแห่งจนได้รับคำยกย่องจากชาวบ้านโดยที่ไม่ได้สิ้นเปลืองเงินจากทางการ แม้ชื่อเสียงของหลิวเหิงจะเสียหาย แต่ชาวซินเย่ล้วนยกย่องเขาเป็นดั่งพระโพธิสัตว์ ดังนั้นกระหม่อมจึงคิดว่านายอำเภอหลิวไม่ได้มีความผิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ไร้สาระ! หากใช้ตรรกะเช่นนี้ก็นับว่าแม้ฆาตกรจะฆ่าคนตาย แต่ก็สามารถชดเชยได้หากทำเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นงั้นหรือ” ผู้ตรวจการหลี่แสดงความกังวลออกมา
ขุนนางหนุ่มอีกคนที่อยู่ใกล้เคียงตอบกลับมา “หากเราคิดตามที่ผู้ตรวจการหลี่ว่า เช่นนั้นเงินที่ต้องใช้สำหรับการซ่อมแซมเขื่อนที่หลิวเหิงหามาได้ ราชสำนักก็ควรจ่ายให้เขาหรือ และช่างฝีมือที่สร้างเขื่อน ราชสำนักก็ต้องเป็นผู้ส่งไปช่วยด้วยใช่หรือไม่”
ความเห็นนั้นทำให้ผู้ตรวจการหลี่สะอึกไปทันที
ถ้าเขายอมรับความเห็นเช่นนั้น เจ้ากรมโยธาจะต้องฉีกอกเขาอย่างแน่นอน เพราะหากต้องส่งช่างฝีมือจากทางการไป กรมโยธาจะต้องเล่นงานเขาหนักแน่ เขาเพียงผู้เดียวไม่สามารถต่อกรกับกรมโยธาทั้งกรมได้ไหว
เฉินเก๋อเหล่ามองดูท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของผู้ตรวจการหลี่ จากนั้นก็มองไปทางขุนนางหนุ่มทั้งสอง การหว่านเมล็ดพันธุ์ก่อนหน้านี้ของหลิวเหิงในที่สุดก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
ในที่สุดความพยายามของโรงน้ำชาอวี่เซิ่นในการช่วยเหลือเหล่าบัณฑิตผู้ยากไร้ก็ทำให้มีขุนนางมากมายให้ความเห็นเพื่อเขา ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวไม่เคยได้เข้ามานั่งอยู่ในที่แห่งนี้เลย
หลังจากได้ฟังความเห็นของขุนนางหนุ่มทั้งสอง ภายในที่ประชุมก็เงียบไปครู่หนึ่ง
พวกเขากำลังคิดหาข้อโต้แย้งกันอยู่หรือไม่
เหล่าขุนนางต่างกำลังคิดว่าควรจะเอ่ยสิ่งใดออกไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเฉินเก๋อเหล่าก็พบว่าฝ่าบาทกำลังแย้มสรวลพลางมองขุนนางหนุ่มทั้งสอง ดังนั้นเขาจึงเริ่มเอ่ยขึ้นบ้าง สิ่งที่เขากราบทูลนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการสนับสนุนหลิวเหิง ว่าเรื่องทั้งหมดที่นายอำเภอซินเย่ทำก็ล้วนเกิดจากเจตนาดี อีกทั้งฝ่าบาทก็น่าจะให้การสนับสนุนขุนนางที่มีความสามารถเช่นเขามากกว่าจะขัดขวาง ดังนั้นแม้สิ่งที่เขาเอ่ยยาวเหยียดจะเต็มไปด้วยคำพูดสวยหรูมากมาย แต่ใจความสำคัญคือการบอกว่าชายหนุ่มเป็นคนมีบารมีและความสามารถ
แม้จะรู้กันไปทั่วว่าหลิวเหิงเป็นผู้นำในการปกปิดเรื่องการลักลอบค้าเกลือและไม่ได้แจ้งเรื่องนี้แก่ทางการ แต่การกระทำของเขาก็ล้วนทำเพื่อให้ราษฎรหลุดพ้นจากความยากลำบาก โดยไม่ได้คิดถึงตนเองที่อาจจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือต้องโทษได้
ทันทีที่มีผู้นำเป็นขุนนางอาวุโสเช่นเฉินเก๋อเหล่า เจ้ากรมการคลังและเจ้ากรมโยธาก็เริ่มเห็นด้วย
ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าหากไม่ต้องการให้ทางการต้องจ่ายเงินเพิ่ม พวกเขาก็ต้องช่วยกันรักษาชื่อเสียงของหลิวเหิงว่าเป็นขุนนางที่ภักดีอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นหากกล่าวโทษชายหนุ่มว่าเป็นคนฉ้อฉล เงินก้อนใหญ่ในความดูแลของพวกเขาตอนนี้จะต้องหลุดลอยออกไปอย่างแน่นอน
ราชสำนักให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรม เช่นนั้นแล้วหนทางที่จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงหลิวเหิง ก็คือการอ้างเรื่องเจตนาดีและความชอบธรรมของเขา
เมื่อเห็นว่าไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ อีกแล้วเว่ยเฉิงก็ถอนหายใจ “สิ่งที่ขุนนางทั้งหลายแสดงความคิดเห็นออกมานั้นล้วนเป็นจริง หลิวเหิงนับว่าเป็นคนที่มีจิตใจดีและมีเมตตาต่อราษฎร แม้จะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องนัก แต่ข้าจะลงโทษเขาอย่างรุนแรงได้อย่างไร”
หลังไม่มีใครโต้แย้งและฝ่าบาทก็มีดำริเช่นนั้น ในที่สุดข้อกล่าวหาของผู้ตรวจการหลี่ก็เป็นอันตกไป เขาจำต้องถอยออกมาด้วยความขุ่นเคือง
“กราบทูลฝ่าบาท แม้การกระทำของหลิวเหิงที่ซินเย่จะเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านด้วยความเมตตาก็จริง แต่กระหม่อมก็มองว่าการค้าที่ชายแดนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ขุนนางจากกรมคลังก็เริ่มกราบทูลบ้าง
เจ้ากรมคลังพยักหน้าตามเล็กน้อย ขุนนางกรมคลังไม่สนใจว่ารายได้จากการค้าจะมากหรือน้อย แต่หากการค้าชายแดนครั้งนี้ผู้รับผิดชอบจะเป็นหลิวเหิง มันก็นับว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตาพวกเขาไม่น้อย
เมื่อกลับเข้าสู่ประเด็นเรื่องการทำการค้าที่ชายแดน เหล่าขุนนางก็เริ่มโต้แย้งกันอีกครั้ง
เว่ยเฉิงนั่งอยู่บัลลังก์มังกร เขามองขุนนางโต้เถียงกันไปมาอย่างเกียจคร้านที่จะฟังการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพวกเขา และอดคิดถึงเหยียนซีขึ้นมาไม่ได้
ความคิดเรื่องการค้ากับคนต่างถิ่นของหลิวเอ้อร์หลางครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับเหยียนซีหรือไม่
ย้อนกลับไปในวันที่นางยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เหยียนซีแต่งชุดเด็กผู้ชายออกไปเพื่อทำการค้าหาเงินช่วยส่งหลิวเหิงไปศึกษาเล่าเรียน นางเป็นคนที่หลักแหลมในเรื่องการค้ามาตลอด โรงน้ำชาอวี่เซิ่นที่นางเป็นผู้ดูแลยามนี้ไม่เพียงสร้างรายได้มหาศาล แต่ยังถูกใช้เป็นหูเป็นตาของเขาด้วย
ทางการที่ว่ากันว่ามีเงินเหลือใช้ไม่ขาดแคลนนั้น จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้นตัวเขาที่เป็นจักรพรรดิย่อมรู้ดีที่สุด
เขื่อนกั้นน้ำของแม่น้ำหลายสายในแคว้นเว่ยไม่ได้รับการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีมาหลายปีแล้ว แม้สถานการณ์ของกองทัพในชายแดนเหนือจะยังสงบอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะไร้รายจ่ายและมักจะมีไม่เพียงพอเสียด้วยซ้ำ ในยามสงบก็ถือว่าสามารถเอาตัวรอดไปได้ แต่ถ้ามีเหตุการณ์เขื่อนแตกเช่นเหลียวโจวในปีที่แล้วเกิดขึ้นอีก ทางการอาจไม่สามารถจัดสรรเงินไปช่วยเหลือชาวบ้านได้
ราชสำนักยังมีเงินคงคลังเหลืออยู่ เพราะเงินเหล่านั้นถูกสงวนไว้ไม่ยอมใช้จ่ายง่าย ๆ
แคว้นเว่ยที่เขารับสืบทอดบัลลังก์มาจากจักรพรรดิเทียนฉีนั้นมีสงครามทันทีที่เขาขึ้นครองราชย์ โชคดีที่หลิวเหิง นายอำเภอจากทั้งเฉิงโจว พร้อมด้วยเหลียงอวี่ตงสามารถรับมือกับสงครามคราวนี้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ความวุ่นวายในเหลียวโจวไม่ยืดเยื้อและสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างไปมากกว่านี้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วเขาก็นึกขอบคุณอันอ๋องจริง ๆ เพราะหลังจากความวุ่นวายที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น บิดาผู้ให้กำเนิดเขาอย่างผิงอ๋องและขุนนางหลายคนที่เป็นพรรคพวกก็ถูกลดอำนาจลง และลิดรอนตำแหน่งด้วยข้ออ้างเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นค่าใช้จ่ายของราชสำนักจึงลดลงไปมาก
หากต้องการปกครองแคว้นให้รุ่งเรือง เงินเป็นสิ่งแรกที่เขาต้องหามาไว้ให้มาก ๆ
การค้าขายที่ชายแดนตามความคิดเห็นของเหยียนซีนั้นเป็นไปได้จริงหรือ เขาจำวันที่เด็กสาวออกไปขายเสื้อผ้าแม้จะเป็นรายได้ไม่มากต่อชิ้น การเอาผ้าราคาถูกมาทำเป็นเสื้อผ้าและกระเป๋าขาย ก็สามารถทำให้นางทำเงินได้มากมาย
หากสามารถเปลี่ยนชายแดนที่แห้งแล้งให้เป็นแหล่งการค้าได้จริง คลังของเขาก็จะถูกเติมจนเต็มด้วยเงินทองเช่นกันมิใช่หรือ
เหล่าขุนนางด้านล่างที่ปะทะฝีปากกันไปมาพบว่าฝ่าบาททรงนิ่งเงียบ เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าพระองค์เพียงเท้าพระหัตถ์ข้างหนึ่งทอดพระเนตรคนเบื้องล่าง สายตานั้นไม่ต่างอะไรจากการชมละครลิง
พวกเขาส่งเสียงโต้เถียงกันจนคอแทบแตก แต่จักรพรรดิกลับไม่ได้สนพระทัย ดังนั้นบรรดาขุนนางจึงไม่อยากเสียงดังต่อไปอีก ไม่ช้าความวุ่นวายก็ค่อย ๆ ลดลงไป
เว่ยเฉิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา เขาสั่งให้ฉวนฝูม้วนฎีกาให้เกาซื่อซง “ราชเลขาจงหารือเรื่องนี้ร่วมกันเสีย จากนั้นค่อยรายงานความคิดเห็นของทุกคนกลับมาอีกครั้ง”
หลังจากที่สวีถิงจือสิ้นอำนาจ ยามนี้เกาซื่อซงจึงได้รับตำแหน่งหัวหน้าราชเลขาแทน และเฉินฟู่หลี่ก็รับตำแหน่งรองหัวหน้าราชเลขา
แม้แต่ราชเลขาทั้งห้าก็ยังมีความเห็นต่างกัน
เพื่อความปลอดภัย ใต้เท้าเการู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของหลิวเหิงครั้งนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นเลย ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ แม้ไม่มีการค้าอะไรนั่นชาวเหลียวโจวก็ยังอยู่ได้ แคว้นเว่ยทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก ตราบใดที่หลิวเหิงดูแลการเกษตรได้เป็นอย่างดี ราษฎรก็ย่อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
อีกทั้งบางคนยังกังวลว่าหากคนป่าเถื่อนทางเหนือสามารถซื้ออาหารพืชผลจากแคว้นเว่ยได้ มันจะกลายเป็นการเพิ่มเสบียงให้กองทัพฝ่ายข้าศึก กองทัพศัตรูจะแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่
แต่บางคนก็เห็นว่าเพียงเก็บของดีไว้ในพื้นที่เล็ก ๆ ไม่มีประโยชน์อะไรนัก ดังที่หลิวเหิงเสนอ หากสามารถส่งสุราชั้นดีจากทางใต้ไปขายทางเหนือ และส่งวัวกับแกะทางเหนือเอาลงมาขายทางใต้ได้ การหมุนเวียนแลกเปลี่ยนสินค้าเช่นนี้จะทำให้แคว้นเว่ยรุ่งเรืองขึ้น
ในตอนแรกเกาชื่อซงยังไม่เห็นความสำคัญของการค้า แต่หลังจากนั้นก็เห็นด้วยเพราะเฉินฟู่หลี่ เขาเห็นว่าอีกฝ่ายค่อนข้างน่าเชื่อถือในที่ประชุม และน่าจะรู้พระทัยฝ่าบาทดีที่สุด
แม้ท้องพระคลังของแคว้นเว่ยในตอนนี้จะไม่นับว่าว่างเปล่า แต่ก็ไม่ได้นับว่าร่ำรวยเลย แม้แต่จักรพรรดิก็ยังไม่นับว่ามั่งคั่ง เขาจึงคิดว่าหลิวเหิงควรลองทำการค้าดู ทว่าให้เริ่มจากสถานที่เล็ก ๆ ก่อน
ฎีกาที่หลิวเหิงเสนอไปได้รับการอนุมัติจากทุกคน เหลียวโจวเพิ่งจะเอาชนะข้าศึกทางเหนือได้ แคว้นเว่ยเองก็มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ การเลือกสถานที่เล็ก ๆ มาเริ่มต้นทำการค้าชายแดนจึงไม่นับว่าอันตรายมากนัก
ในที่สุดเหล่าขุนนางก็เริ่มร่างความเห็นและขอให้หลิวเหิงเริ่มต้นการค้าชายแดนที่เหลียวโจวได้ แต่การค้าครั้งนี้ต้องมีการรับประกันจากชายหนุ่มเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าหากมีปัญหาร้ายแรงเกิดขึ้นเจ้าเมืองหลิวจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ
เมื่อเว่ยเฉิงได้ยินว่าเหล่าราชเลขาต้องการบังคับให้หลิวเหิงรับประกันด้วยตนเองเขาก็หัวเราะออกมา “เจ้าเมืองหลิวเป็นผู้เริ่มทำสิ่งนี้เป็นคนแรก ดังนั้นจะกดดันเขาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนเห็นว่าข้อเสนอของเขามีความเป็นไปได้ ก็สมควรให้เขาทดลองทำดูก่อนสักหนึ่งปีว่าเขาจะทำสำเร็จหรือไม่”
จากนั้นไม่นานฎีกาที่มีพระราชบัญชาของฝ่าบาทก็มาถึงอิงเฉิงในเดือนเจ็ด