ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 358 คลื่นลูกใหญ่ซัดสาด
บทที่ 358 คลื่นลูกใหญ่ซัดสาด
ค่ำคืนฤดูใบไม้ผลินั้นแสนสั้น ในห้องหอราวกับถูกซัดสาดด้วยคลื่นสีแดงจนไร้ระเบียบ
เมื่อเหยียนซีตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอก็พบว่าคำพูดที่มักจะพูดกันในยุคปัจจุบันว่า ผู้ชายรู้เรื่องอย่างว่าได้โดยไม่ต้องมีครูสอนนั้นเป็นความจริง
กลิ่นสุราที่หลิวเหิงดื่มผสมกับกลิ่นน้ำหมึกอันเป็นเอกลักษณ์จากกายเขาอบอวลอยู่ข้างกายเธอตลอดทั้งคืน แม้จะตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นกายจากเขาติดมาอยู่ดี
ระหว่างที่เด็กสาวกำลังจะลุกขึ้น หลิวเหิงกลับผลักให้เธอกลับไปนอนอีกครั้ง “ข้าบอกอาจารย์และฮูหยินไว้ว่าเราจะเลี้ยงอาหารกลางวันพวกเขา”
เหยียนซีรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นคนขี้อายเลยแม้แต่น้อย ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังอดรู้สึกเห่อร้อนที่ใบหน้าไม่ได้ เธอแทบจะผลักหลิวเหิงให้ชนเตียง จากนั้นก็รีบลุกหนีไปอาบน้ำด้วยความรวดเร็ว
หลังจากขอให้คนเตรียมมื้อเช้า เธอก็ไปนั่งรอที่โถงบุปผาและเรียกจี๋เสียงกับหรูอี้ รวมทั้งภรรยาของหลิวจงเซี่ยวให้เข้ามาดูแล เพราะกลัวว่าคนอื่นจะเห็นว่าตนไม่ค่อยสบายนัก
หลิวเหิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นว่าเหยียนซีพยายามจะหลบหน้าหลบตา
ตอนนี้เผยซิ่วดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเฉิงโจว เขาต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเท่านั้น จึงจะสามารถเดินทางมางานแต่งครั้งนี้ได้ ดังนั้นจึงไม่กล้าจะอยู่ที่นี่นานนัก หลังจากร่วมทานมื้อกลางวันเสร็จก็วางแผนที่จะรีบเดินทางกลับไปยังเฉิงโจว
สถานการณ์ในเฉิงโจวเองก็นับว่าดีกว่าเหลียวโจวเพียงเล็กน้อย ในแง่ที่ว่าเว่ยหวนไม่ได้เรียกเก็บภาษีจากชาวบ้านมากเกินจำเป็น ทว่าอดีตเจ้าเมืองก็ไม่ได้ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาดีเท่าที่ควรจะเป็น จึงไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา และตอนนี้ผู้ลี้ภัยจากเหลียวโจวจำนวนมากกำลังพากันทยอยเดินทางกลับบ้านเกิด ทำให้ต้องมีการประกาศให้ชาวบ้านที่ตกค้างออกเดินทางและดูแลความปลอดภัยของพวกเขาด้วย
ทั้งศิษย์และอาจารย์ไม่ได้เจอกันเป็นเวลานาน หลังได้ดื่มด้วยกันแล้วก็พากันถอนหายใจออกมา
“เอ้อร์หลาง ยามนี้เหลียวโจวคงมีปัญหาอีกมากที่รอการสะสางเพื่อช่วยพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นใช่หรือไม่ แต่ที่ดินทางเหนือส่วนมากนั้นแห้งแล้ง แม้จะพยายามสร้างนาขั้นบันไดและเขื่อน แต่ก็ยังพบว่ามีพื้นที่ไม่มากพอที่จะสามารถแก้ปัญหาความขาดแคลนนี้ได้ อีกทั้งชาวบ้านที่นี่ก็ล้วนเป็นคนยากจน…”
“ท่านอาจารย์ นอกจากเรื่องเหล่านี้ก็ยังมีเรื่องที่เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับชายแดน และมีข้าศึกบุกเข้ามาเป็นครั้งคราวอีกด้วย” หลิวเหิงอธิบายถึงสถานการณ์ในเหลียวโจว
ทั้งสองคนปรึกษากันเสียงเบาถึงความเป็นอยู่และการทำมาหากินของผู้คนในเหลียวโจว เหยียนซีที่ช่วยฮูหยินเผยรินสุราก็ตะลึงเล็กน้อยหลังจากได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด
เมื่อฟังแล้วก็คิดว่าเหลียวโจวยากจนก็จริง แต่ก็ยังไม่นับว่าไร้โอกาสที่จะลืมตาอ้าปากเสียทีเดียว
หลังจากพบปะพูดคุยกับเผยซิ่วและฮูหยินเผยแล้ว ชายหนุ่มก็พาเด็กสาวไปยังเรือนที่เหยียนเฟิงเป็นคนซื้อเอาไว้ เพื่อกินอาหารเย็นกับหัวหน้าสวีและภรรยา ทั้งยังมีเหยียนเฟิงและเหยียนหลิ่วที่กลับมาที่นี่ได้สามวันแล้วอยู่ด้วย
เหยียนซีดึงตัวเหยียนหลิ่วเข้ามาใกล้แล้วเอาโฉนดที่ดินสองฉบับให้นาง “พวกท่านอยู่ในเมืองหลวงต้องใช้เงิน นี่คือโฉนดที่ดินของไร่นาในชานเมืองหลวง และส่วนแบ่งสี่ส่วนของร้านเนื้อตุ๋น กับร้านอาหาร…”
“เราไม่ได้ต้องการมันเลย เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามีเงินเดือน เราสองคนไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร อยู่ที่เมืองหลวงก็สบายดี” เหยียนหลิ่วปฏิเสธที่จะรับ
“พี่สาว สินสอดสำหรับเจ้าสาวในอนาคตของท่านก็ต้องใช้เงินเช่นกัน อยู่ในเมืองหลวงจะใช้เงินเพียงน้อยนิดได้อย่างไร พวกท่านมอบเงินทั้งหมดที่มีมาเป็นสินสอดให้ข้าไม่ใช่หรือ ข้าเป็นน้องสาวท่าน สิ่งนี้เป็นน้ำใจจากข้า หากท่านไม่ยอมรับไปจะถือว่าไม่รับน้ำใจจากน้องสาวนะเจ้าคะ”
เหยียนซีเก่งในเรื่องการพูดจาโน้มน้าวใจคนมาโดยตลอด ดังนั้นต่อให้มีเหยียนหลิ่วสิบคนก็ไม่สามารถต้านทานน้องสาวคนเดียวได้ ในที่สุดนางก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป และต้องยอมรับโฉนดที่ดินนั่นมา
เหยียนเฟิงและสวีมู่เจี๋ยต่างมีหน้าที่และงานต้องดูแล หลังจากมาที่นี่ได้สามวันพวกเขาทั้งสี่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบกลับไปทำงานตามหน้าที่โดยเร็วที่สุด
หลิวเหิงและเหยียนซีเองก็ไม่ได้มีวันหยุดหลังแต่งงานเช่นกัน เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ชายหนุ่มก็เริ่มทำงานอย่างหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำอีกครั้ง ตั้งแต่รับหน้าที่เป็นเจ้าเมืองเหลียวโจว เขาก็ทั้งน้ำหนักลดและมีผิวคล้ำแดดมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงเย็นเมื่อหลิวเหิงกลับมาที่จวน เขาก็เห็นว่าเหยียนซีนั่งอยู่ในห้องโถงบนที่นั่งประจำ นางวางสิ่งของอะไรบางอย่างไว้บนโต๊ะที่เตียงเตา และกำลังมองมันอย่างสนอกสนใจ
“ซีเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงดูเคร่งเครียดถึงขนาดนั้น” เขาเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าลำลอง ก่อนจะเข้ามานั่งข้าง ๆ เหยียนซีด้วยความสงสัย และเอาศีรษะซบไหล่บาง จากนั้นจึงพบว่าตรงหน้าเหยียนซีคือแผนที่
มันไม่ใช่แผนที่ทางการทหารที่กองทัพวาดขึ้นมา แต่เป็นแผนที่จากชาวบ้าน มันแสดงทิศทางต่าง ๆ และตำแหน่งของภูเขาแม่น้ำอย่างคร่าว ๆ แม้จะไม่ละเอียดเท่าแผนที่ทหาร ทว่าก็สามารถมองเห็นภูมิประเทศของเหลียวโจวได้อย่างชัดเจน
เดือนหกที่ถงอันจะค่อนข้างร้อน แต่ในเหลียวโจวกลับมีอากาศเย็น
เหยียนซีสวมเสื้อผ้าตัวเก่าธรรมดา เมื่อได้ยินคำถามของหลิวเหิง เธอก็เอนตัวซบเขาโดยที่ชายหนุ่มโอบไหล่เอาไว้
เขายกแขนขึ้นโอบอย่างเป็นธรรมชาติพร้อมลูบไหล่นางไปมาเบา ๆ ทุกวันนี้ทั้งสองคุ้นเคยกับความใกล้ชิดระหว่างกันเช่นนี้มาก ชายหนุ่มมักจะเข้ามาคลอเคลียอยู่ข้างกายภรรยาทุกครั้งที่มีโอกาส และเหยียนซีเองก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัด แม้จะเขินอายในช่วงแรก แต่ตอนนี้ก็ชินเสียแล้ว
เธอตอบคำถามเขาพลางชี้ไปที่แผนที่ “พี่เอ้อร์หลาง ข้าคิดขึ้นว่าตั้งแต่โบราณมาแล้วที่การค้าขายนำมาซึ่งความร่ำรวย หากเหลียวโจวต้องการจะยกฐานะก็จำเป็นต้องทำการค้า”
“การค้างั้นหรือ” หลิวเหิงตะลึง “แต่เหลียวโจวไม่ได้มีสินค้าอะไรน่าสนใจนัก ที่นี่มีเพียงวัวเนื้อ แกะเนื้อ และขนสัตว์เพียงไม่มาก ตอนนี้เกลือที่ซินเย่ก็มีทางการเป็นผู้เข้ามาควบคุมแล้ว…” ดินแดนต่าง ๆ ในเหลียวโจวแห้งแล้ง ผลผลิตก็น้อยนิด
“พี่เอ้อร์หลาง เราทำการค้ากับชาวต่างถิ่นเหล่านี้ได้หรือไม่เจ้าคะ” เหยียนซีเอาแผนที่ขึ้นมา เธอขีดเส้นสีแดงบนแผนที่ พร้อมทำเครื่องหมายไว้ที่ชายแดนเป่ยหมาน หูเหริน และเป่ยหรง
ในชาติก่อน การค้าชายแดนเป็นแหล่งธุรกิจใหญ่โต จากประวัติศาสตร์ที่เธอเคยอ่านมาดูเหมือนจะเคยมีการจัดตั้งตลาดสำหรับค้าขายระหว่างแคว้น และเกิดเส้นทางสายไหมที่รุ่งเรืองมากมายในสมัยราชวงศ์ถัง
หลิวเหิงมองเครื่องหมายในแผนที่ของเหยียนซีแล้วก็เกิดความรู้สึกงุนงงเล็กน้อย บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า การทำอาชีพค้าขายนับว่ามีฐานะต่ำที่สุด เขาต้องการให้ชาวบ้านในเหลียวโจวมีชีวิตที่ดีจึงพยายามส่งเสริมให้ทำการเกษตรมากขึ้น พยายามเพิ่มพื้นที่ไร่นา และหาทางปันน้ำมาใช้ให้ได้มากที่สุด แต่ไม่เคยคิดถึงเรื่องการค้ามาก่อน
“ซีเอ๋อร์ ทำการค้ากับพวกคนป่าเถื่อน …พวกเขาอาจไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของเรา สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“พวกเราสามารถเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการทำการค้าได้นะเจ้าคะ จากนั้นก็จำกัดจำนวนคาราวานและคุ้มกันพวกเขาด้วยกองทัพ หากทำเช่นนั้นจะพอเป็นไปได้หรือไม่ พี่เอ้อร์หลางดูนี่สิเจ้าคะ คนต่างถิ่นมีเพียงม้า ฝูงวัว ฝูงแกะ ขนสัตว์ ดังนั้นเราจึงสามารถส่งชา สุรา และเสื้อผ้าไปขายให้พวกเขาได้ พวกเขาต้องสนใจแน่เจ้าค่ะ”
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย หลิวเหิงลุกขึ้นเดินไปมารอบ ๆ สองสามครั้ง เขาเชื่อในตัวเหยียนซีเสมอเมื่อเป็นเรื่องการค้า หากนางมองเห็นช่องทางการทำเงิน แนวทางนั้นย่อมต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ทว่าการเดินทางข้ามพรมแดนไปทำการค้านั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ ราชสำนักสั่งให้มีการปิดพรมแดนมานานมากแล้ว หากต้องติดต่อกับคนป่าเถื่อนทางเหนือ พวกเขาอาจจะต้องโทษร้ายแรงในฐานะกบฏได้
“ข้าจำเป็นต้องถวายฎีกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากนั้นก็ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง หากจักรพรรดิทรงอนุญาต …ข้าคิดว่าน่าจะสามารถทำได้” หลิวเหิงติดสินใจว่าควรจะรายงานเรื่องนี้ก่อน เขาเขียนถึงผลดีของการค้าขายกับชนชาติอื่นลงไปในฎีกาตามที่เหยียนซีแนะนำ และส่งไปให้ฝ่าบาทตัดสินพระทัย
ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้แคว้นเว่ยเรียกได้ว่าเป็นแคว้นปิด เป็นเพราะมีข้าศึกเข้ามาบุรุกดินแดน การสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นจึงถูกห้ามอย่างเด็ดขาด ดังนั้นการค้าขายระหว่างแคว้นทุก ๆ เขตรอบป้อมปราการถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
และทันทีที่ฎีกาของหลิวเหิงส่งไปถึงเมืองหลวง มันก็ทำให้ที่ประชุมขุนนางราวกับมีคลื่นลูกใหญ่ซัดสาด
หลังจากคดีฉ้อโกงการสอบปีที่ผ่านมาสิ้นสุดลง เหล่าขุนนางจึงลืมเลือนเรื่องของจอหงวนหลิวผู้นี้กันไปบ้างแล้ว ขณะนี้เว่ยเฉิงได้ขอให้คนอ่านข้อความบางส่วนที่คัดมาจากฎีกาของหลิวเหิงต่อหน้าที่ประชุมขุนนางในท้องพระโรง ทุกคนที่ได้ฟังรู้ทันทีว่าเขาคือใคร
เมื่อได้ยินเรื่องนี้เหล่าขุนนางต่างก็มีความเห็นหลากหลาย คนที่มีความคิดเปิดกว้างก็คิดว่าสมควรให้หลิวเหิงทดลองทำการค้าที่ชายแดนดู แต่คนหัวโบราณบางกลุ่มก็ยังตำหนิว่าชายหนุ่มลืมเลือนความยากลำบากของบรรพบุรุษที่ต่อสู้กับศัตรู และพยายามเปลี่ยนระบบอันดีงามที่สืบทอดกันมาเสียแล้ว อีกทั้งยังมีไม่น้อยที่อ้างว่าเป็นกลางและไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ อย่างสงวนท่าที
เว่ยเฉิงมองขุนนางผู้ทรงเกียรติด้านล่างด้วยสายตาเย็นชา หลังจากได้นั่งบนบัลลังก์มังกรตัวนี้แล้ว เขาก็เริ่มตระหนักว่าเหตุใดเสด็จลุงจึงมักจะทรงมีแววเย้ยหยันอยู่เสมอยามทอดพระเนตรขุนนางถกเถียงกัน
คนเหล่านี้เถียงกันไปมา พลิกลิ้นเปลี่ยนฝ่ายได้เก่งกาจยิ่ง และมันก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองเลย แต่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเป็นส่วนใหญ่ต่างหาก