ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 357 มงคลสมรส
บทที่ 357 มงคลสมรส
เมื่อหลิวเหิงเดินทางออกจากซินเย่เพื่อไปรับตำแหน่งในอิงเฉิง ชาวซินเย่ก็เดินทางมาส่งเขา มีเสียงกล่าวอำลาได้ยินแทบจะตลอดทางจากที่ว่าการซินเย่ไปจนถึงหน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิง
หัวหน้าสวีพาเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการมาส่งทั้งคู่ที่หน่วยงานไปรษณีย์เหลียวผิง เขามองเหยียนซีแล้วเอ่ยขึ้น “เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแต่งงานด้วยล่ะ”
“เจ้าค่ะท่านลุง” ในหัวเด็กสาวยามนี้ไม่มีแผนเรื่องการแต่งงานอยู่เลย เธอต่างจากสตรีอื่น ๆ เพราะอาศัยอยู่กับหลิวเหิงมานานมากแล้ว การแต่งงานจึงนับว่าเป็นเพียงพิธีการเท่านั้น
ระหว่างทาง เหอหมิงเฉวียนได้นำทหารสามร้อยนายที่เคยช่วยกันต่อต้านกบฏมาเป็นหน่วยคุ้มกันให้หลิวเหิงเดินทางไปยังอิงเฉิง และนอกจากนี้เขาก็เดินทางกลับอิงเฉิงไปรับตำแหน่งแม่ทัพรักษาการณ์ด้วยเช่นกัน
ระหว่างทางก็มีชาวบ้านจำนวนมากกำลังเดินทางไปตามทางหลัก แต่พวกเขาไม่ใช่ผู้ลี้ภัยอีกต่อไป คนเหล่านี้กำลังเดินกลับบ้านเกิดของตนหลังจากภัยสงครามจบลงแล้ว
เนื่องจากเรื่องปาฏิหาริย์เหยียนหมิ่นจงที่หน้าผา ชาวเหลียวโจวจึงนับถืออดีตเจ้าเมืองเป็นดั่งเทพเซียน ดังนั้นหลิวเหิงที่เป็นบุตรเขยของเหยียนหมิ่นจงจึงถูกนับถือเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มเป็นถึงสามีของท่านหญิง และบุตรเขยของเจ้าเมืองเหยียนที่เป็นวีรบุรุษ เขาจะเป็นคนทั่ว ๆ ไปได้อย่างไร
หลิวเหิงพูดติดตลกกับเหยียนซีขึ้นมา “พ่อตาของข้าเป็นคนที่ยิ่งใหญ่จนข้าชักจะรู้สึกลำบากเสียแล้วสิ”
เธอยิ้มและเข้าใจว่าเขากำลังตกอยู่ในแรงกดดันมหาศาล ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงของเหยียนหมิ่นจง แต่เป็นเพราะเหลียวโจวยามนี้อยู่ในสภาพย่ำแย่มากต่างหาก
อันอ๋องแผ่อิทธิพลอยู่ในเหลียวโจวมามากกว่าสิบปี ชาวเหลียวโจวต่างอดอยาก ไม่มีอาหาร และเครื่องนุ่งห่มกันหนาวเพียงพอ จำนวนประชากรก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ก็ลดลง
แม้หลิวเหิงจะคัดเลือกช่างฝีมือดีที่เคยช่วยสร้างนาขั้นบันไดที่ซินเย่มาหารือ และส่งเขาไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในเหลียวโจว พร้อมสำรวจพื้นที่อันเหมาะสมที่จะใช้สร้างนาขั้นบันไดเพิ่มแล้ว แต่มันก็ไม่นับว่าเพียงพอ ข่าวดีที่พอจะทำให้ใจชื้นได้ยามนี้คือกรมโยธาธิการได้พระราชบัญชาจากฝ่าบาท ให้ส่งเครื่องมือมาช่วยเหลือและทำการซ่อมแซมเขื่อนแม่น้ำหุนทุกแห่งในเหลียวโจวแล้ว ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดภัยพิบัติเขื่อนพังทลายจนน้ำท่วมไปอีกนานนับสิบถึงยี่สิบปี
ในเดือนห้า เหยียนเฟิงและเหยียนหลิ่วรีบออกจากเมืองหลวง พร้อมเดินทางมุ่งหน้าสู่เหลียวโจว
เหยียนเฟิงเอาเงินจำนวนมากที่ได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิมาเป็นสินสอดให้น้องสาวอย่างเหยียนซี และใช้เงินส่วนหนึ่งซื้อเรือนหลังเล็ก ๆ ในเหลียวโจว เพื่อให้เป็นเรือนเจ้าสาว ก่อนจะซื้อที่ดินหลายร้อยหมู่กับไร่นาที่อำเภอหมิงสุ่ยกับชานเมืองหลวง
ชายหนุ่มไม่แน่ใจนักว่าควรจะเตรียมสิ่งใดเป็นสินสอดในการแต่งงานครั้งนี้บ้าง เขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาจากเพื่อนร่วมงานในกองทัพ ซึ่งรู้จักกันตอนที่เข้ารับตำแหน่งที่ค่ายในชานเมืองหลวงเท่านั้น
สินสอดสองถึงสามพันตำลึงเงินก็นับว่ามากโขแล้ว แต่ที่เหยียนเฟิงเตรียมให้เหยียนซีนั้นมูลค่ามากถึงหลายพันตำลึงทอง
ทุกคนในเมืองเหลียวโจวต่างพากันอิจฉาและเรื่องนี้ก็กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่ว
หัวหน้าสวีเองก็พาภรรยาและลูกมาร่วมงานแต่งงานของหลานสาวที่อิงเฉิง นางเหอภรรยาของหัวหน้าสวีได้พบเหยียนซีเป็นครั้งแรก นางเป็นน้องสาวของเหอหมิงเฉวียนอีกที และครอบครัวก็มีกิจการเล็ก ๆ อยู่ แม้ไม่นับว่าใหญ่มากแต่ก็ไม่ได้ลำบาก
“ซีเอ๋อร์ อย่าโกรธที่ป้าสะใภ้ไม่เคยมาพบเจ้าเลย ตอนที่อยู่ซินเย่ลุงของเจ้ามักจะเอาแต่หลบเลี่ยงคนอื่นเสมอ” ทันทีที่ได้พบเหยียนซี นางก็เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นอย่างแรก เพราะคิดว่าควรจะได้พบกันเสียตั้งนานแล้ว
เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
หลิวเหิงที่ดูเป็นคนหน้าเงินก่อนหน้านี้อาจจะทำให้หัวหน้าสวีหวาดระแวง
เมื่อหัวหน้าสวีและภรรยาของเขามาถึง ทั้งสองก็รับหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว
วันที่สิบแปด เดือนหก เป็นฤกษ์มงคลในงานแต่งงานของทั้งคู่
เหยียนซีย้ายเข้าไปในเรือนที่เหยียนเฟิงซื้อไว้ก่อนแต่งงานสามวัน นางเหอตื่นแต่เช้าและขอให้แม่สื่อมาช่วยดูแลเจ้าสาวเรื่องการแต่งหน้าทำผม พร้อมสวมชุดกับผ้าคลุมของเจ้าสาว
หลิวเหิงเชิญเผยซิ่วและภรรยาของเขามาเป็นเถ้าแก่ พวกเขาเริ่มเดินขบวนไปรับเจ้าสาวอย่างรื่นเริง
เหยียนเฟิงจับเหยียนซีขึ้นหลังแล้วเดินออกมาจากห้องเจ้าสาวทีละก้าวท่ามกลางเสียงประทัดและกลอง เขาหันข้างเล็กน้อยและเอ่ยกับเด็กสาวว่า “ซีเอ๋อร์ ไม่ว่าเจ้าคิดจะทำสิ่งใดในอนาคต โปรดคิดเสมอว่าตนเองเป็นคนมีครอบครัวอยู่ข้าง ๆ ข้าและเสี่ยวหลิ่วจะอยู่กับเจ้าตลอดไป”
เดิมทีเหยียนซีคิดว่าการแต่งงานก็เป็นเพียงพิธีการหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่เหยียนเฟิงพูดเธอก็พลันรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา จากนั้นไม่นานก็เริ่มมีน้ำตาซึม นี่หรือความรู้สึกของการเข้าพิธีแต่งงาน
เหยียนเฟิงแบกนางไปที่เกี้ยวเจ้าสาว และเปิดประตูเกี้ยวส่งน้องสาวเข้าไปนั่งด้านใน เขายืดตัวตรงมองหลิวเหิงแล้วกำชับเสียงเรียบ “ดูแลนางให้ดี ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ไว้ชีวิตเจ้า”
หลิวเหิงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมต่อหน้าเหยียนเฟิง คำพูดมากมายที่พวกเขาไม่ได้เอ่ยออกมา เพียงมองหน้ากันเช่นนี้ก็สามารถเข้าใจได้
หากตอนนี้เป็นช่วงหลายปีก่อน เขาคงจะไม่พอใจสิ่งที่เหยียนเฟิงพูด แต่ในยามนี้พวกเขาผ่านเรื่องราวมากมายมาด้วยกัน และร่วมแบ่งปันทุกข์สุขด้วยกันเสมอ หลิวเหิงจึงทำได้เพียงรู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้ตนได้รู้จักกับเหยียนซีก่อนอีกฝ่าย
เมื่อเกี้ยวเจ้าสาวถูกยกขึ้น เสียงประทัดก็ดังสนั่นจนทำให้หูอื้อ เหยียนซีรู้สึกว่าภายในเกี้ยวสั่นสะเทือนและเริ่มเวียนหัวเล็กน้อย
หลิวเหิงเป็นเจ้าเมืองเหลียวโจว และควรจะอาศัยอยู่ที่จวนเจ้าเมือง แต่เมื่อคิดว่าที่นั่นเป็นสถานที่เดียวกันกับที่ชุยถงเหอเคยอาศัยอยู่ เหยียนซีก็รู้สึกรังเกียจที่นั่นมาก ดังนั้นเธอจึงออกเงินของตนเอง เพื่อปรับปรุงสถานที่ทั้งหมดที่เป็นเรือนด้านในให้เหมือนกับเป็นจวนหลังใหม่ มีเพียงที่ว่าการภายนอกเท่านั้นที่ยังคงเดิม
เกี้ยวเจ้าสาวโยกไปมาตลอดทางจนถึงจวนเจ้าเมือง เมื่อเด็กสาวลงจากเกี้ยว ถ้าไม่ได้หลิวเหิงคอยช่วยพยุงไว้เหยียนซีคงจะล้มหน้าคะมำ และนั่นคงจะหน้าอายมากหากเจ้าสาวล้มในงานแต่งงาน
ทั้งสองถือปลายผ้าไหมสีแดงไว้ในมือคนละด้าน แต่หลิวเหิงก็ยังขยับเข้ามาเดินใกล้ ๆ เธอ ทำให้ดูราวกับว่าทั้งคู่กำลังเดินเคียงข้างกันอย่างแนบชิด
เมื่อทั้งคู่เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ เหยียนซีก็คล้ายจะกลายเป็นหุ่นเชิดที่เต็มไปด้วยความสับสนและงุนงง แม่สื่อช่วยให้นางโค้งคำนับฟ้าดินเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เป็นการคำนับผู้ใหญ่ หลิวต้าหลี่และนางหวังไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ดังนั้นหลิวเหิงและเด็กสาวจึงคำนับป้ายวิญญาณของทั้งสองแทน เมื่อนางถูกส่งตัวเข้าห้องหอ เหยียนซีก็พบว่าตนเองหิวมากหลังจากที่ผ่านพิธีทั้งหมดมาอย่างเหนื่อยล้า
ทว่าพิธียังไม่จบลง มีเสียงของคนข้างนอกดังเข้ามาด้านในว่าให้หลิวเหิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก
ชายหนุ่มเอาคันชั่งขึ้นมาเปิดผ้าคลุมหน้าสีแดงออกเผยให้เห็นใบหน้าของเหยียนซี เมื่อทั้งสองสบตากัน จู่ ๆ ก็ต่างสะดุ้งถอยหลังกันทั้งคู่ หลังจากสวมชุดเจ้าบ่าวและเจ้าสาวแล้ว แม้จะอยู่ข้างกันมาตลอดทั้งวัน แต่ก็รู้สึกราวกับไม่คุ้นเคยกันมาก่อน หลังพบหน้ากันก็รู้สึกหน้าเห่อร้อนขึ้นเล็กน้อยพลางยืนขึ้น
แม่สื่อขอให้เหยียนซีอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของเตียง ส่วนหลิวเหิงอยู่ฝั่งตะวันออก จากนั้นก็มีคนเข้ามาและคลุมชายเสื้อคลุมของชายหนุ่มไว้บนกระโปรงผ้าของเด็กสาว มันหมายความว่าต่อจากนี้ไปเมื่อทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกัน สามีจะเคารพภรรยา และภรรยาก็จะเชื่อฟังความปรารถนาดีของสามี
ดวงตาของเหยียนซีกวาดมองไปรอบ ๆ เสื้อผ้าเหล่านั้น จากนั้นก็เหลือบมองหลิวเหิงจากหางตา
ชายหนุ่มมองเสื้อผ้าของตนกับนางและยิ้ม
เด็กสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย …จะควบคุมเธองั้นหรือ ไม่มีทางเสียหรอก!
“เจ้าสาวสวยมาก ท่านเจ้าเมืองโชคดีมากเจ้าค่ะ ช่างตาแหลมยิ่งนัก” แม่สื่อพูดติดตลกด้วยรอยยิ้ม
ยกเว้นภรรยาของอาจารย์เผย คนอื่น ๆ ที่อยู่ในห้องหอล้วนเป็นสตรีจากครอบครัวผู้ใต้บังคับบัญชาของหลิวเหิงที่เป็นเจ้าเมืองเหลียวโจว คนเหล่านี้ทั้งหมดต้องพึ่งพาบารมีของเขาในการทำงาน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ทุกคนก็ย่อมต้องเลือกคำพูดในทางที่ดีออกมากล่าว คำมงคลจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาดังสายน้ำ เหยียนซีรู้สึกว่าคนเหล่านี้ชมจนฟังดูราวกับเธอเป็นดั่งเทพธิดาที่ลงมาจากสรวงสวรรค์
บรรดาสตรีทั้งหมดไม่รั้งอยู่นาน พวกนางพูดคุยอีกเล็กน้อยก่อนจะขอตัวออกไปด้านนอกโดยการเชื้อเชิญของฮูหยินเผย
หลิวเหิงจะต้องไปร่วมดื่มอวยพรกับแขกเหรื่ออยู่ด้านนอก ทำให้ไม่สามารถหลบเข้ามาภายในได้ง่าย ๆ
มีเพียงเหยียนซีและสาวใช้สองคนที่อยู่ในเรือน
สาวใช้ทั้งสองถูกเธอซื้อตัวมาเมื่อมาถึงเหลียวโจว คนหนึ่งอายุสิบสองและอีกคนอายุสิบเอ็ด พวกนางมาจากครอบครัวที่ถูกกบฏสังหาร
หลิวเหิงมองว่าการที่เธอไม่มีสาวใช้คอยดูแลเป็นเรื่องที่ไม่สมฐานะ ดังนั้นเหยียนซีจึงซื้อตัวทั้งสอง โดยคนโตกว่ามีนามว่าจี๋เสียง ส่วนคนเด็กกว่าชื่อหรูอี้ พวกนางรับผิดชอบหน้าที่สาวใช้ส่วนตัวของเด็กสาว และแทนที่จะได้ดูแลงานต่าง ๆ ในจวนทั่ว ๆ ไป แต่พวกนางกลับถูกฝึกให้เป็นผู้ช่วยของเหยียนซีแทน ทั้งสองถูกสอนให้เรียนรู้เรื่องการทำบัญชีก่อน จากนั้นก็ได้เรียนเรื่องกฎเกณฑ์ต่าง ๆ จากภรรยาของหลิวจงเซี่ยว
ในจวนไม่มีใครอยู่ ดังนั้นจี๋เสียงจึงเข้าไปในห้องครัวเพื่อหาอะไรให้ท่านหญิงทาน ส่วนภรรยาของหลิวจงเซี่ยวก็ยกชามหมี่ไก่ตุ๋นออกมา
เด็กสาวได้กินอาหารไปเพียงมื้อเช้าเท่านั้น เธอหิวจนตาลาย หมี่ไก่ตุ๋นน้ำแกงชามหนึ่งหมดลงในเวลาไม่นาน เมื่อท้องอิ่มแล้วเหยียนซีก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น เธอเริ่มคิดถึงตำราสตรีที่ได้รับมาเมื่อคืนนี้
เธอรู้ดีว่าในยุคโบราณ ก่อนการแต่งงานออกเรือนของสตรี ว่าที่เจ้าสาวจะได้รับคำสอนที่จำเป็นบางอย่างจากครอบครัว ในฐานะที่กำลังจะต้องเตรียมตัวเป็นมารดาในอนาคต
นางเหอส่งตำราคำสอนสตรีให้นาง ตอนที่รับมาตนก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จึงเก็บไว้อ่านเพียงลำพังเมื่อไม่มีใครอยู่ด้วยเท่านั้น ตอนนี้ท้องอิ่มสบายดีแล้ว ดังนั้นจึงคิดจะเอามันออกมาตรวจดู
เมื่อเปิดออกดูก็พบว่ามีภาพที่สมจริงมากอยู่ภายใน มันเป็นอะไรที่ทั้งชีวิตเธอไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อดูแล้วก็ต้องหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตนเอง “มันไม่ยากไปหรือ”
ทว่าทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงจากคนข้างกายดังขึ้น “ไม่ยากหรอก มีข้าอยู่ที่นี่ทั้งคน”