ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 356 รางวัลจากจักรพรรดิ
บทที่ 356 รางวัลจากจักรพรรดิ
“คุณหนู ใต้เท้าและคนอื่น ๆ อยู่ที่ไหนหรือขอรับ” เหยียนเฟิงไม่กล้าขอให้เหยียนซีหยุดจู้จี้เรื่องของตน จึงเลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาขึ้นมาแทน
“พวกเรารวมเข้ากับกลุ่มกบฏ แม่ทัพโจวหงนำกองทัพของเขากับกลุ่มคนไปช่วยเหลือช่องเขาฮูเหล่า ส่วนพี่เอ้อร์หลางรีบกลับไปยังอำเภอซินเย่ เพื่อตรวจดูจำนวนเสบียงที่มีอยู่ในโรงเก็บสินค้า พร้อมหาทางช่วยเหลือผู้ประสบภัย ยามนี้เหลียวโจวกำลังตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย การกบฏของอันอ๋องครั้งนี้ ขุนนางส่วนใหญ่ในเหลียวโจวเข้าร่วมด้วย ทำให้ไม่มีนายอำเภอคนไหนเหลือปฏิบัติหน้าที่อยู่เลย …เหยียนเฟิง ยามนี้เจ้ามีศักดินากว่าพันครัวเรือนแล้ว”
“พันครัวเรือนงั้นหรือขอรับ?” เหยียนเฟิงสงสัย
“ถูกต้อง มีพระราชโองการออกมาว่าหากสังหารอันอ๋องตัวปลอมได้สำเร็จ จะได้รับเงินรางวัลหนึ่งพันตำลึงและศักดินาพันครัวเรือน ตำแหน่งทางราชการของเจ้าสูงมาก ตอนนี้เจ้าเป็นเจ้านายของคนพันครัวเรือน แม้แต่พี่เอ้อร์หลางก็ยังต้องโค้งคำนับแก่เจ้าแล้ว ฮ่า ๆ” เหยียนซีบอกชายหนุ่มอย่างมีความสุขเกี่ยวกับศักดินาพันครัวเรือน
เธอถามหลิวเหิงว่าศักดินาพันครัวเรือนนั้นเป็นอย่างไร ปรากฏว่าศักดินาพันครัวเรือนนั้นมีทั้งผู้ที่รับตำแหน่งและไม่มีตำแหน่งทางราชการ ตนกำลังจะมีพี่ชายที่เป็นขุนนางขั้นห้าในฝ่ายกลาโหม
“ในอนาคตเสี่ยวหลิ่วและข้าจะมีคนให้พึ่งพาได้แล้ว เรามีพี่ชายเป็นขุนนางขั้นห้า และเรายังเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างเป็นทางการแล้วด้วย หากใครที่มารังแกเราอีกข้าจะไปฟ้องเจ้า”
“ข้าจะฆ่ามันแน่ขอรับ”
“อืม…” เหยียนซีจินตนาการถึงความสุข หลังจากที่ถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งมานาน ตอนนี้ตนจะได้เอาคืนผู้อื่นบ้างแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนเฟิง เธอก็หยุดอย่างกะทันหัน “แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องฆ่าพวกเขาทั้งหมด ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ข้าบอกท่านลุงเกี่ยวกับเรื่องของเจ้าและเสี่ยวหลิ่วแล้ว เนื่องจากข้าเป็นทายาทคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของตระกูลเหยียน ดังนั้นเจ้าเคารพการตัดสินใจของข้า”
แน่นอนว่าหัวหน้าสวียังถามไถ่เรื่องต่าง ๆ จากเธออีกมากมาย เป็นต้นว่า เหยียนเฟิงและเหยียนหลิ่วเป็นใครมาจากไหน เคยเจอเรื่องอะไรมาบ้างในชีวิต ท้ายที่สุดเมื่อเหยียนซีกล่าวว่า “ข้าเป็นบุตรคนเดียวของท่านพ่อท่านแม่ และข้าก็ไม่ใช่บุตรชายเสียด้วยซ้ำ” เมื่อหัวหน้าสวีคิดว่าน้องสาวและน้องเขยของเขาไม่สามารถมีทายาทเพิ่มได้อีกแล้ว เขาจึงตอบตกลงทันที
“เมื่ออาการบาดเจ็บของเจ้าหายดี เราจะเดินทางไปที่บ้านเกิดเพื่อทำความเคารพท่านพ่อและท่านแม่ของข้า เจ้าและเหยียนหลิ่วก็จะต้องไปร่วมทำความเคารพด้วย จากนี้ไปข้าจะนับถือเจ้าทั้งสองเป็นพี่ชายและพี่สาว”
คำพูดของเด็กสาวสะเทือนใจของเขาเล็กน้อย หลังจากที่นางช่วยตนและเหยียนหลิ่วมาแล้ว นางก็ปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับเป็นเด็กที่อยู่ในความปกครอง ในชั่วพริบตา เขากำลังจะกลายเป็นพี่ชาย ส่วนนางจะเป็นน้องสาว เขากำลังจะอาวุโสกว่า เรื่องนี้ทำให้เหยียนเฟิงรู้สึกวูบโหวงในใจ
เหยียนเฟิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “เอาละ ข้าคือคนสกุลเหยียน” เขาใช้สกุลเหยียน และเป็นพี่ชายที่มีน้องสาวสองคนที่นี่ เขาไม่ใช่คนไร้เบื้องหลังอีกต่อไป ตนจะไม่ให้ใครมารังแกพวกนางได้เป็นอันขาด!
หลังจากดูชายหนุ่มกินน้ำแกงเรียบร้อยแล้ว เธอก็ช่วยให้เขาเอนตัวลงนอนราบ จากนั้นเหยียนซีก็ออกไปอีกครั้ง ตอนนี้เด็กสาวเองก็ยุ่งมากเช่นกัน หลิวเหิงไปดูแลการบรรเทาทุกข์ของชาวบ้านที่ซินเย่ ส่วนเธอยังอยู่ที่รุ่นอันกับผู้เฒ่าหวูโถว ฟางหมิงอี้ และคนอื่น ๆ เพื่อดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และกำลังยุ่งอยู่กับการเปิดโรงน้ำชาอวี่เซิ่นเพิ่มอีก
คืนนั้นเหยียนเฟิงนึกถึงสิ่งที่อันอ๋องพูดเอาไว้ก่อนจะถูกสังหารจึงได้เอ่ยกับเหยียนหลิ่ว “เสี่ยวหลิ่ว ข้าขอโทษด้วย เว่ยกวงสวีบอกข้าว่าจะบอกเรื่องครอบครัวที่แท้จริงของเรา…” เขาไม่ต้องการปล่อยอันอ๋องเว่ยกวงสวีไป และไม่ต้องการค้นหาตระกูลที่แท้จริง
เหยียนหลิ่วส่ายหน้า “พี่ชาย หากเป็นข้าที่อยู่ที่นั่น ข้าก็จะเลือกทำเช่นเดียวกับท่านอย่างแน่นอน เราน่าจะอายุได้หกถึงเจ็ดปีตอนที่เข้าร่วมฝึกใช่หรือไม่ บางทีพ่อแม่ของเราอาจจะไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เขาว่า พวกเขาอาจจะเป็นผู้ที่ยินยอมส่งพวกเราไปที่นั่นเองก็เป็นได้ …ข้าจำไม่ได้เลยว่าพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร อีกทั้งยังจำเรื่องในวัยเด็กไม่ได้แม้แต่น้อย เรื่องราวที่ข้าจำได้ทั้งหมดในยามนี้คือเรื่องราวของครอบครัวในหมู่บ้านหยางซาน”
ในเมื่อลืมเลือนไปแล้วก็ควรจะปล่อยให้มันผ่านไป
ในค่ายฝึกหน่วยกล้าตายทั้งหมด มีเพียงพวกเขาที่เป็นพี่น้องกัน หากเด็กทั้งสองถูกลักพาตัวไปพร้อมกัน พวกเขาจะไม่สามารถดูแลลูกได้ทั้งคู่เลยเชียวหรือ
หลังจากที่อยู่ในค่ายฝึกหน่วยกล้าตายมาเป็นเวลานาน เหยียนหลิ่วและเหยียนเฟิงก็ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันมานานแล้ว คุณหนูและใต้เท้าดีต่อพวกเขามากจริง ๆ เหตุใดพวกเขาจะต้องละทิ้งความสุขเหล่านี้ เพื่อย้อนกลับไปหาครอบครัวที่ไม่แน่ชัดว่าเป็นอย่างไรด้วย
เหยียนเฟิงโล่งใจที่ได้ยินคำพูดของเหยียนหลิ่ว
ความยุ่งวุ่นวายเดินทางมาหาพวกเขาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เดือนสิบสองมาถึง
เดือนสิบสองมักนำพาข่าวดีมาเสมอ
โจวหงรีบเดินทัพไปที่ช่องเขาฮูเหล่า พร้อมกับกองทัพปราบกบฏเพื่อต่อสู้กับข้าศึกทางเหนือ เหล่าข้าศึกทางเหนือไม่มีความตั้งใจที่จะสู้รบในช่วงฤดูหนาว เมื่อได้ทราบข่าวว่าอันอ๋องพ่ายแพ้ไปแล้ว พวกเขาจึงรีบล่าถอยแต่ก็ต้องสูญเสียกองกำลังบางส่วนไปไม่น้อย
เว่ยหวนกับสวีเฉิงกานถูกผู้ลี้ภัยรุมทุบตีจนเสียชีวิตในพื้นที่รกร้างระหว่างทาง เนื่องจากหลิวเหิงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เหลียงอวี่ตงเองก็ยุ่งอยู่กับการปราบปรามกลุ่มกบฏ จึงไม่ส่งใครไปตามดูพวกเขา เมื่อมีข่าวว่าทั้งสองหายตัวไปและไม่ทราบที่อยู่ล่าสุด ทุกคนจึงสรุปว่าทั้งสองกลัวความผิดและหลบหนีไปแล้ว
ตำแหน่งเจ้าเมืองเฉิงโจวว่างลง เว่ยเฉิงจึงเรียกตัวเผยซิ่วให้กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเฉิงโจว หลังจากที่ออกไปประจำการอยู่ในพื้นที่ห่างไกลมานาน
อาจารย์และศิษย์ที่ห่างกันมาหลายปี ไม่คิดว่าจะได้พบกันอีกครั้งในดินแดนทางเหนือ หลิวเหิงรีบไปเฉิงโจวเพื่อพบเผยซิ่ว ทั้งสองพูดคุยกันทั้งคืน อีกทั้งเผยซิ่วยังกำชับให้ชายหนุ่มทำหน้าที่รับใช้ราชสำนักต่อไปและอย่าได้หย่อนยาน
หลิวเหิงได้รับพระราชโองการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการณ์เจ้าเมืองเหลียวโจว เขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผู้ลี้ภัยด้วยการเปิดยุ้งฉาง และคืนอาหารที่ผู้ลี้ภัยลงบัญชีฝากไว้ทุกรายการ เพื่อให้ชาวบ้านนำกลับไปบ้านเกิดเพื่อเตรียมตั้งถิ่นฐานใหม่
ในบรรดาคนทั้งหมด ผู้ที่มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือมากที่สุดคือพ่อค้าเกลือที่เคยเดินทางเข้าออกจากซินเย่มาก่อน
หลิวเหิงเชิญพวกเขาไปร่วมมื้ออาหารที่อิงเฉิง พ่อค้าเกลือเหล่านี้บริจาคเงินจำนวนมากอีกครั้ง เงินทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ชายหนุ่มติดต่อกับคาราวานพ่อค้าหลายรายผ่านโรงน้ำชาอวี่เซิ่น จากนั้นก็มอบเมล็ดข้าวให้ที่โรงน้ำชา
บัลลังก์ของเว่ยเฉิงยังไม่ถูกสั่นคลอน และเหยื่อจากความวุ่นวายในเหลียวโจวก็เริ่มได้รับการบรรเทาทุกข์แล้ว ตอนนี้ฝ่าบาททรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังพระราชทานฎีกาลับมาถึงหลิวเหิง ว่าความผิดฐานถ่ายทอดพระราชบัญชาลับเท็จของเขาจะถูกลบเลือนไป
เหยียนซีรู้สึกว่าจักรพรรดิองค์ใหม่เป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการจับเสือมือเปล่าอยู่เสมอ
หลังจากที่เหยียนเฟิงหายจากอาการบาดเจ็บ หัวหน้าสวีก็พาพวกเธอไปที่หลุมศพของเหยียนหมิ่นจงและภรรยาของเขาเพื่อทำความเคารพ
ถึงจะเรียกว่าสุสานแต่ความจริงแล้วก็เป็นเพียงสุสานที่ว่างเปล่าเท่านั้น
เหยียนหมิ่นจงเสียชีวิตที่ช่องเขาฮูเหล่า และร่างของเขาก็ถูกแขวนไว้ที่กำแพงเมืองโดยข้าศึกป่าเถื่อนทางเหนือ พร้อมกับทหารอีกสิบเจ็ดนายที่พยายามปกป้องเมือง เมื่ออันอ๋องนำทัพไปยังช่องเขาฮูเหล่า พวกเขาก็โยนศพเหล่านั้นลงมาจากกำแพง เมืองทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยภูเขาซากศพและทะเลโลหิต จึงไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นใคร และอันอ๋องไม่มีเจตนาจะช่วยตามหาพวกเขา ทำให้ไม่มีใครรู้เช่นกันว่านางสวีถูกสังหารอยู่ที่ไหน
หัวหน้าสวีเลือกที่จะตั้งสุสานของทั้งคู่ไว้ที่สุสานประจำตระกูลเหยียน
ช่วงเคารพหลุมศพนี้ เว่ยเฉิงได้ส่งผู้แทนเดินทางไปยกย่องเหยียนหมิ่นจงและภรรยาของเขาที่หลุมศพ สำหรับคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ในการยอมเสียสละชีวิตเพื่อแคว้น เหยียนหมิ่นจงได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางขั้นหนึ่ง ตำแหน่งมหาราชครู และได้รับตราเชิดชูเกียรติจากราชสำนัก ส่วนตระกูลเหยียนได้รับพระราชทานรางวัลเป็นจวนใกล้กับวังหลวง
ในฐานะที่เป็นทายาทของทั้งคู่ เหยียนซีจึงได้รับบรรดาศักดิ์ให้เป็นท่านหญิงอี๋เจียจากเว่ยเฉิง และได้รับพระราชทานศักดินาร้อยครัวเรือน
เหอหมิงเฉวียนและหัวหน้าสวีมีส่วนร่วมอย่างมากในการปราบกบฏอันอ๋อง พวกเขาเคยรายงานเรื่องที่อันอ๋องฝึกหน่วยกล้าตายและสะสมกองกำลังอย่างลับ ๆ มาก่อน ตอนนี้ทั้งสองได้รับความดีความชอบจากวีรกรรมในครั้งนั้นด้วย เหอหมิงเฉวียนได้รับตำแหน่งแม่ทัพรักษาการณ์เมืองอิงเฉิง ส่วนหัวหน้าสวีรับตำแหน่งนายอำเภอซินเย่
ตามรับสั่งของจักรพรรดิก่อนหน้านี้ เหยียนเฟิงได้รับรางวัลเป็นเงินหนึ่งพันตำลึงและศักดินาหลายพันครัวเรือน เขารับเครื่องแบบขุนนางพร้อมตราประทับประจำตัวอย่างเป็นทางการ เว่ยเฉิงเรียกตัวชายหนุ่มเข้าไปที่เมืองหลวงโดยตรง และให้เขาทำหน้าที่ดูแลค่ายทหารที่ชานเมืองหลวง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะฝึกเขาให้เป็นราชองครักษ์คนสนิท และบัญชาการกองทหารในเมืองหลวง
ในคราวแรกชายหนุ่มยังลังเลเล็กน้อย เพราะต้องการที่จะอยู่ในเหลียวโจวกับหลิวเหิงและเหยียนซีต่อไป
แต่เหยียนซีคิดว่าเรื่องนี้นับเป็นโอกาสที่ดี เธอจึงแบ่งผลประโยชน์คราวนี้ออกเป็นส่วน ๆ แล้วเริ่มเอ่ยกับอีกฝ่าย “ลองคิดดูสิ ฝ่าบาทพระราชทานจวนประจำตัวขุนนางขั้นหนึ่งให้แก่เรา หากไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นั่น จวนหลังนั้นก็จะสูญเปล่า น่าเสียดายที่จะไม่มีคนช่วยดูแลบ้านให้ท่านพ่อ ท่านกับพี่สาวกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อซ่อมแซมดูแลจวนให้ข้าได้หรือไม่ เมื่อกลับไปเมืองหลวงพวกเราจะได้มีที่อยู่ที่เหมาะสม”
เหยียนเฟิงเห็นด้วย แต่เหยียนหลิ่วยังกังวลเล็กน้อย “จะเป็นอย่างไรหากมีคนไม่ดีมาทำร้ายเมื่อข้าไม่ได้อยู่กับคุณ… กับซีเอ๋อร์ ข้าอยากจะอยู่ที่นี่ก่อน”
“ไปด้วยกันทั้งคู่เถอะ กลับเมืองหลวงกันไปก่อน” เหยียนซีให้ทุกคนกลับไป “พี่ชายอยู่ค่ายทหาร ส่วนพี่สาวช่วยดูแลจวน พี่เอ้อร์หลางกับข้ายังไม่สามารถกลับไปได้ หากพวกท่านกลับไปก่อนก็จะช่วยข้ากับพี่เอ้อร์หลางได้มาก มันคงจะดีกว่าหากมีคนไปบอกท่านป้าและป้ากู้เกี่ยวกับชะตากรรมของตระกูลสวี”
คราวนี้ตระกูลสวีสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ และมีหลักฐานเป็นข้อมูลที่หลิวเหิงรวบรวมได้ด้วยตนเอง เพื่อชี้ให้เห็นว่าตระกูลสวีและอันอ๋องสมรู้ร่วมคิดกัน
เมื่อกองทัพของโจวหงกลับไปยังที่ว่าการ สวีอวี้หรงก็ถูกคุมตัวกลับไปยังเมืองหลวงด้วยกัน คราวนี้ตระกูลสวีจะต้องถูกประหารอย่างแน่นอน
เมื่อเหยียนหลิ่วได้ยินเรื่องนั้น สองพี่น้องจึงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม หลังจากผ่านไปหลายปี ในที่สุดความแค้นของท่านป้าและป้ากู้ก็ได้รับการชำระแล้ว
เหยียนเฟิงและเหยียนหลิ่วติดตามกองทัพปราบกบฏของโจวหงไป หลิวเหิงและเหยียนซีกล่าวอำลาทั้งคู่ ชายหนุ่มมองหลิวเหิงและเอ่ยขึ้น “เสี่ยวหลิ่วและข้าจะกลับมาอีกครั้งเพื่อร่วมงานแต่งงานของซีเอ๋อร์นะขอรับ”
มันไม่ใช่การสนทนากันระหว่างหลิวเหิงกับเหยียนเฟิงในฐานะคนในบ้านเดียวกัน แต่เป็นการพูดในฐานะของพี่ชายของว่าที่เจ้าสาว
หลิวเหิงเอามือแตะจมูก จู่ ๆ เขาก็มีพี่ของว่าที่ภรรยาอย่างไม่ทันตั้งตัว จึงทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย “เมื่อลงหลักปักฐานได้ที่อิงเฉิงแล้ว เราจะแจ้งวันแต่งงานไปที่เมืองหลวง”
เหยียนเฟิงพยักหน้ารับ เดิมทีเขาต้องการให้เด็กสาวกลับไปที่เมืองหลวงและแต่งงานที่นั่น แต่เมื่อพิจารณาว่าหลิวเหิงยังอยู่ในตำแหน่งเจ้าเมือง และไม่สามารถย้ายกลับไปได้ การแต่งงานจึงสามารถจัดงานที่อิงเฉิงได้เท่านั้น