ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 355 ข้าเป็นคนสกุลเหยียน
บทที่ 355 ข้าเป็นคนสกุลเหยียน
หน่วยอารักขาที่มาพร้อมอันอ๋องอาจจะเป็นหน่วยกล้าตายทั้งสิ้น ทุกคนมีฝีมือในการต่อสู้มาก เมื่อเห็นว่ามีหน่วยกล้าตายหลายคน เหอหมิงเฉวียนและเฉวียจือจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ถอยออกมาก่อน แล้วพวกตนเองเข้าไปต่อสู้แทน
เหยียนเฟิงที่ไล่หลังมาไม่ได้สนใจที่จะทักทายเหยียนซีและคนอื่น ๆ เขาตรงเข้าไปหาเว่ยกวงสวีที่อยู่ด้านข้างพร้อมอาวุธในมือ
อาจิ่วเหลือบมองและรีบละมือจากเหยียนหลิ่วไปสกัดกั้นเหยียนเฟิง
เหยียนเฟิงไม่สนใจการจู่โจมของอาจิ่ว เขาสนใจแต่เพียงการพยายามสังหารอันอ๋องเป็นอย่างแรก ท่าทางเช่นนี้เป็นลักษณะปกติของหน่วยกล้าตาย
เมื่อเห็นภาพนั้นอันอ๋องก็ตกใจและถอยออกไปสองสามก้าว
เหยียนหลิ่วรีบเข้าไปสกัดดาบของอาจิ่ว “พี่ชาย ท่านระวังตัวด้วย!”
“มันฆ่าบิดาของคุณหนู!” เหยียนเฟิงพูดออกมาคำหนึ่ง และรีบรุดผ่านอาจิ่วไปอย่างรวดเร็ว
เหยียนหลิ่วตกตะลึงทันที และเข้าใจว่าพี่ชายของตนกำลังหมายถึงสิ่งใด
อันอ๋องเว่ยกวงสวีสังหารบิดาคุณหนู พวกเขาจึงต้องช่วยคุณหนูแก้แค้นให้ได้!
หลังจากที่เหยียนหลิ่วได้ยินเช่นนั้น นางก็สูญเสียความเยือกเย็นและพุ่งเข้าไปต่อสู้กับอาจิ่วทันที
“คุ้มกันท่านอ๋อง รีบหนีไปซะ!” อาจิ่วก็ไม่ต่างจากเหยียนเฟิง เขาเองก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะแลกคมดาบกับเหยียนหลิ่วอย่างไม่คิดถึงตนเอง เหยียนหลิ่วเองก็ไม่ยอมถอย นางพยายามสกัดเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา ดังนั้นอาจิ่วจึงทำได้เพียงตะโกนสั่งให้คนอื่น ๆ พาอันอ๋องหนีไป
หน่วยอารักขาช่วยกันสกัดเหอหมิงเฉวียนให้ถอยออกไป อันอ๋องดึงดาบออกมาจากตัวชุยถงเหอแล้วหนีไปในป่ารกทึบ
เหอหมิงเฉวียนและเฉวียจือพยายามจะไล่ตามไป แต่ถูกอาจิ่วขวางไว้ด้วยตัวเอง เหอหมิงเฉวียนกับคนอื่น ๆ มีฝีมือไม่น้อย ทำให้อาจิ่วไม่สามารถตามพรรคพวกไปได้ระยะหนึ่ง
ส่วนเหยียนเฟิงนั้นไล่ตามอันอ๋องไปตามทาง หน่วยอารักขาบางคนพยายามหยุดเขา แต่ไม่มีใครต้านทานความกระหายเลือดดังพยัคฆ์คลั่งของชายหนุ่มลงได้เลย เมื่อไล่ล่าไปถึงยอดเขา เหยียนเฟิงก็มีสภาพราวกับไปวิ่งลุยบ่อโลหิตมา บาดแผลเกิดขึ้นตามร่างกายเป็นจำนวนไม่น้อย ฝ่ายอันอ๋องเองก็เสียหน่วยอารักขาคนสุดท้ายไปแล้ว
เหยียนเฟิงดึงกริชของศัตรูที่เสียบทะลุอกอยู่ออกมา โลหิตสีแดงฉานไหลออกมาอย่างรุนแรงราวกับลูกธนู เขายกมือขึ้นกุมปากแผลและชี้ดาบไปทางอันอ๋อง
อันอ๋องถอยหลังไปสองสามก้าว ข้างหลังเขาคือหน้าผาที่เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมา เมื่อเห็นเหยียนเฟิงใกล้เข้ามาเพื่อหมายจะเอาชีวิตตน เขาก็เริ่มเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา “ปล่อยข้าไปเถอะ แล้วข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างงาม ทองคำพันตำลึง! …ไม่สิหมื่นตำลึงดีหรือไม่!”
ชายหนุ่มตรงเข้าไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แม้แต่หัวคิ้วก็ยังไม่ขยับ
“อย่าฆ่าข้าเลย! ไว้ชีวิตข้า แล้วข้าจะเล่าเรื่องครอบครัวของเจ้าให้รู้! บิดามารดาของเจ้า..”
“บิดามารดาหรือ?” เหยียนเฟิงตกตะลึง
“ใช่! มีบันทึกที่มาของหน่วยกล้าตายแต่ละคนทั้งหมด มีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ว่าบันทึกนั่นอยู่ที่ไหน” เมื่อจวนอันอ๋องคัดเลือกคนมาฝึกเป็นหน่วยกล้าตาย แม้บางคนจะถูกซื้อตัวมา แต่ก็มีไม่น้อยที่ลักพามาจากครอบครัว ขอเพียงเป็นเด็กที่มีร่างกายและกระดูกในลักษณะที่ต้องการ อันอ๋องก็ไม่ได้สนใจว่าพ่อแม่หรือครอบครัวของพวกเขาจะยินยอมหรือไม่
“หากเจ้ายอมปล่อยข้าไป ข้าจะมอบเงินทั้งหมดนั่นให้เจ้า และเจ้าก็ยังจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับครอบครัวตนเองด้วย ข้าจำได้ว่าเวลานั้นครอบครัวเจ้าก็ดีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน…อ๊อก!” อันอ๋องมองดาบของเหยียนเฟิงที่แทงเข้ามาในอก การแสดงออกของเขาไม่ต่างจากชุยถงเหอยามที่รู้ตัวว่าถูกแทงด้วยดาบก่อนหน้านี้เลย เขามองเหยียนเฟิงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เหยียนเฟิงไม่เข้าใจว่า การมีครอบครัวที่ยิ่งใหญ่จะสำคัญต่อเขาอย่างไรงั้นหรือ?
คนที่เคยเป็นหน่วยกล้าตายในจวนอันอ๋องเช่นเขา ย่อมรู้ดีว่าอันอ๋องซ่อนเงินเอาไว้มากเพียงใดไม่ใช่หรือ?
เหยียนเฟิงดึงดาบกลับออกมา และก้าวเข้าไปประชิดอันอ๋อง ชายหนุ่มมองฝ่ายตรงข้ามแล้วเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้าเป็นคนสกุลเหยียน!”
เหยียน?
อันอ๋องนึกถึงสิ่งที่เหยียนเฟิงพูดกับเหยียนหลิ่วเมื่อครู่นี้ …อีกฝ่ายต้องการล้างแค้นให้เหยียนหมิ่นจงงั้นหรือ?
แม้จะสับสนเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงใด แต่เขาก็ไม่สามารถคิดอะไรได้อีกแล้ว อันอ๋องล้มลงไปและไม่ลุกขึ้นมาอีก
เหยียนเฟิงนั่งลงบนพื้น ก่อนจะหอบหายใจถี่กระชั้น เขาพยายามเอาแถบผ้าออกมาพันแผลเพื่อห้ามเลือดให้ได้มากที่สุด
แม้บนยอดเขาแห่งนี้จะหนาวเย็นเพียงใด ทว่าเขาก็ไม่สามารถอดทนได้จนต้องนั่งลงที่พื้น
เมื่อชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็มองเห็นม่านเตียงสีน้ำเงินอยู่ตรงหน้า ทันทีที่ยันมือลงที่พื้นเตียงเพื่อลุกขึ้นนั่งก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก
เหยียนหลิ่วนั่งอยู่ข้างหน้าต่างตรงข้ามเตียง นางรีบสาวเท้าเข้ามาทันทีที่ได้ยินเสียงดัง และพบว่าเหยียนเฟิงฟื้นแล้ว ทว่ามีใบหน้าซีดเซียว ดังนั้นจึงรีบเข้าไปดูแผลที่หน้าอกของเขา แต่ก็พบว่าก็ไม่ได้กลิ่นคาวเลือด โชคดีที่แผลไม่ได้เปิดอีก
“กี่วันแล้ว”
“พี่ ท่านหมดสติมาสองวันแล้ว ท่านหมอบอกว่าท่านอาจจะหลับไปสามวัน ที่นี่คือจวนแม่ทัพเหลียงในรุ่นอัน คุณหนูให้หมอหลายคนมาช่วยกันรักษาอาการท่าน ท่านหมอบอกว่าบาดแผลยังไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เสียเลือดไปมาก ยิ่งไปกว่านั้นอาการบาดเจ็บที่หน้าอกนั้นอันตรายมาก หากลึกกว่านี้อาจจะทำลายปอดได้” เหยียนหลิ่วเอ่ยเสียงเบา ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดี
เหยียนซีถือถาดอาหารและเดินเข้ามาที่ประตู เมื่อได้ยินเสียงเหยียนหลิ่วพูดจึงรู้ว่าเหยียนเฟิงฟื้นแล้ว “เสี่ยวหลิ่ว เหยียนเฟิงตื่นแล้วงั้นหรือ บาดแผลเขาเป็นอย่างไรบ้าง ให้ท่านหมอมาดูอาการเร็วเข้า”
“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเรียกท่านหมอมาดูอาการอีกครั้ง” เหยียนหลิ่วรีบออกไปตามท่านหมอมา
เนื่องจากเหยียนเฟิงบาดเจ็บสาหัส เหยียนซีจึงให้เขาพักอยู่ใกล้ ๆ มือหมอ ทำให้เหยียนหลิ่วสามารถออกไปเรียกท่านหมอมาได้ทันที
หมอชราท่านหนึ่งมาตรวจชีพจรของชายหนุ่ม จากนั้นก็เปิดผ้าพันแผลดูและเอ่ยชมขึ้นมา “เจ้าหนุ่มนี่คงมีร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษสินะ”
บาดแผลของเขาสาหัสมาก แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังดูสงบนิ่งและไม่โอดครวญ หากเป็นคนอื่นคงจะร้องครวญคราง แม้จะไม่ถึงขั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดไปแล้ว ทว่าเหยียนเฟิงกลับนิ่งสนิทราวกับว่าตนสบายดี เพียงแต่ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย ประหนึ่งว่าเป็นแผลเล็ก ๆ เท่านั้น
เหยียนซีเองก็เห็นแผลของเหยียนเฟิงเช่นกันจึงถามขึ้น “ท่านหมอ ท่านช่วยเขียนใบสั่งยาแก้ปวดให้เขาได้หรือไม่เจ้าคะ เลือกสั่งยาชั้นดีทุกขนานได้เลย ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องเงิน” อย่างไรก็ควรจะช่วยไม่ให้เขารู้สึกเจ็บปวดและต้องทนทรมานมากเกินไป
“ขอรับ ข้าจะเปลี่ยนใบสั่งยาให้เดี๋ยวนี้” หมอชรารับคำ ก่อนจะไปนั่งลงที่โต๊ะแปดเหลี่ยมริมหน้าต่าง และเอาพู่กันมาเขียนใบสั่งยา จากนั้นก็เอาตลับกระเบื้องเคลือบออกมา “นี่คือยาทาภายนอกสำหรับลดปวดและห้ามเลือด หลังจากทำความสะอาดแผลทุกวัน ให้โรยยานี้ลงบนแผลเป็นประจำด้วยนะขอรับ”
เหยียนซีและเหยียนหลิ่วรับคำ และจำที่ท่านหมอบอกทุกขั้นตอน จากนั้นเหยียนหลิ่วก็ไปส่งท่านหมอกลับ ส่วนเด็กสาววางถาดอาหารไว้ที่โต๊ะข้างเตียง “เหยียนเฟิง ให้ข้าช่วยพยุงเจ้าลุกขึ้นมากินน้ำแกงสักหน่อยเถอะ เจ้าจะต้องหิวแน่ ๆ ไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว”
ชายหนุ่มจะยอมให้เหยียนซีเป็นคนช่วยเขาได้อย่างไร ระหว่างที่นางวางถาดอาหารลง เขาก็พยายามยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง
เหยียนซีเข้าใจว่าคนโบราณให้ความสำคัญเรื่องระยะห่างระหว่างบุรุษและสตรีมาก ดังนั้นตนจึงไม่ได้บังคับอีกฝ่าย เพียงเอาหมอนมารองหลังให้ แล้วเริ่มเอาแกงที่ใส่สมุนไพรบำรุงเลือดลมมาเปิดฝา “ช่วงนี้เจ้าต้องดูแลตนเองให้ดี ท่านหมอบอกข้าเรื่องอาหารแล้ว มีหลายอย่างที่ทำเป็นอาหารบำรุงร่างกายได้ ข้าจะเตรียมให้เอง” เธอยื่นชามให้เขาแล้วพูดต่อ “กินเสียตอนที่ยังร้อน อาการจะได้ดีขึ้น อุ่นท้องแล้วจะได้กินยา”
เหยียนเฟิงรับคำในลำคอและเริ่มจิบน้ำแกงช้า ๆ
เด็กสาวปรุงน้ำแกงถ้วยนี้ด้วยสมุนไพรหลากชนิดที่ช่วยบำรุงโลหิต มันเป็นน้ำแกงกระดูกหมูที่ใส่โสมคน พุทราแห้ง ลำไยแห้ง และเก๋ากี้ เธอเริ่มตั้งหม้อต้มตั้งแต่เขายังไม่ฟื้นเมื่อวานนี้ และวันนี้ก็เอาออกมาต้มอีกครั้งจนเนื้อหมูเปื่อยหอม น้ำแกงกระดูกหมูไม่มีกลิ่นเหม็นยาสมุนไพร และรสชาติก็กลมกล่อมมาก
เหยียนเฟิงหิวมาก หลังจากกินเสร็จแล้วก็มองไปยังชามใบใหญ่ในถาดอย่างลังเล
เมื่อเห็นดังนั้นเหยียนซีจึงรู้ว่าเขาต้องการอาหารเพิ่มอีก จึงตักน้ำแกงที่เหลือในชามใบใหญ่ใส่ถ้วยเล็กส่งให้ “กินหมดนี่แล้วพักสักหน่อยค่อยดื่มยา ข้าเตรียมโจ๊กลูกเดือยไว้บนเตาแล้ว คงพอดีกับมื้อเย็น”
“คุณหนูลำบากเกินไปแล้วขอรับ”
“จะลำบากได้อย่างไรเล่า ถึงเจ้าจะต้องการช่วยข้าล้างแค้นให้บิดาเพียงใด แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องไล่ตามศัตรูอย่างเอาเป็นเอาตายเพียงลำพังเช่นนั้นเลย หากเกิดอันตรายกับเจ้าเล่า ข้าบอกเจ้าเสมอไม่ใช่หรือว่าความปลอดภัยของเจ้าสำคัญที่สุด…” เหยียนซียังคงรู้สึกหวาดหวั่นในใจยามนึกถึงภาพเขาที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นในภูเขาเมื่อตามไปพบ