ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 354 เรื่องบังเอิญ
บทที่ 354 เรื่องบังเอิญ
เหอหมิงเฉวียนและหัวหน้าสวียืนอยู่ข้าง ๆ เหยียนซี มองกลุ่มกบฏคุกเข่าและคำนับที่หน้าผาทีละคน พวกเขาได้ยินเสียงกู่ร้องจากฝั่งรุ่นอัน ก่อนที่กลุ่มกบฏจะตกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย
คนที่ตื่นเต้นที่สุดคือหัวหน้าสวี เขาคิดเรื่องนี้มามากกว่าสิบปี อีกทั้งยังพยายามหาทางล้างแค้นให้ครอบครัวน้องสาว และช่วยน้องเขยกอบกู้เชื่อเสียงกลับคืนมา และดูเหมือนว่าวันนี้ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปได้แล้ว
ขอบตาของเขาเริ่มร้อนผ่าว “ซีเอ๋อร์ ในที่สุดบิดาของเจ้าก็กอบกู้ชื่อเสียงคืนมาได้แล้ว” ขณะที่เขาพูดก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้ามีความสุขเหลือเกิน มีความสุขยิ่งนัก”
เหอหมิงเฉวียนคาดไม่ถึงว่าสิ่งต่าง ๆ จะพลิกผันมาเป็นเช่นนี้ได้ เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้านล่าง และเห็นกลุ่มกบฏที่เริ่มจะแตกพ่าย
เหยียนซีพบคณะขับร้องพเนจรที่ผ่านมายามค่ำคืน เธอจึงให้พวกเขาร่วมมือกับงานเหยียนหลิ่ว เพื่อสร้างปาฏิหาริย์ที่หน้าผากันตั้งแต่กลางดึกจนเกือบรุ่งเช้า
ขณะนี้พวกกบฏกำลังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
“ท่านลุง ท่านอาเหอ เรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ” เหยียนซีกระวนกระวาย เธอไม่ได้มีความสุขนัก และรีบดึงหัวหน้าสวีออกมาอย่างรวดเร็ว หากไม่รีบออกไปตอนนี้อาจจะต้องเผชิญหน้ากับคนที่อันอ่องส่งมาตรวจสอบก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้นการอยู่บนยอดเขาเช่นนี้นานเข้า ความหนาวในช่วงต้นฤดูหนาวก็ยิ่งเล่นงาน
“จริงสิ รีบไปกันเร็วเข้า!”
หัวหน้าสวีรีบนำทาง เหยียนหลิ่วอารักขาเหยียนซีให้ตามไป ส่วนเหอหมิงเฉวียน เฉวียจือ และพรรคพวกเองก็รีบลงจากเขาและหายเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว
ประตูทางใต้ของรุ่นอัน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ กำลังเสริมจากราชสำนักเดินทางมาถึงได้ทันเวลาพอดี
แม่ทัพจากราชสำนักสวมเกราะสีดำ เมื่อพวกเขาเดินทัพเข้ามาในประตูเมืองก็ได้พบกับเหลียงอวี่ตง หลิวเหิง และคนอื่น ๆ เขาลงจากหลังม้าเดินนำหน้าทุกคนมา “ข้าแม่ทัพโจวหง เป็นผู้รับพระราชบัญชาให้เป็นผู้นำทัพมาปราบกบฏในครั้งนี้”
เหลียวอวี่ตงประสานหมัดเพื่อทำความเคารพอย่างยินดี “คารวะแม่ทัพโจว แม่ทัพรักษาการณ์และกำลังพลทั้งหมดกำลังตรึงกำลังอยู่ที่รุ่นอันตามฎีกาลับ และรอกำลังเสริมจากเมืองหลวงอยู่ที่นี่ขอรับ”
ฎีกาลับงั้นหรือ?
โจวหงตะลึงเล็กน้อย ตอนที่เขาออกจากเมืองหลวง เว่ยเฉิงได้มีพระราชโองการแต่งตั้งเขาในฐานะแม่ทัพปราบกบฏเป็นการส่วนพระองค์ แต่ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งลับอื่น ๆ เลย
เมื่อหลิวเหิงเห็นว่าเหลียงอวี่ตงเอ่ยถึงฎีกาลับต่อหน้าโจวหงก็กลัวว่าจะความแตกหากเอ่ยต่อไป เขาจึงรีบก้าวไปด้านหน้าและโค้งคำนับให้โจวหงแล้วเอ่ยขัดจังหวะ “แม่ทัพโจว กบฏที่นอกประตูเมืองกำลังขัดแย้งกันเอง ข้าน้อยคิดว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการลงมือขอรับ”
หลังโจวหงได้ยินว่ากองทัพกบฏนอกประตูกำลังขัดแย้งกันเองก็มีอาการสับสน หลิวเหิงไม่คิดจะบอกอะไรเขาก่อน เพียงอธิบายสถานการณ์ของกลุ่มกบฏเวลานี้ออกมาด้วยคำพูดไม่กี่คำเท่านั้น
นี่อาจจะเป็นโอกาสที่สวรรค์มอบให้เขา โจวหงไม่รอช้า เขาสั่งการให้กองทัพออกไปหน้าป้อมประตูทันที
“แม่ทัพโจวขอรับ ทหารส่วนใหญ่ของฝ่ายกบฏเป็นชาวเหลียวโจวที่ถูกล่อลวง..” หลิวเหิงหยุดโจวหงเอาไว้แล้วเอ่ยขึ้น
โจวหงพยักหน้ารับและประกาศแก่ทุกคนให้ได้ยินทันที “ปีที่เก้าของรัชศกเทียนฉี จักรพรรดิผู้ล่วงลับได้มีพระราชบัญชาให้ส่งคนไปจับอันอ๋อง เว่ยกวงสวี และนำตัวเขากลับไปยังเมืองหลวง หลังจากที่ทำการสอบสวนแล้วก็พบว่าอันอ๋องถูกสังหารโดยคนป่าเถื่อนทางเหนือไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน อันอ๋องที่ถูกจับตัวมาจากทางเหนือเป็นเพียงตัวปลอมที่ดูคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก และตอนนี้ชายผู้นั้นยังกระทำการใหญ่โดยการตั้งใจจะก่อกบฏ จักรพรรดิทรงรับสั่งให้มีการประหารอันอ๋องตัวปลอมผู้นี้เสีย ทั้งยังตั้งค่าหัวพันตำลึง และบำเหน็จเป็นศักดินาพันครัวเรือนแก่ผู้จัดการโจรร้ายได้ ชาวบ้านที่ถูกหลอกให้เข้าร่วมการกบฏจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตราบใดที่กลับใจได้ทันเวลา!”
หลิวเหิงลอบถอนหายใจ เขาชื่นชมเว่ยเฉิงมากจนคุกเข่าลง หากประกาศทุกอย่างไปตามความจริง จักรพรรดิเทียนฉีผู้ล่วงลับจะกลายเป็นผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมประหารพระอนุชาของพระองค์เอง
การระบุว่าอันอ๋องที่เป็นผู้นำทัพกบฏคนนี้เป็นตัวปลอม จะสามารถทำให้ดำเนินการตามรับสั่งเดิมของพระองค์ได้ และสั่งการประหารอันอ๋องด้วยพระราชบัญชาได้ว่า ‘ข้าศึกทางเหนือจงใจเข้ามาแทรกแซงแคว้น’ อีกทั้งการสมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกทางเหนือและข่าวลืออื่น ๆ ยังได้รับการยืนยันแล้วด้วย
แม้แต่จดหมายที่หลิวเหิงปลอมแปลงขึ้นมาก็ยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเว่ยเฉิงยังออกประกาศว่าอันอ๋องตัวจริงถูกสังหารไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน นั่นทำให้ความสำเร็จก่อนหน้านั้นของเขาในการต่อสู้กับข้าศึกทางเหนือถูกแยกไปเป็นของอันอ๋องอีกคนในรัชสมัยของจักรพรรดิเทียนฉี และยังเป็นการรักษาเกียรติของจักรพรรดิผู้ล่วงลับอีกด้วย
นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลอีกด้วยว่าอันอ๋องจะตอบโต้หรือหลบหนีไปได้เพราะประกาศตั้งค่าหัวไปแล้ว ทั้งทหารและชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ต้องช่วยกันสังหารเขาทันทีที่พบตัว เพื่อให้ได้รับบำเหน็จก้อนใหญ่
ทันทีที่โจวหงถ่ายทอดพระราชโองการ เหล่าทหารทั้งหมดก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
โจวหงไปตรวจสอบสถานการณ์ที่ป้อมประตูทางเหนือ ทุกอย่างเป็นดังที่หลิวเหิงรายงาน นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการโจมตีจริง ๆ “เปิดประตู ออกไปปราบพวกกบฏให้สิ้นซาก!”
เสียงแตรเคลื่อนพลดังสนั่นหน้าประตูทางเหนือของรุ่นอัน ก่อนที่ประตูขนาดใหญ่จะค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ กองทัพปราบกบฏที่นำโดยแม่ทัพโจวเคลื่อนพลออกมา เหลียงอวี่ตงและกองกำลังรักษาการณ์รุ่นอันคนอื่น ๆ เองก็ไม่ได้รั้งรอ พวกเขารีบตั้งกระบวนทัพติดตามไป
หลิวเหิงเป็นขุนนางพลเรือนจึงไม่อาจร่วมทัพด้วยได้ เขาขึ้นไปที่ป้อมประตูและอ่านคำสั่งจากโจวหงต่อหน้าทัพของทั้งสองฝ่าย เมื่อทหารฝ่ายกบฏได้ยินพระราชโองการแล้วก็พบว่าอันอ๋องผู้นี้คือข้าศึกทางเหนือปลอมตัวมา
ทันทีที่อันอ๋องได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นโกรธแค้น “ไร้สาระ! ข้านี่แหละคือสายเลือดมังกร…”
ยังไม่ทันที่จะเอ่ยจบ เหยียนเฟิงก็เข้ามาประชิดตัวเขาแล้ว ผู้ติดตามข้างกายอันอ๋องไม่ทันตั้งตัวและตื่นตกใจอย่างมาก
ชุยถงเหอตะโกน “ทางนี้! อารักขาท่านอ๋องเร็วเข้า!” จากนั้นก็รีบดึงร่างอันอ๋องให้หลบออกมา
กองกำลังปราบปรามกบฏที่โจวหงเป็นแม่ทัพนั้นอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการต่อสู้ แม้พวกเขาจะเดินทางมาไกล แต่ก็ไร้ซึ่งความหย่อนยานในกระบวนทัพ ทั้งยังคงเต็มไปด้วยขวัญกำลังใจและความกล้าหาญที่จะต่อสู้ ต่างจากฝ่ายกบฏ ยามนี้อันอ๋องถูกชุยถงเหอพาตัวออกไปแล้ว แม่ทัพกับทหารระดับผู้บัญชาการนายอื่น ๆ พากันวุ่นวายคล้ายฝูงแมลงวัน พวกเขาไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร จะต่อต้านหรือยอมจำนนดี แต่ในท้ายที่สุดพวกเขาก็วางอาวุธและยอมจำนน
ในค่ายกบฏ ตู้กู้ เกิ่งฉางกุ้ย และคนอื่น ๆ พากันชักชวนพลทหารเจียงและทุกคนให้ร่วมกันต่อต้านกบฏ เมื่อเห็นว่ามีใครไม่ยินยอมก็ร่วมกันสังหารคนเหล่านั้น
กองทัพแสนนายที่เล่าลือว่าแข็งแกร่งของอันอ๋องถูกปราบปรามได้ในชั่วพริบตา
เหยียนเฟิงไม่หยุดอยู่ที่นั่น และรีบติดตามอันอ๋องกับผู้ติดตามที่หนีออกไป
ชุยถงเหอและอันอ๋องหนีเข้าไปในภูเขาอันแห้งแล้ง อาจิ่วและหน่วยกล้าตายคู่กายของอันอ๋องติดตามมาอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยหน่วยอารักขาหลายนาย พวกเขารีบขึ้นไปตามทางบนเขา แต่กลับพบกับกลุ่มของเหยียนซีที่เพิ่งลงจากยอดเขามาอย่างไม่คาดคิด
โชคไม่ดีที่เพิ่งจะหนีลึกเข้ามาในป่าได้ไม่ทันไร ก็ต้องมาพบกับคนกลุ่มใหญ่ที่นี่อีกอย่างไม่คาดไม่ถึง
อันอ๋องมองไปที่เหยียนซีกับพรรคพวก ก่อนจะมองชุยถงเหอที่อยู่ข้าง ๆ และตะโกนเสียงดัง “นี่เจ้า! เจ้ากล้าทรยศข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!” เขาเอาดาบขึ้นมาแทงชุยถงเหอด้วยตนเองจากทางด้านหลัง…
ชุยถงเหอกุมหน้าอกและมองดาบที่ทะลุออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ …เขาไม่เข้าใจเลย ทั้ง ๆ ที่ตนเองภักดีต่อท่านอ๋องตลอดมา เป็นคนที่พาอีกฝ่ายหนีออกมาที่นี่ด้วยตนเอง เหตุใดท่านอ๋องจึงตอบแทนความภักดีของเขาเช่นนี้ได้?
หัวหน้าสวีและเหอหมิงเฉวียนจำอันอ๋องเว่ยกวงสวีผู้นี้ได้ทันที “เว่ยกวงสวี ไอ้คนทรยศ!” เหอหมิงเฉวียนดึงดาบออกมาแล้วพุ่งตรงเข้าไป “ข้าจะสังหารเจ้าเพื่อเซ่นไหว้วิญญาณพี่น้องที่สละชีวิตในช่องเขาฮูเหล่า!”
พร้อมกันนั้นยังมีเฉวียจือ อาต้า และอาเอ้อร์ พวกเขารีบพุ่งเข้าไปพร้อม ๆ กับทหารกลุ่มหนึ่ง
อาจิ่วและหน่วยอารักขาพยายามขัดขืนการจับกุม
อาจิ่วเป็นคนมีความสามารถเป็นอย่างมาก เขาทำให้ทหารหลายนายได้รับบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว
ท่าทีของเหยียนหลิ่วเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นอีกฝ่าย เมื่อได้ยินเสียงร้องของผู้ที่ถูกทำร้าย นางก็เอาดาบจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมา และก้าวเข้าไปโจมตีทันที
อาจิ่วเองก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันทีที่พบนาง “ปาจิ่ว เจ้าเองก็ยังมีชีวิตอยู่เช่นกันหรือ”
เหยียนหลิ่วไม่ตอบคำ นางต่อสู้กับอาจิ่วอย่างดุเดือด
เหยียนเฟิงที่ตามไล่หลังมา เมื่อเห็นการต่อสู้ตรงหน้าก็เริ่มเข้าโจมตีเว่ยกวงสวีเป็นคนแรก