ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 353 เหยียนซีเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 353 เหยียนซีเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
บทที่ 353 เหยียนซีเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
ในอำเภอรุ่นอัน หลังจากที่หลิวเหิงและคนอื่น ๆ ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าผา พวกเขาเองก็ยืนมองปรากฏการณ์แปลกประหลาดอยู่ที่ป้อมประตูเมืองเช่นกัน จากนั้นชายหนุ่มก็สั่งให้ทหารประกาศเรื่องราวในอดีตของเว่ยกวงสวีตามมา
ชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ได้เป็นขุนนางยังเชื่อว่าเว่ยกวงสวีเป็นคนดี คนทั่วไปไม่เข้าใจความหมายของการ ‘ละจากฐานที่มั่นโดยพลการ’ หลิวเหิงจึงใช้คำพูดเรียบง่ายเพื่อให้เข้าถึงชาวบ้านในการประกาศ และทำให้ทุกคนรับรู้การกระทำของเว่ยกวงสวี ก่อนจะบอกว่าเขาเป็นคนขโมยความดีความชอบของผู้อื่น หลังจากที่เจ้าเมืองเหยียนเสียชีวิตไป มันทำให้ทุกคนยิ่งเกิดความสงสัยขึ้นว่าอันอ๋องเป็นผู้สังหารเจ้าเมืองเหยียนหรือไม่
“ใต้เท้าหลิว ภาพเสมือนปาฏิหาริย์นั่น คนของเจ้าเป็นผู้วาดขึ้นมาใช่หรือไม่” เหลียงอวี่ตงและแม่ทัพอีกหลายคนมายืนข้าง ๆ ชายหนุ่มแล้วถาม
หลิวเหิงพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะหันหน้าไปทางหน้าผา “เจ้าเมืองเหยียนคือขุนนางที่เป็นแบบอย่างให้ข้าน้อยขอรับ”
ไม่ว่าทุกคนจะเชื่อหรือไม่ว่านี่คือปาฏิหาริย์ แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในคำพูดของหลิวเหิง
เหลียงอวี่ตงมองไปทางค่ายกบฏที่ชาวบ้านพากันคุกเข่าลงและคำนับหน้าผา จากนั้นก็พยักหน้าแล้วเริ่มเอ่ย “เจ้าเมืองเหยียนเสียชีวิตมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ยังคงเป็นที่เคารพของผู้คน เขาเป็นแบบอย่างของพวกเราอย่างแท้จริง”
หลิวเหิงตะโกนสียงดังบอกกองกำลังภายในรุ่นอันทันที “ทหารทั้งหลาย เหตุใดพวกเจ้าจึงเลือกมาเป็นทหาร! พวกป่าเถื่อนทางเหนือกำลังบุกมาประชิดชายแดนของพวกเรา พวกเจ้ายังจะปล่อยให้คนทรยศผู้นี้ให้ก่อกบฏได้สำเร็จอยู่หรือ ยามนี้ทุกคนได้ประจักษ์แล้วว่าสวรรค์มีตา ผู้ใดที่เป็นคนทรยศจะไม่มีทางเอาชนะความเที่ยงธรรมได้ และต้องพ่ายแพ้ในที่สุด!”
บนป้อมประตูเมืองของรุ่นอัน เสียงแตรรบดังขึ้น กองกำลังทั้งหมดเริ่มตะโกนออกมาด้วยความฮึกเหิม “ดวงวิญญาณเจ้าเมืองเหยียนคุ้มครอง พวกกบฏพ่ายแพ้!”
เสียงนี้ดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่
เมื่ออันอ๋องได้ยินแล้วก็โกรธมาก เขารู้ว่าทั้งภาพและอักษรที่ปรากฏขึ้นบนหน้าผาจะยิ่งทำให้ตนเองเสียเปรียบมากขึ้น
ไม่ว่าจะพูดเช่นไรเหล่าทหารก็ยังเชื่อว่าเรื่องนี้คือปาฏิหาริย์
ชาวเหลียวโจวมีชีวิตอันแสนยากลำบากมาเป็นสิบปี ทางการจัดเก็บอากรเป็นจำนวนมาก มีชาวบ้านถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานมากขึ้น และยังมีเจ้าหน้าที่ฉ้อฉลกดขี่ราษฎรอยู่ทุกพื้นที่
สิบกว่าปีก่อน เหยียนหมิ่นจงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเหลียวโจว เขาคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เลยมักจะเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อพบนายอำเภอแต่ละพื้นที่และเข้าไปช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา ที่ใดที่เกิดภัยพิบัติเขาก็จะเข้าไปตรวจสอบ พร้อมช่วยเหลือบรรเทาภัยนั้นด้วยตนเอง เมื่อข้าศึกทางเหนือบุกเข้ามา ชายแดนตกอยู่ในอันตราย เขาก็ประกาศรับกองทหารอาสาไปช่วยเหลือถึงที่ ปกป้องป้อมปราการที่ช่องเขาฮูเหล่าเต็มกำลัง และทำให้ชาวบ้านที่อ่อนแอหลบหนีไปได้
อันอ๋องอ้างว่าเป็นเขาที่นำกำลังไปปกป้องช่องเขาฮูเหล่า แต่ผู้คนที่นั่นจะจำได้เป็นอย่างดีว่าเป็นเจ้าเมืองเหยียนที่นำกองกำลังไปถึงที่หมู่บ้านรอบ ๆ นั้น และตีฆ้องป่าวประกาศให้ทุกบ้านเก็บข้าวของหลบหนีจากภัยสงครามโดยเร็ว
จากนั้นเมื่อคนป่าเถื่อนบุกทะลวงเข้ามา พวกมันก็ระบายความโกรธแค้นด้วยการแขวนร่างของเขาไว้ที่ประตูเมือง
แม้เป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอ แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
หลังทุกคนที่ได้ยินเสียงโห่ร้องจากรุ่นอัน ทหารจำนวนมากฝ่ายกบฏก็พากันคุกเข่าและโค้งคำนับ
เสียงตะโกนดังกึกก้องอยู่เช่นนั้น ไม่นานภาพที่เคยปรากฏบนหน้าผาก็เริ่มจางหายไป
ผู้คนมากกว่าแสนคนเห็นภาพและตัวอักษรปรากฏขึ้นที่หน้าผาพร้อมกันก่อนที่จะเลือนหายไป หากนี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์จะสามารถเรียกว่าอะไรได้อีกเล่า!
คำพูดที่ประกาศมาจากป้อมประตูรุ่นอันยังดังขึ้นอีกครั้ง “วิญญาณวีรชนบนสวรรค์อยู่ข้างเรา ดลบันดาลให้กบฏต้องแตกพ่าย!” เมื่อได้ยินดังนั้นขวัญกำลังใจของทหารฝ่ายกบฏก็ยิ่งสั่นคลอนมากขึ้นไปอีก
ตู้กู้ที่ยืนอยู่ข้างพลทหารเจียงและคนอื่น ๆ พึมพำขึ้นมา “เหตุใดเราต้องอยากไปเมืองหลวงด้วยเล่า”
ถูกต้อง! เหตุใดพวกเขาต้องเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อต่อสู้กับราชสำนักด้วย
พลทหารเจียงและทหารชั้นผู้น้อยรอบ ๆ พากันตกตะลึง พวกเขาเริ่มเกิดความสงสัยเช่นเดียวกันนี้อยู่ในใจ
มีผู้ใดชอบการทิ้งบ้านเกิดออกมาเสี่ยงตายบ้าง
เหตุใดจะต้องยอมเสี่ยงชีวิตอย่างไม่มีประโยชน์อะไรเช่นนี้ด้วย
เมื่อพวกเขาออกเดินทัพ อันอ๋องเพียงอ้างความชอบธรรมและสั่งให้พวกเขาร่วมไปกอบกู้บัลลังก์ ทุกคนจึงมีใจจะร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ แต่เมื่อได้ยินคำถามของตู้กู้ ทหารทั้งหลายก็ราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทันที ใช่! เหตุใดพวกเขาต้องจับดาบสู้เพื่ออันอ๋องด้วยเล่า!
“ข้าศึกทางเหนือกำลังบุกเข้ามาแล้ว ข้าอยากจะสู้กับพวกมันปกป้องบ้านของเรามากกว่า ยามนี้มีศัตรูที่เป็นภัยกับแผ่นดิน เหตุใดจึงไม่มุ่งหน้าไปจัดการปราบปรามพวกมันเล่า!”
“เจ้ากล้าดีอย่างไรมาลดทอนขวัญกำลังใจของกองทัพ” เกิ่งฉางกุ้ยพูดเสียงดัง ทำให้แม่ทัพที่อยู่ไม่ไกลนักเข้ามา พร้อมเงื้อดาบขึ้นเล็งที่คอของเขา “คนทรยศพูดจาปลุกปั่นเช่นเจ้าสมควรตาย!”
ทว่าเมื่อเขาลงดาบ เกิ่งฉางกุ้ยกลับเอี้ยวตัวหลบได้อย่างว่องไว ก่อนจะคว้าข้อมือฝ่ายตรงข้าม และกระแทกเข่าเข้าที่ท้องของแม่ทัพ ก่อนจะแย่งดาบจากมือมาได้ “พวกเราล้วนเป็นชาวเหลียวโจวทั้งสิ้น! เหตุใดจึงไม่จับดาบมุ่งหน้าขึ้นเหนือ และต่อสู้กับข้าศึกที่กำลังรุกรานบ้านเราเล่า!”
“ใช่แล้ว ต้องปราบปรามข้าศึกทางเหนือ เราต้องรีบขึ้นเหนือกันเดี๋ยวนี้!”
“ถูกต้องเราต้องปกป้องบ้านเกิดของเรา นั่นเป็นสิ่งที่มนุษย์สมควรจะทำ!”
“กลับบ้าน ไปสู้กับข้าศึกทางเหนือ!”
ชาวบ้านที่นำโดยเกิ่งฉางกุ้ยและตู้กู้พากันกู่ร้องสุดเสียง
มีเสียงตะโกนดังขึ้นว่า “กลับบ้าน ไปสู้กับข้าศึกทางเหนือ!” กึกก้อง เมื่อทหารที่มาจากบริเวณช่องเขาฮูเหล่าได้ยินดังนั้นก็พากันตะโกนตาม
ทหารพากันยกอาวุธประดับพู่แดงของตนขึ้นแล้วร้องตะโกนตาม ๆ กัน “กลับบ้านไปสู้กับข้าศึกทางเหนือ! กลับบ้านไปสู้กับข้าศึกทางเหนือ!”
เสียงจากกองเสบียงในทัพหลังค่อย ๆ ดังก้องไปถึงทัพหน้า เหล่าแม่ทัพและผู้บัญชาการพยายามจะจับกุมทหารที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งไว้ แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ยอมให้ความร่วมมือที่จะจับใคร ดังนั้นความวุ่นวายระลอกใหญ่จึงเกิดขึ้นที่ทัพหลังของฝ่ายกบฏ
กองกำลังทั้งในทัพกลางและทัพหน้าเองก็เริ่มรู้สึกว่าพวกเขาพูดถูก จึงเริ่มก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว
“อย่าถอย! ไม่มีคำสั่งถอย ใครกล้าขัดคำสั่งจะโดนโทษ!” ผู้บัญชาการที่นั่งอยู่บนหลังม้าเริ่มออกคำสั่ง
แต่ทหารระดับสูงเพียงไม่กี่นายจะสามารถหยุดพลทหารนับหมื่นที่เห็นแย้งกับคำสั่งนั้นได้อย่างไร ทหารผู้น้อยจำนวนมากกว่าเริ่มรวมกันเป็นหนึ่ง เมื่อเห็นว่าพลทหารกำลังรวมตัวกันต่อต้าน อันอ๋อง เว่ยกวงสวี ก็เริ่มรู้สึกว่าหัวของเขากำลังจะระเบิดออก “ใครฝ่าฝืนคำสั่งจะต้องตายอย่างไร้ความปรานี!”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย ทหารองครักษ์ที่อยู่ข้างกายเงื้อดาบตรงเข้าไปทางทหารผู้น้อยเหล่านั้น ก่อนจะตัดคอคนแปรพักตร์อย่างรวดเร็ว
พลทหารแตกตื่นหนีพร้อมกรีดร้อง ร่างที่ล้มลงกระอักเลือดออกมา พื้นที่โดยรอบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
“พี่ชาย!!… ข้าจะฆ่าเจ้า!” ทหารนายหนึ่งเห็นว่าคนสำคัญของเขาถูกฆ่าตาย จึงมุ่งหน้าเข้าหาทหารองครักษ์เพื่อจะแก้แค้นด้วยดาบในมือ
ชายคนนั้นถูกสังหารโดยองครักษ์ในดาบเดียว
เมื่อมีพลทหารถูกฆ่าไปมากกว่าสิบนาย รอบกายดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ทหารที่อยู่รอบ ๆ พากันถอย แต่ทุกคนกุมอาวุธในมือแน่น องครักษ์มองพวกเขาอย่างรังเกียจ “ใครฝ่าฝืนคำสั่งจะต้องตาย!”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยให้ทุกคนยอมจำนน เหยียนเฟิงก็อาศัยจังหวะนั้นตรงเข้าไปตัดคอองครักษ์ผู้นั้นด้วยดาบ เขาสวมเครื่องแบบทหารฝ่ายกบฏ และใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายวิ่งเข้ามาถึงทัพหน้าเพื่อปฏิบัติการนี้
ทหารยามส่งเสียงในลำคอ เลือดค่อย ๆ ไหลอาบย้อมร่างกายของเขา ก่อนจะล้มลงและแน่นิ่งไปที่พื้นอย่างรวดเร็ว
เหยียนเฟิงไม่หยุดแค่นั้น หลังสังหารองครักษ์ไปได้หนึ่งนายเขาก็ชูดาบขึ้น พร้อมตรงไปทางเหล่าผู้บัญชาการ ก่อนจะเอ่ยกับองครักษ์ที่อยู่ตรงนั้นอีกคนว่า “อย่าคิดหนีล่ะ!”
ใช่แล้ว ผู้ใดคิดหนีต้องถูกสังหาร พลทหารหลายนายที่อยู่ด้านหลังเริ่มล้อมกรอบเข้ามาเคียงข้างเหยียนเฟิง และตรงไปข้างหน้า
เมื่อขุนนางระดับสูงเห็นท่าทีของเหยียนเฟิงและทหารคนอื่น ๆ ก็พยายามจะต่อสู้เพื่อหยุดการโจมตีนั้น ทัพหน้าเต็มไปด้วยความโกลาหลและเหตุนองเลือดในทันที
เพียงชั่วพริบตา ค่ายฝ่ายกบฏก็เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
กองทัพอันอ๋องเต็มไปด้วยพลเรือนและทหารชาวเหลียวโจว มีทั้งคนแข็งแกร่งที่เขาคัดเลือกมาเองจากกองทัพ และก็ยังมีชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนจับกุมมาได้ตามที่ต่าง ๆ แหล่งที่มาของคนเหล่านี้ต่างกัน ความสามารถในการต่อสู้ก็ต่างกันด้วย หากสามารถรักษาขวัญกำลังใจและผ่านรุ่นอันลงใต้ไปได้โดยไม่ต้องต่อสู้ พวกเขาก็จะสามารถโจมตีเมืองหลวงได้อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นสมรภูมิเดียวที่พวกเขาจะต้องต่อสู้ แต่สวีเฉิงกานและเว่ยหวนกลับทำไม่สำเร็จ การต่อสู้ที่รุ่นอันจึงนับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับกองผสมเช่นนี้
เมื่อยิ่งมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าอันอ๋องร่วมมือกับข้าศึกป่าเถื่อนทางเหนือ ชื่อเสียงของเขาก็ยิ่งเป็นไปในทางเลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้เองก็ยังมีบทกวีสองสามบทที่ช่วยย้ำเตือนถึงวีรบุรุษที่ถูกลืมอย่างเหยียนหมิ่นจงปรากฏขึ้นมาอีก ทำให้ชื่อเสียงของอันอ๋องที่สั่งสมมาทั้งหมดถูกลืมเลือนไปในทันที
เขาไม่ได้ขาดเหลือเรื่องกำลังพล ซ้ำยังมีความสามารถในการนำทัพอย่างดี
แต่แผนการที่จะนำกองกำลังเข้าสู่สมรภูมิกลับล่มไม่เป็นท่า เพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขวัญกำลังใจของกองทหารสับสนวุ่นวายทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มสู้เลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นทหารระดับบัญชาการอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก อันอ๋องก็เริ่มรู้ว่าในฐานะแม่ทัพใหญ่ เขาไม่สามารถบัญชาการอะไรได้อีกต่อไป แม้จะพยายามร้องตะโกนจนคอแตกก็ตาม
อันอ๋องประเมินความเข้มแข็งของชื่อเสียงและความสามารถในการนำทัพของตนเองสูงเกินไป ยิ่งกว่านั้นก็ยังลืมไปว่าเมื่อสิบปีก่อนตนขับไล่ข้าศึกทางเหนือไปได้ไม่ใช่เพราะนำทัพไปต่อสู้อย่างกล้าหาญ แต่เป็นหนทางแห่งการเจรจาด้วยผลประโยชน์ และช่วงชิงความดีความชอบจากทหารกองอื่นที่สละชีพอย่างกล้าหาญ
หลายปีที่ผ่าน ใครก็ตามที่เห็นต่างจากเขาถูกกำจัดไปสิ้น เหลือเพียงฝ่ายที่สนับสนุนและเห็นดีเห็นงามด้วยทุกประการ แม่ทัพผู้เก่งกล้าแต่ภักดีต่อราชสำนักถูกกำจัดออกไปทั้งหมด คนที่เหลืออยู่จึงมีเพียงคนสนิทที่ไว้ใจและเชื่อทุกสิ่งที่เขาพูด แต่ไม่อาจนับได้ว่าคนเหล่านี้มีความสามารถจริง ๆ หรือไม่
เหยียนซีอยู่บนยอดเขาในซินเย่ เด็กสาวมองความวุ่นวายในค่ายกบฏแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก
หากเธอไม่ได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ถึงเพียงนี้ ก็คงไม่สามารถสร้างความกลัวแก่ศัตรูจนทุกอย่างล่มไม่เป็นท่าเช่นนี้ได้