ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 350 จับตาดูชุยถงเหอ
บทที่ 350 จับตาดูชุยถงเหอ
ตู้กู้สั่งให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งช่วยกันขนย้ายอาหาร จากนั้นทหารกบฏก็ตามมาดูและพบว่าชาวบ้านกำลังทำงานกันอย่างปกติ พวกเขาเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ พักหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไป
ตู้กู้คลายความเครียดลงและเอื้อมมือไปปาดหน้าผากตัวเองสัมผัสได้ถึงเหงื่อเย็น ๆ ที่ไหลออกมา
เกิ่งฉางกุ้ยเดินเข้ามาถาม “อาจารย์ตู้ เหตุใดจึงหน้าซีดเช่นนี้เล่า”
“อาจิ่วผู้นั้นน่ากลัวมาก สายตาที่จับจ้องมาราวกับไร้ชีวิตจิตใจ” หากไม่ใช่เพราะเขินอายและต้องรักษาท่าที ตู้กู้คงจะตบอกตัวเองเพื่อสงบสติอารมณ์ลงแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำขึ้นมาอีก “อาจิ่วผู้นั้นเป็นใครกันแน่ …เขาทำหน้าที่อะไรกัน?”
“เขาเป็นหน่วยกล้าตาย” เหยียนเฟิงกระซิบกลับ
ให้ตายสิ! ตู้กู้เอามือปิดปากเพื่อระงับเสียงร้องที่เกือบจะออกมาด้วยความตกใจ “พี่เหยียน …เหตุใดเจ้าจึงทำตัวลึกลับถึงเพียงนี้เล่า”
“หน่วยกล้าตายคืออะไรกัน?” เกิ่งฉางกุ้ยถามด้วยความสงสัย
“พวกที่เชี่ยวชาญงานลอบสังหาร ทุกคนต้องระวังตัวไว้” เหยียนเฟิงเอ่ยกับตู้กู้ “อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวสิ่งใดในช่วงนี้”
อาจิ่วไม่ได้เป็นเพียงหน่วยกล้าตายทั่วไป แต่เขานับว่าเป็นยอดฝีมือในหมู่หน่วยกล้าตายทั้งหมด และสามารถกล่าวได้ว่าเป็นคนที่มีฝีมือมากที่สุดของอันอ๋อง
เหยียนเฟิงเคยฝึกฝนการต่อสู้ในจวนอันอ๋องมาก่อน และได้พบกับอาจิ่วครั้งถึงสองครั้ง
หลังจากที่ฝึกฝนวิชาจนครบถ้วนแล้ว อาจิ่วจะเป็นคนพาหน่วยกล้าตายออกไปทำภารกิจต่าง ๆ นอกจวน และเมื่อคนที่ออกไปทำงานเสียชีวิตลง เขาก็จะมาพาคนกลุ่มใหม่ออกไป
จากร้อยคน มีจำนวนไม่ถึงห้าคนที่รอดชีวิตมาได้ ดังนั้นอันอ๋องจึงมีหน่วยกล้าตายอยู่ไม่มากแล้ว เขาและเหยียนหลิ่วถูกพาตัวออกไปทำภารกิจโดยการนำของอาจิ่ว เมื่อพวกเขากลับไปที่จวนของอันอ๋องหลังจากจบงานก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ จวนถูกรื้อค้น และทั้งสองก็ถูกส่งไปยังผิงเฉิงเพื่อขายเป็นทาส
เวลาผ่านไปนานหลายปี อาจิ่วยังมีชีวิตอยู่ เมื่อได้พบกันอีกครั้งอีกฝ่ายก็เรียกชื่อเขาด้วยรหัสทันที …ปาลิ่ว
ไม่ …เขาไม่ใช่ปาลิ่วอีกต่อไปแล้ว เขาคือเหยียนเฟิง และน้องสาวของเขาก็คือเหยียนหลิ่ว
เมื่อตู้กู้ได้ยินจากคำบอกเล่าของเหยียนเฟิงว่าอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือในหมู่หน่วยกล้าตาย เขาก็พยักหน้ารับทันที “ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไม่เคยรู้สึกถึงเขามาก่อน ที่แท้เขาก็คืออาจิ่ว เขามักจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ เสมอ” หลังจากนั้นเขาก็ยิ้มออกมา “พี่เหยียนไม่ต้องกังวลขอรับ ข้าเกือบตายในคุกมาแล้ว รู้หรือไม่ คนที่รอดชีวิตจากภัยพิบัติมาได้ หลังจากนั้นจะกลายเป็นคนโชคดี ดังนั้นอาจิ่วไม่มีทางฆ่าข้าได้ง่าย ๆ แน่นอนขอรับ”
เหยียนเฟิงพยักหน้า หากไม่มีคำสั่งใด ๆ จากอันอ๋อง ต่อให้เป็นหน่วยกล้าตายก็ไม่สามารถสังหารใครอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าได้ “ข้าจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่สักสองสามวัน”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้วขอรับ ไม่มีใครสนใจชาวบ้านผู้น้อยเท่าไหร่หรอก” เกิ่งฉางกุ้ยพาเหยียนเฟิงไปหลบที่หลังกองข้าวสาร “พี่เหยียน เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตามเรามาทางนี้ขอรับ”
ในกองทัพของอันอ๋อง กองกำลังที่เป็นพลเรือนของเขาไม่สามารถนับจำนวนที่แน่นอนได้ พวกเขามักจับชายฉกรรจ์ระหว่างทางเดินทัพมาเพิ่มเสมอ และมีหลายคนลอบหลบหนีไปเมื่อสบโอกาส ส่วนคนที่หนีไม่พ้นก็จะถูกฆ่าตาย ดังนั้นจำนวนจึงเพิ่ม ๆ ลด ๆ อยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นไม่สามารถบอกได้ว่ามีกันกี่คนกันแน่
เหล่าทหารก็ทำเพียงคอยควบคุมและสั่งให้พวกเขาทำงานต่าง ๆ เท่านั้น
ในที่สุดกองกำลังฝ่ายกบฏก็ควบคุมเพลิงไหม้และดับไฟได้ในที่สุด
หลังไฟสงบลงแล้ว ทหารกองเสบียงก็ตรวจพบว่าเสบียงถูกเผาไปถึงหนึ่งในสาม
ใบหน้าของทหารคนหนึ่งซีดลงด้วยความหวาดกลัว เดิมทีเขารับหน้าที่เป็นทหารพลาธิการที่ดูแลกองเสบียงอยู่ในเหลียวโจว แต่ตนกลับมาเข้าร่วมกองทัพกับอันอ๋องในการก่อกบฏ เพราะหวังความก้าวหน้าในตำแหน่งงานของตนเอง
ภาษิตว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง ทหารและม้าเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยหญ้ากับอาหาร แต่ยามนี้อาหารถูกทำลายไปเกือบครึ่งทั้ง ๆ ที่การต่อสู้ยังไม่ทันจะเริ่มต้น เช่นนั้นอันอ๋องจะตัดหัวเขาหรือไม่
ผู้บัญชาการกองเสบียงรีบกลับไปที่กระโจมด้วยอาการสั่นเทา เมื่อเห็นว่าแม่ทัพรอเขาอยู่นานแล้วจึงไม่กล้าปิดบัง และรายงานไปตามจริงเรื่องปริมาณอาหารที่เหลือ
อันอ๋องสีหน้ามืดครึ้มลง หลังมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไป ขวัญกำลังใจของกองทัพจึงไม่มั่นคงมาสักพักแล้ว และหากเสบียงยังเหลือน้อยอีก กองทหารก็จะขาดกำลังกายในการสู้รบ
เขารีบกลับไปยังกระโจมหลักด้วยความโกรธ และมองพลเรือนและทหารที่มีหน้าที่ดูแลเสบียงซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำลงไป “ต้นเพลิงคือที่ไหน ไฟไหม้ได้อย่างไร”
“เพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากความประมาทของผู้ใดหรือไม่” มีคนถามอย่างสงสัย
ผู้บัญชาการกองเสบียงตกใจกลัวและรีบคุกเข่าตอบทันที “ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ บรรดาลูกน้องของกระหม่อมตระหนักดีถึงความสำคัญของเสบียงอาหาร และรู้ว่ากำลังรับผิดชอบหน้าที่สำคัญเพียงใด เราสั่งห้ามจุดเทียนหรือไฟใกล้ข้าวสารและหญ้าในระยะหนึ่งจั้ง…” หากเรื่องนี้กลายเป็นเพราะเขาจัดการงานได้ไม่ดี มีหวังหัวคงจะขาดออกจากบ่าแน่!
ชายผู้ตั้งข้อสังเกตเอ่ยเย้ยหยัน “หนึ่งจั้งงั้นหรือ? ห่างจากกองเสบียงไปหนึ่งจั้งก็แทบจะต้องเดินขึ้นเขาไปแล้ว”
ระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังจะตอบโต้ ชุยถงเหอก็พูดขึ้นมาก่อน ซึ่งมันทำให้ชายคนนั้นอดไม่ได้ที่จะเม้มปากแน่น ชุยถงเหอมักจะนั่งชี้นิ้วสั่งเป็นเจ้านายเพราะตำแหน่งที่เริ่มสูงขึ้น ในที่สุดเขาก็เริ่มเอ่ยอะไรออกมา คงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะปรามาสว่าไร้ไหวพริบก็เป็นไปได้
ชุยถงเหอพูดขึ้นทันที “ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ อาหารและหญ้าอยู่ที่ฟากหนึ่งของถนนหลัก และอยู่ใกล้กับซินเย่ ยามนี้เหอหมิงเฉวียนอยู่ที่ซินเย่ เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกนั้นจะส่งคนมาก่อเรื่องนี้ขึ้น”
สิ่งที่เขาเอ่ยถึงเหอหมิงเฉวียนเป็นเรื่องจริง เหอหมิงเฉวียนเป็นผู้บัญชาการกองทัพ เขาคุ้นเคยกับแผนผังการตั้งค่ายทหารเป็นอย่างดี เป็นไปได้ว่าจะสามารถวางแผนลอบโจมตีกองเสบียงในยามวิกาลได้อย่างเชี่ยวชาญ
เมื่อชุยถงเหอไม่เห็นว่ามีใครตอบโต้ก็รู้สึกภูมิใจเล็กน้อยและเริ่มให้ความคิดเห็น “ท่านอ๋อง ซินเย่อยู่ทางแนวหลังของเรา แม้จะไม่มีกองทหารรักษาการณ์ที่นั้น แต่หากคนหนุ่มที่นั่นตั้งใจจะสู้รบกับพวกเราและเร้นกายแฝงอยู่ในความมืด มันก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมาทีหลังได้ เราควรส่งกองทหารไปปราบซินเย่ก่อนจะดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านอ๋องโปรดสั่งการอย่างระมัดระวังด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้จัดให้มีกองลาดตระเวนคอยเฝ้าเส้นทางทุกสายที่สามารถมุ่งหน้าไปยังซินเย่ได้หมดแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครออกมาจากที่นั่น แล้วจุดไฟที่ค่ายโดยไม่มีคนเห็นได้!” ผู้บัญชาการกองเสบียงรีบอธิบายอย่างร้อนรน หากเป็นคนนอกมาลอบเผาจริง จะมีใครต้องรับผิดชอบนอกจากเขาเล่า!
หากเป็นภัยธรรมชาติก็ถือว่าสุดวิสัย แต่หากมีคนจุดไฟก็เท่ากับว่าต้องหาคนผิดไม่ใช่หรือ
“หากไม่ใช่คนนอก …นั่นก็หมายความว่าเป็นคนในกองทัพเราอย่างนั้นหรือ” อันอ๋องอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองชุยถงเหอ เรื่องราวจะบังเอิญถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ชุยถงเหอและแม่ทัพหลายนายได้รับจดหมายจากทางการมาก่อนใช่หรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นหากนี่เป็นแผนของเหลียงอวี่ตงและหลิวเหิงเล่า
แต่จะเกิดอะไรถ้านี่ไม่ได้เป็นแผนยุแยงของฝ่ายตรงข้าม
อันอ๋องลังเลใจไม่น้อย ในบรรดาที่ปรึกษาของเขาทั้งหมด ชุยถงเหอถือเป็นคนสำคัญที่สุด เขาเป็นเจ้าเมืองเหลียวโจว และคุ้นเคยกับงานทางการเป็นอย่างดีเมื่อเทียบกับขุนนางพลเรือนทั้งหมดของที่นี่ อีกทั้งยังมีหน้าที่ระดมพล ดูแลการทหาร และกิจการในกองทัพ หากจับอีกฝ่ายไปขัง กองทหารจะยังเชื่อฟังเขาอยู่หรือไม่
ทว่าชุยถงเหอก็ย้ำไม่เลิกว่าเขาต้องส่งคนไปที่ซินเย่ สรุปแล้วมันเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจกันแน่
ในเมื่อตัดสินใจไม่ได้ อันอ๋องจึงทำได้เพียงให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ชุยถงเหอเองก็ออกจากกระโจมไปพร้อมทุกคน ทว่าเขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจ เพราะมักจะรู้สึกว่าท่านอ๋องมองมาที่ตนด้วยสายตาแปลกประหลาด แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าแปลกอย่างไร หลังจากพยายามคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เขาก็ยังไม่พบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่ไหน
หลังจากนั่งมองทุกคนแยกย้ายไปแล้ว อันอ๋องก็นั่งอยู่เพียงลำพังในกระโจมหลักพลางครุ่นคิด จากนั้นก็เรียกทหารที่เฝ้าอยู่เข้ามา “ส่งคนไปตามดูชุยถงเหอว่าเขาทำอะไรบ้าง หากพบสิ่งใดน่าสงสัย รีบมารายงานข้าทันที”
ทางฝั่งรุ่นอัน เหลียงอวี่ตงรีบกลับเข้าไปในประตูเมืองพร้อมกับคนทั้งหมดของเขา หลังจากที่นับจำนวนแล้วก็พบว่าเหยียนเฟิงหายไป “เหยียนเฟิงเป็นคนยิงธนูส่งสัญญาณ เมื่อเห็นสัญญาณนั่นทุกคนก็กลับออกมากันหมด แต่เขากลับไม่ยอมมางั้นหรือ”
เหยียนเฟิงมีความสำคัญต่อหลิวเหิงค่อนข้างมาก ไม่ว่าใครที่พอจะมีปัญญาอยู่บ้างก็สามารถรับรู้ได้
เขาพาคนออกจากเมืองเพื่อโจมตีและช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับไว้ได้สำเร็จ แต่กลับเสียเหยียนเฟิงที่เป็นคนสำคัญและมีความสามารถที่สุดไปงั้นหรือ เหลียงอวี่ตงอดไม่ได้ที่จะกังวลใจและรู้สึกละอายต่อหลิวเหิงเล็กน้อย “น้องหลิว ให้ข้าออกไปตามหาเขาดีหรือไม่”